กลิ่นหมึกปี้ว์ซานชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษสมุดบัญชีเก่าคร่ำคร่าในห้องเก็บของท้ายเรือนใหญ่ ช่างเป็นกลิ่นอายที่ลู่ว่านหนิงคุ้นเคยเสียยิ่งกว่ากลิ่นแป้งผัดหน้าของฮูหยินรองผู้เป็นแม่เลี้ยง
"พวกเจ้าขนหีบสมบัติของท่านแม่ข้าไปกี่ใบแล้ว?"
น้ำเสียงหวานใสดุจไข่มุกกระทบถาดหยกเอ่ยขึ้นเรียบเรื่อย ทว่ากลับทำให้บ่าวไพร่ร่างท้วมที่กำลังแบกหีบไม้จันทน์แกะสลักลวดลายดอกโบตั๋นถึงกับสะดุ้งสุดตัวจนเกือบทำหีบหลุดมือ ลู่ว่านหนิงนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักลายโบราณ ดวงหน้าเนียนกระจ่างใสประดับรอยยิ้มบางเบาที่มิได้ไปถึงดวงตา ปลายเรียวนิ้วเรียวดั่งลำหญ้าคาของนางกำลังตวัดพู่กันบันทึกรายการทรัพย์สินลงบนกระดาษสาอย่างใจเย็น ราวกับนางเป็นเพียงผู้ตรวจตราความเรียบร้อยตามคำสั่ง หาใช่บุตรตรีที่กำลังถูกปล้นชิงมรดกต่างมารดาไม่
"คุณ... คุณأหนิง!" บ่าวผู้นั้นหน้าถอดสี ละล่ำละลักแก้ตัว "นี่เป็นคำสั่งของฮูหยินรองเจ้าค่ะ บอกว่าทรัพย์สินเหล่านี้เป็นของกองกลางในจวนเสนาบดี สมควรนำไปเก็บรักษาให้ถูกที่ มิเช่นนั้นจะสูญหาย..."
"สูญหายงั้นหรือ?" ว่านหนิงวางพู่กันลงช้าๆ เสียงกระทบของด้ามพู่กันกับแท่นหินฝนหมึกดังกังวานบาดลึกในความเงียบ นางปรายตามองหีบใบใหญ่ที่อัดแน่นด้วยเครื่องประดับทองคำฝังไข่มุกของมารดาผู้ล่วงลับ—ฮูหยินเอกผู้สูงศักดิ์ที่จากไปพร้อมปริศนาเมื่อหลายปีก่อน "ของข้า... แม่ข้าเป็นผู้ถือครองมาตั้งแต่ตบแต่งเข้าจวนตระกูลลู่ เหตุใดจึงกลายเป็นของกองกลางไปได้เล่า หรือว่ากฎหมายต้าเฉินในตอนนี้ อนุญาตให้ภรรยาเอกผู้ล่วงลับถูกปล้นชิงเรือนหอและทรัพย์สินส่วนตัวได้ตามอำเภอใจแล้ว?"
"ปากกล้านักนะนังเด็กนี่!"
เสียงตวาดแหลมสูงดังขึ้นพร้อมกับการก้าวเข้ามาอย่างเกริ้วกราดของฮูหยินรองหลี่ซื่อ ใบหน้าที่พยายามโบกแป้งหนาเตอะบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว นางกวาดสายตามองบุตรสาวของอดีตฮูหยินเอกด้วยแววตารังเกียจเดียดฉันท์ "เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้ามาขวางทางบ่าวไพรัตน์ในเรือนของข้า! ลืมไปแล้วหรือว่าตอนนี้ใครที่เป็นใหญ่ในจวนแห่งนี้ ทรัพย์สินพวกนี้สมควรตกเป็นสินเดิมของหลี่ฉาน บุตรสาวข้าที่จะต้องตบแต่งเข้าวังหลวงต่างหากเล่า!"
ว่านหนิงมิได้สะทกสะท้านต่อน้ำเสียงเกรี้ยวกราดนั้นแม้แต่น้อย นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม อาภรณ์สีขาวนวลปักลายดอกเหมยขอบฟ้าที่สวมใส่ขับเน้นให้ร่างระหงดูราวกับเซียนสาวผู้หลุดพ้นจากโลกีย์ ทว่าแววตาคู่คมกลับเยียบเย็นดุจน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดู
"ท่านแม่เลี้ยงกล่าวถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ... สินเดิมของพี่หญิงฉานย่อมต้องสมเกียรติ ทว่าน่าเสียดาย..." ว่านหนิงก้าวเข้าไปใกล้หีบไม้จันทน์ทีละก้าว แววตาซ่อนประกายคมกริบ "ตราประทับและรายชื่อทรัพย์สินในหีบเหล่านี้ ล้วนมีชื่อของมารดาข้าสลักไว้บนแผ่นทองคำขาวชั้นใน หากท่านแม่เลี้ยงกล้านำมันออกไปใช้ออกหน้าในงานเลี้ยงรับรองของราชสำนัก เกรงว่ากรมอาญาคงต้องเชิญท่านไปจิบชาสนทนาเรื่องการยักยอกทรัพย์สินของอดีตพระชายารองในรัชกาลก่อนเสียกระมังเจ้าค่ะ"
ฮูหยินรองชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำสลับขาว "เจ้า... เจ้าขู่ข้าหรือ!"
