กลิ่นหมึกปี้ว์ซานชั้นดีราคาตำลึงทองกำมือหนึ่ง ยามเมื่อถูกละลายด้วยหยาดน้ำค้างบนกลีบเหมยในถาดฝนหมึกหยกขาว กลับส่งกลิ่นฉุนรุนแรงราคากับกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งกรุ่นจากโรงฆ่าสัตว์ ลู่ว่านหนิงวางพู่กันขนกระต่ายป่าลงบนแท่นพักอย่างเชื่องช้า ปลายเรียวเล็บที่ถูกย้อมด้วยสีแดงระเรื่อจากดอกเทียนแตะสัมผัสขอบกระดาษสาเนื้อหนาที่เพิ่งคัดลอกตัวอักษรเสร็จสิ้น
ดวงหน้ารูปไข่เงยขึ้นสบมองผู้เป็นบิดาซึ่งยืนกระสับกระส่ายอยู่เบื้องหน้า แสงเทียนสีส้มสั่นไหวตามแรงลมราตรีที่ลอดผ่านบานหน้าต่างแกะสลักลวดลายดอกโบตั๋น ทอดเงาทอดยาวของใต้เท้าลู่ให้ดูน่าสมเพชและน่าเวทนาในเวลาเดียวกัน
"ท่านพ่อกล่าวว่าอย่างไรนะเจ้าคะ..." น้ำเสียงของนางราบเรียบ ดุจผิวน้ำในบึงใหญ่ที่ปราศจากแรงกระเพื่อม ทว่าแววตากลับคมกริบราวน้ำแข็งขั้วโลกที่พร้อมจะกรีดแทงทุกคำพูดจอมปลอมให้ทะลุปรุโปร่ง
ลู่เฉิงฮุ่ยกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ มือเหี่ยวย่นสั่นเทาจนแทบประคองห่อผ้าแพรต่วนสีหม่นในอ้อมแขนไม่อยู่ เขาเหลือบซ้ายแลขวาด้วยความหวาดระแวง ราวกับเกรงว่าเงาของตัวเองบนผนังจะลุกขึ้นมาทรยศ "ว่านหนิง... ลูกรัก พ่อไม่มีทางเลือกแล้ว ตระกูลลู่ของเราค้ำจุนมาได้จนถึงทุกวันนี้ด้วยความภักดี แต่บัดนี้... เสนาบดีหลี่ว์ซานมิได้ต้องการเพียงแค่เสียงสนับสนุนในท้องพระโรงอีกต่อไปแล้ว เขาต้องการ 'รายชื่อ'..."
"รายชื่อของขุนนางฝ่ายกลางที่ยังจงรักภักดีต่อองค์ฮ่องเต้..." ว่านหนิงต่อประโยคให้โดยไม่ต้องรอฟังคำอธิบายยืดยาว รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากบางเฉียบดั่งกลีบดอกไม้ "และท่านพ่อก็คงจะตบปากรับคำ พร้อมกับซุกซ่อนบัญชีเลือดฉบับนี้ไว้ในเรือนของเรา เพื่อแลกกับตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการที่ท่านเฝ้าฝันมาครึ่งค่อนชีวิตกระนั้นหรือเจ้าคะ"
"เจ้าเด็กอกตัญญู! เจ้ารู้ไหมว่าหากหลี่ว์ซานรู้ว่าเอกสารนี้อยู่ที่ใด หัวของพวกเราทั้งตระกูลจะหลุดออกจากบ่าในชั่วข้ามคืน!" ลู่เฉิงฮุ่ยตบโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังสนั่นด้วยความจนตรอกและโกรธเกรี้ยว
"ถ้าเช่นนั้นเหตุใดท่านจึงนำมันกลับมาบ้านเราเล่าเจ้าคะ" ว่านหนิงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อาภรณ์สีขาวนวลปักลายกิ่งเหมยไหวระย้าตามจังหวะก้าวเดิน นางก้าวเข้าไปใกล้บิดาทีละน้อย กลิ่นกายหอมกรุ่นจางๆ ของดอกไม้ป่าผสมผสานกับความเย็นเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวนาง ทำให้ขุนนางเฒ่าถึงกับผงถอยหลังด้วยความเกรงกลัว "ท่านหวังจะใช้มันเป็นเบี้ยต่อรอง เพื่อไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุด โดยเอาชีวิตของคนทั้งตระกูล... และชีวิตของลูก เป็นเดิมพันใช่หรือไม่"
ดวงตาคู่คมของสตรีสาวจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่หลบ뢰ของบิดਾ นางอ่านออกทุกตัวอักษรความโลภที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากของความหวังดีต่อครอบครัว ตระกูลลู่ตกอับมานานนับตั้งแต่ปู่ทวดถูกปลดจากตำแหน่ง แม่นมเคยบอกนางว่าตระกูลนี้เหลือเพียงเปลือกนอกที่หรูหรา แต่ภายในผุกร่อนจนแทบไม่เหลือชิ้นดี และบิดาของนางก็พร้อมจะขายวิญญาณให้ซาตานเพื่อแลกกับอำนาจเพียงน้อยนิด
ห่อผ้าแพรต่วนถูกโยนลงบนโต๊ะหนังสือเสียงดัง *ตุบ* เอกสารลับที่บันทึกเส้นทางการเงินและการติดสินบนของขุนนางครึ่งราชสำนัก นอนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางกองตำราโบราณ มันคือชนวนระเบิดที่จะพลิกแผ่นดินต้าฉีให้ลุกเป็นไฟ หรือไม่ก็ทำลายล้างพวก1เขาให้มอดไหม้เป็นจุล
