กลิ่นหอมหวานเอียนของกำยานหมื่นบุปผาลอยอลวนอบอวลอยู่ภายใต้หลังคาตำหนักเฟิ่งเซียง ศาลาริมน้ำที่ถูกประดับประดาด้วยม่านโปร่งสีพีชและหมู่มวลดอกโบตั๋นนำเข้าจากแดนใต้ กลับกลายเป็นสนามประลองไร้เสียงโลหะกระทบกัน ทว่าคมกริบเสียยิ่งกว่ากระบี่ในมือยอดฝีมือ
"แม่นางลู่ช่างมีรสนิยมล้ำเลิศนัก ชุดกระโปรงผ้าไหมปักลายหงส์เหมยฮวาตัวนี้... ดูอย่างไรก็ช่างขัดตากับกิริยามารยาทอันเรียบง่ายของเจ้าเสียจริง หรือว่า... ขุนนางตระกูลลู่ยามนี้แม้แต่ค่าผ้าตัดชุดยังต้องอาศัยการหยิบยืมจากกองคลังหลวงกันแน่?"
เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นจากกลุ่มคุณหนูตระกูลใหญ่ นำโดยคุณหนูรองหลี่ว์เหม่ยซู บุตรสาวคนเล็กของอัครเสนาบดีหลี่ว์ซาน นางจงใจเอียงร่างเล็กน้อยขณะรินสุราหมักดอกกุหลาบลงในจอกกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความดูแคลนและริษยาอย่างปิดไม่มิด
ลู่ว่านหนิงหาได้สะเทือนอารมณ์ไม่ นางยังคงนั่งหลังตรงสง่างามอยู่บนเบาะปักไหมสีนวล ปลายนิ้วเรียวดั่งลำหญ้าหยวกกำลังบรรจงใช้พู่กันขนกระต่ายแตะหมึกจีนสีดำสนิท เพื่อคัดลอกบทกวีอวยพรในงานเลี้ยงวันประสูติของพระชายารอง ราวกับรอบกายไม่มีสิ่งใดรบกวนสมาธิของนางได้แม้แต่น้อย
"คุณหนูหลี่ว์กล่าวเกินไปแล้วเจ้าค่ะ" ว่านหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไพเราะดั่งเสียงพิณดีดในสายลมหนาว "ความงามของอาภรณ์มิได้อยู่ที่มูลค่าของเนื้อผ้า หากแต่อยู่ที่ผู้สวมใส่มีความละอายต่อบาปในใจหรือไม่ต่างหาก ส่วนเรื่องคลังหลวง... หากท่านพ่อของข้ายังคงดำรงตำแหน่งด้วยความสุจริตย่อมไม่ต้องพึ่งพาเงินทองที่ได้มาจากการรีดนาทาเร้นราษฎร ชุกชุมไปด้วยคราบโลหิตเช่นนั้นหรอกค่ะ"
คำพูดนั้นราวกับเข็มพิษเล่มเล็กที่ปักลงกลางใจของหลี่ว์เหม่ยซู ใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยแป้งผัดหน้าขาวนวลพลันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว นางส่งสัญญาณมือให้สาวใช้คนสนิทที่ยืนอยู่ด้านหลังทันที
สาวใช้ร่างท้วมแสร้งทำเป็นเดินสะดุดชายผ้าถุง ล้มเข้าใส่โต๊ะเขียนหนังสือของว่านหนิงอย่างจงใจ น้ำชาอุ่นจัดในกาเคลือบจึงสาดกระเซ็นเข้าใส่กระดาษซวนจื่อที่ว่านหนิงเพิ่งคัดลอกจนเสร็จสิ้นไปครึ่งค่อนแผ่น หมึกสีดำกระจายเปรอะเปื้อนกลายเป็นรอยด่างน่าเกลียด ทำลายหยาดเหงื่อและสมาธิอันยาวนานของนางในพริบตา
เสียงอุทานตกใจแสร้งทำเป็นตื่นตระหนกดังขึ้นรอบด้าน
"ตายจริง! บ่าววุ่มว่าม, ซุ่มซ่ามยิ่งนัก!" สาวใช้คนนั้นร้องโวยวายโดยไม่มีความสำนึกผิดแต่อย่างใด "คุณหนูลู่... บ่าวไม่ได้ตั้งใจเจ้าค่ะ เพียงแค่พื้นศาลาลื่นเกินไปเท่านั้น ท่านคงไม่ถือสาบ่าวตัวเล็กๆ หกระรอยกระหม่อมนี้กระมังเพคะ?"