"ข้ามิกล้าขู่หรอกเจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่... บันทึกทุกอย่างไว้หมดแล้ว" ว่านหนิงชูสมุดปกหนังสีดำเล่มเล็กในมือขึ้นให้เห็นรำไรรอยยิ้มมุมปากของนางงดงาม ทว่ากลับสร้างความหนาว
เยือกไปถึงไขสันหลังให้แก่ผู้เป็นแม่เลี้ยง "บัญชีทรัพย์สินทุกชิ้น โฉนดที่ดินทุกแปลง และรายชื่อบ่าวที่เคยยักยอกเงินทองออกไปตั้งแต่วันที่ท่านแม่ข้าสิ้นใจ ข้าล้วนบันทึกไว้ใน 'บันทึกโลหิต' เล่มนี้เรียบร้อยแล้ว หากวันใดเกิดไฟไหม้เรือน หรือมีสิ่งใดสูญหายไปแม้แต่ชิ้นเดียว บันทึกฉบับนี้จะเดินทางไปถึงมือของ... องค์ชายสี่ ผู้ดูแลกรมวังทันทีเจ้าค่ะ"
ชื่อของ 'องค์ชายฉู่จวินเซียว' ทำให้ฮูหยินรองสะดุ้งเฮือกโดยอัตโนมัติ ใครบ้างในเมืองหลวงจะไม่รู้ว่าองค์ชายสี่ผู้นี้คือพญายมในร่างมนุษย์ ทรงไร้ความปรานีต่อพวกขุนนางทุจริตและผู้ฉ้อฉล ยิ่งช่วงนี้เขากำลังตรวจสอบบัญชีลับในราชสำนักด้วยแล้ว หากเรื่องการปล้นชิงมรดกในจวนเสนาบดีรู้ถึงพระเนตรพระकर्ಣ ขุนนางใหญ่อย่างบิดาของนางคงได้หัวหลุดจากบ่าเป็นแน่
"เจ้า... นังเด็กสารเลว!" ฮูหยินรองกัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคืองจนตัวสั่นเทา ทำได้เพียงสะบัดแขนเสื้อสั่งบ่าวไพร่ "ถอย! ขนของพวกนี้กลับไปเก็บที่เดิมเดี๋ยวนี้!"
เมื่อบ่าวไพร่ถอยรอนออกไปจนหมดห้อง ลู่ว่านหนิงจึงทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง ความเหนื่อยอ่อนแผ่ซ่านไปทั่วร่าง มือเรียวบางที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อแอบสั่นเทาเล็กน้อย นางไม่ใช่สตรีผู้ไร้ความรู้สึก การต้องยืนหยัดเผชิญหน้ากับงูพิษในเรือนหลังเช่นนี้ ย่อมต้องใช้พลังใจมหาศาล
ทว่า ในจังหวะที่นางกำลังจะหยิบพู่กันขึ้นมาตรวจทานบัญชีต่อ ทันใดนั้น... กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาและสนิมเหล็กก็ลอยปะปนมากับสายลมยามสนธยา
ไม่ใช่กลิ่นของบ่าวในจวน...
ว่านหนิงชะงัก เงยหน้าขึ้นมองไปยังเงาดำทึบตรงหน้าต่างบานกระทุ้งที่เปิดแง้มไว้ ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมฆาเงินลอยเด่นอยู่ตรงกรอบหน้าต่างอย่างไร้ซุ่มเสียง ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นจ้องมองนางนิ่งสนิท ท่ามกลางแสงตะลับที่กำลังจะลับขอบฟ้า
"ฝีปากกล้าหาญยิ่งนัก... แม่นางลู่"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าทรงอำนาจเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ร่างสูงก้าวข้ามกรอบหน้าต่างเข้ามาภายในห้องอย่างง่ายดายราวกับเดินอยู่ในห้องโถงของตนเอง องค์ชายฉู่จวินเซียวปัดละอองฝุ่นบนบ่าเบาๆ ก่อนจะปรายตามองสมุดบัญชีในมือของนางด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก "เปิ่นหวางชักจะสนใจเสียแล้วสิว่า ระหว่างสมุดบันทึกโลหิตของเจ้า กับคดีทุจริตคอรัปชันในท้องพระโรง สิ่งใดจะทำให้ข้าสนุกกว่ากัน"
หัวใจของลู่ว่านหนิงกระตุกวูบ นางไม่คาดคิดเลยว่าบุรุษที่อันตรายที่สุดในต้าเฉินผู้นี้ จะมายืนอยู่ตรงหน้าในยามวิกาลเช่นนี้!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดฉากหน้าประวัติศาสตร์นี้ไปด้วยกันนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบความเข้มข้นนี้ค่ะ!
สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย•ตอนที่ 2
เงาพู่กันในเรือนหลัง
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!