"ข้าให้เวลาท่านพ่อยี่สิบสี่ชั่วโมง..." ลู่ว่านหนิงเอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเฉียบขาดดั่งประกาศิต "นำเอกสารนี้ไปถวายคืนองค์ฮ่องเต้ผ่านทางช่องทางลับของราชสำนักเสีย หรือไม่... ข้าจะเป็นคนเผามันทิ้งด้วยมือของตัวเอง ต่อให้พวกเราต้องตายในกองเพลิงนี้พร้อมกันก็ตามที"
"เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! นั่นเท่ากับเป็นการรนหาที่ตาย!" ลู่เฉิงฮุ่ยคำรามด้วยความตกใจสุดขีด
"การก้มหัวให้กุนซือสุนัขอย่างหลี่ว์ซานต่างหาก... คือการเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งความตายที่แท้จริง"
ก่อนที่ลู่เฉิงฮุ่ยจะได้เอ่ยคำใดโต้แย้ง เสียงเคาะประตูไม้สามครั้งอย่างเป็นจังหวะก็ดังขึ้นจากด้านนอกเรือน ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาอย่างไม่เกรงใจผู้เป็นเจ้าของบ้าน ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมผ้าไหมปักลายมฆาเร้นสีดำสนิทปรากฏขึ้นที่กรอบประตู แสงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้าคมคายดั่งรูปสลักสันกรามคมชัดและดวงตาคู่นคมที่ซ่อนประกายความเจ้าเล่ห์ไว้อย่างแนบเนียน
องค์ชายฉู่จวินเซียว... องค์ชายสผู้เลื่องลือว่าเป็นคนเจ้าสำราญ ไม่เอาถ่าน สนใจแต่เรื่องสุารีและบทกวี บัดนี้กลับยืนอยู่ ณ ที่นี่ ท่ามกลางความลับอันดำมืดที่สุดของราชสำนัก
"ดูเหมือนว่าข้าจะมาขัดจังหวะการสนทนาอันแสนอบอุ่นในครอบครัวของใต้เท้าลู่สินะ" สุ้มเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังเอ่ยเย้าแหย่ ทว่าแววตากลับกวาดมองห่อผ้าแพรบนโต๊ะอย่างรวดเร็วดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อ รอยยิ้มมุมปากของพระองค์ช่างทรงเสน่ห์และอันตรายในคราเดียวกัน
ลู่ว่านหนิงไม่แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย นางเพียงแต่หรี่ตาลงเล็กน้อย ประเมินบุรุษผู้ไม่ได้รับเชิญเบื้องหน้าอย่างเงียบเชียบ ขณะที่ลู่เฉิงฮุ่ยทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดผวา
"ถวาย... ถวายพระพรท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมไม่ทราบว่า..."
"ลุกขึ้นเถอะใต้เท้าลู่ ข้าเพียงแต่ผ่านมาชมจันทร์... แต่บังเอิญได้กลิ่นหมึกปี้ว์ซานที่หอมฟุ้งจนอดใจไม่ไหว" ฉู่จวินเซียวปรายตามองสตรีร่างระหงผู้ยืนนิ่งสงบดั่งรูปปั้นหยก นางไม่ยอมคุกเข่าคำนับพระองค์เช่นเดียวกับบิดา ทว่ากลับเชิดหน้าขึ้นสบตาพระองค์ตรงๆ อย่างไม่เกรงกลัว
บุรุษหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปาก ความสนใจทั้งหมดถูกดึงดูดไปยังสตรีผู้มีความกล้าหาญเกินตัวผู้นี้ทันที เขาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะหนังสือ กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงพลังแผ่ซ่านกดดันบรรยากาศในห้องให้แคบลง มือเรียวยาวดั่งหยกขาวเอื้อมไปแตะที่มุมห่อผ้าแพรต่วนช้าๆ
"สิ่งนี้... คงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ใต้เท้าลู่หน้าซีดเป็นไก่ต้มหรอกกระมัง?"
หัวใจของลู่ว่านหนิงกระตุกวูบ นางรู้ทันทีว่าก้าวต่อไปนี้ของนางจะกำหนดความเป็นความตายของตระกูล และอาจรวมถึงชะตากรรมของแผ่นดิน
กราบขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดฉากหน้าประวัติศาสตร์นี้ไปด้วยกันนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบความเข้มข้นนี้ค่ะ!
สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย•ตอนที่ 1
กลิ่นหมึกชะตากรรม
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!