กลิ่นอายกระดาษเก่าและหมึกจีนชั้นดีที่หมักบ่มมานานนับทศวรรษ คือสิ่งเดียวในเมืองหลวงแห่งนี้ที่ยังพอจะซื่อตรงต่อกาลเวลา ลู่ว่านหนิงปัดฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บนสันปกคัมภีร์กลยุทธ์สงครามฉบับชำรุด เล่มที่นางตามหามาแรมเดือน ปลายนิ้วเรียวผอมบางสัมผัสเนื้อกระดาษสาที่เริ่มกรอบเหลืองอย่างทะนุถนอม ทว่าเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาบนพื้นไม้กระดานลั่นเอี๊ยดอาร์ด กลับดึงสติของนางให้หลุดออกจากภวังค์
ร้านหนังสือ ‘บูรพาอักษร’ ในตรอกแคบๆ ไร้ผู้คนย่างกราย ยามนี้กลับมีแขกผู้ไม่ได้รับเชิญปรากฏตัวขึ้น
“ตำราพิชัยสงครามฉบับนี้ เป็นสำเนาที่เหลืออยู่เพียงเล่มเดียวในแคว้นต้าฉี แม่นางลู่… ดูท่ารสนิยมในการอ่านของท่าน จะกว้างขวางเกินสตรีทั่วไปในห้องหอเสียกระมัง”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าเจือรอยยิ้มหยันอันเป็นเอกลักษณ์ลอยมาปะทะโสตประสาท ว่านหนิงไม่จำเป็นต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ นางจำสำเนียงกังวานกังสดาลนี้ได้แม่นยำยิ่งกว่าลายมือของตนเอง นางค่อยๆ วางหนังสือลงบนชั้นไม้ช้าๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับเผชิญหน้า
ร่างสูงโปรสง่าของบุรุษในอาภรณ์ผ้าไหมปักลายเมฆสีครามเข้มยืนพิงกรอบหน้าต่าง แสงแดดยามอัสดงที่สาดส่องลอดช่องไม้เก่า ตกกระทบโครงหน้าคมคายดั่งสลักเสลา ดวงตาหงส์คู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความขบขัน ระคนความลึกล้ำที่ไม่อาจหยั่งถึง—ฉู่จวินเซียว องค์ชายสี่ผู้เลื่องชื่อเรื่องความสำราญ และไร้พิษภัยในสายตาของราชสำนัก
“หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีตกอับ ย่อมต้องหาความรู้ใส่ตัวเพื่อประทังชีวิต ดีกว่าปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไปกับการดื่มสุราเคล้านารีเช่นบุรุษบางท่านเพคะ องค์ชายสี่” ว่านหนิงย่อกายคารวะด้วยท่าทีที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ทว่าวาจากลับคมกริบราวใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักแพร
ฉู่จวินเซียวหัวเราะในลำคอเบาๆ เขาก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้ จนกลิ่นอายบุรุษเจือกลิ่นจางๆ ของชาหลง징และสนิมเหล็กโชยปะทะนาสิก เขายื่นมือเรียวยาวหยิบตำราเล่มที่นางเพิ่งวางลงขึ้นมาพลิดูผ่านๆ “ปากคอเราะร้ายเช่นนี้ สมแล้วที่เป็นธิดาของอดีตราช士ผู้เคยถวายฎีกาหักหน้าขุนนางครึ่งราชสำนัก… ว่าแต่ แม่นางลู่มาเดินหาตำราศึกในตรอกอับทึบเช่นนี้ เกรงว่าจะมิได้มาเพื่อหาความสำราญกระมัง หรือว่า… กำลังวางแผนจะทำสงครามกับใครอยู่?”
ดวงตากลมโตคู่คมของว่านหนิงไหววูบไปชั่วขณะ นางเงยหน้าสบตากับเขาอย่างไม่เกรงกลัว แม้ความสูงของนางจะไล่เลี่ยเพียงหัวไหล่ของอีกฝ่าย ทว่ารัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวนางกลับไม่ด้อยไปกว่าองค์ชายผู้สูงศักดิ์แม้แต่น้อย
“หม่อมฉันจะทำสงครามกับผู้ใด ย่อมไม่สำคัญเท่ากับว่า… สิ่งที่องค์ชายทรงค้นหาอยู่ในเวลานี้ คือบัลลังก์หรือความตายกันแน่เพคะ”
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในร้านหนังสือเก่าแก่ก็ราวกับถูกแช่แข็ง รอยยิ้มบนมุมพระพักตร์ของฉู่จวินเซียวเลือนหายไปในพริบตา แววตาที่เคยพราวระยับแปรเปลี่ยนเป็นความคมกริบดั่งใบมีดน้ำพี้ที่ถูกชักออกจากฝัก ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบตัวคล้ายจะเบาบางลง เขาก้มตัวลงกระซิบชิดริมใบหูของนาง จนเส้นผมสีดำสนิทของทั้งสองระคลอเคลียกัน
“เจ้าช่างกล้าหาญนัก… ลู่ว่านหนิง รู้ตัวหรือไม่ว่าคำพูดเมื่อครู่มีโทษถึงประหารชีวิต”
หัวใจของว่านหนิงกระตุกวูบ แต่นางยังคงฝืนยิ้มเยือกเย็น ปลายนี้วที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อจิกเข้าหากันจนเล็บจิกฝังลงฝ่ามือ “หากหม่อมฉันกลัวตาย คงไม่ยืนอยู่ ณ ที่นี้ และคงไม่รู้ว่า… บัญชีลับการคลังของกรมคลังที่หายไปครึ่งเล่ม บัดนี้ไม่ได้อยู่กับอัครเสนาบดีหลี่ว์ซาน… แต่อยู่ในอกเสื้อของพระองค์ต่างหากเพคะ องค์ชายสี่”
ฉู่จวินเซียวชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาหงส์หรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด ก่อนที่มุมปากจะยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ลึกล้ำและอันตรายยิ่งกว่าเดิม รอยยิ้มที่ทำให้ทั่วทั้งร่างของว่านหนิงเย็นวาบไปถึงกระดูกดำ
ทว่า ก่อนที่ฉู่จวินเซียวจะได้เอวาจาใดตอบโต้ เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงหอบหายใจของขันทีคนสนิทก็ดังแทรกขึ้นที่หน้าร้าน พร้อมกับเงาร่างที่พุ่งเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยความตื่นตระหนก
“ทูล… ทูลองค์ชาย! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ทางวังหลวงเพิ่งมีพระราชโองการด่วน… พระสนมเอกหลี่ว์ทรงประชวรหนักกะทันหันจากการเสวยพระกระยาหาร และ… และฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้เรียกตัวท่านอ๋องเข้าเฝ้าเป็นการด่วนพ่ะย่ะค่ะ!”
ฉู่จวินเซียวหุบยิ้มทันที แววตาคมกริบฉายประกายอำมหิตขึ้นวูบหนึ่ง เขากวาดสายตากลับมามองหญิงสาวตรงหน้าผู้ซึ่งกุมความลับทั้งหมดไว้ในกำมือ รอยยิ้มเมื่อครู่จางหายไป เหลือเพียงความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก
เขายื่นมือมาคว้าข้อมือเรียวของว่านหนิงไว้แน่นด้วยแรงมหาศาลที่ไม่อาจขัดขืน กระซิบเสียงต่ำลอดไรฟันชิดริมฝีปากนาง “เกมนี้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ลู่ว่านหนิง… จงอยู่ให้รอดจนกว่าข้าจะกลับมาฟังคำตอบของเจ้า!”
ว่านหนิงมองตามแผ่นหลังสง่าผ่าเผยที่สาวเท้าก้าวออกจากร้านหายลับไปกับความมืดของราตรีที่คืบคลานเข้ามา ทว่าหัวใจของนางกลับเต้นรัวระรัวยิ่งกว่ากลองศึก เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นเศษกระดาษชิ้นเล็กที่ร่วงหล่นลงมาจากอาภรณ์ของฉู่จวินเซียวบนพื้นไม้—มันคือตราประทับลับของกองกำลังลับพยัคฆ์ทมิฬที่ควรจะสูญสลายไปเมื่อสิบปีก่อน!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดฉากหน้าประวัติศาสตร์นี้ไปด้วยกันนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบความเข้มข้นนี้ค่ะ!
สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย•ตอนที่ 3
รอยยิ้มขององค์ชายสี่
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!