สายตาทุกคู่ในศาลานับร้อยชีวิตต่างจับจ้องมาที่ว่านหนิง บางคนรอคอยที่จะหัวเราะเยาะความอับอาย บางคนรอชมว่าสตรีตกอับผู้นี้จะร้องไห้ฟูมฟายเสียกิริยาออกนอกหน้าเช่นไร
ทว่า... ลู่ว่านหนิงกลับมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกหรือขุ่นเคืองแม้แต่น้อย นางเพียงแต่วางพู่กันลงอย่างช้าๆ ใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดซับหยดน้ำชาที่กระเด็นโดนข้อมือตนเองอย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาหลี่ว์เหม่ยซูด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา
"ไม่เป็นไรค่ะ บ่าวไพร่ย่อมมีพลาดพลั้งกันได้..." ว่านหนิงทอดเสียงยาวเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อาภรณ์สีฟ้าครามปักลายเมฆาลู่ลมทำให้ดูสง่างามดั่งเทพเซียน "เพียงแต่... กระดาษแผ่นนี้ หาใช่กระดาษธรรมดาไม่"
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร?" หลี่ว์เหม่ยซูขมวดคิ้ว รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างประหลาด
"กวีบทนี้ ข้ามิได้คัดเพื่อถวายพระชายารองตามอำเภอใจ หากแต่เป็นบทกวีสรรเสริญพระบารมีที่องค์ฮ่องเต้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อคราเสด็จประพาสลุ่มแม่น้ำฉางเจียง และทรงมีรับสั่งให้ขุนนางฝ่าย văn คัดลอกเก็บไว้เป็นราชประเพณี" ว่านหนิงกวาดสายตามองไปรอบศาลา น้ำเสียงกังวานใสแต่เฉียบคมราคมมีด "การที่น้ำชามาเปรอะเปื้อนบนตัวอักษรของพระองค์... หาใช่เรื่องเล็กน้อยไม่ หากเทียบกับความผิดฐาน 'หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ' แล้ว เกรงว่า... ต่อให้ตระกูลหลี่ว์มีอำนาจล้นฟ้าเพียงใด ก็อาจจะหาศีรษะมาต่อบนบ่าไม่ทันนะคะ"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในศาลาริมน้ำก็พลันเงียบกริบลงทันที เสียงลมหายใจสะดุดดังขึ้นอย่างชัดเจน คุณหนูหลายคนถึงกับหน้าถอดสี ถอยกรูดออกห่างจากโต๊ะของหลี่ว์เหม่ยซูราวกับกลัวว่าจะโดนลูกหลงไปด้วย
หลี่ว์เหม่ยซูหน้าซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริก "เจ้า... เจ้ากล้าเอาเรื่องเบื้องสูงมาขู่ข้าหรือ!"
"ข้ามิกล้ากล่าวหาผู้ใดค่ะ" ว่านหนิงเดินเข้าไปใกล้สาวใช้ผู้ก่อเรื่อง ช้าๆ ทว่ามั่นคง "เพียงแต่... ในเมื่อกระดาษเสียหายไปแล้ว และงานเลี้ยงนี้มีแขกผู้มีเกียรติร่วมเป็นพยานมากมาย หากองค์ชายสี่ผู้ทรงตรวจตราความเรียบร้อยของงานเสด็จมาถึง และทอดพระเนตรเห็นความบกพร่องในพิธีการเช่นนี้... ท่านคิดว่า ใครกันเล่าที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ?"
น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังนั้นกดดันจนหลี่ว์เหม่ยซูแทบหายใจไม่ออก นางหันไปมองรอบกาย พบแต่สายตาหวาดระแวงและถดถอยของผู้คนที่เคยพยายามประจบสอพลอตน
ทว่า ในจังหวะที่เกมกำลังพลิกผันและชัยชนะตกอยู่ในกำมือของว่านหนิงอย่างงดงามนั้นเอง...
เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาจากทางระเบียงทางเดิน พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำอันเป็นเอกลักษณ์ที่คุ้นเคยดี
"ดูท่าทาง งานเลี้ยงบุปผาปีนี้ของเสด็จแม่ จะมีเรื่องสนุกสนานให้ข้าชมตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มเสียแล้วกระมัง?"
ร่างสูงโปรดปรานในอาภรณ์คลุมสีม่วงเข้มปักลายมังกรห้าเล็บก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าวงล้อม องค์ชายฉู่จวินเซียวแย้มพระสรวลน้อยๆ แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองรอยเปื้อนบนกระดาษ ก่อนจะเลื่อนมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าหวานละมุนของลู่ว่านหนิง
และในวินาทีนั้นเอง สายตาขององค์ชายสี่ก็สะดุดเข้ากับบางสิ่ง... รอยหมึกที่เปรอะเปื้อนบนกระดาษซวนจื่อ หาได้เลอะเลือนจนอ่านไม่ออกอย่างที่หลี่ว์เหม่ยซูกล่าวอ้าง แต่รอยหมึกหยดนั้นกลับไหลมารวมตัวกันอย่างพจมาน ราวกับถูกตวัดด้วยเจตนาบางอย่าง จนกลายเป็นอักษรลับสามตัวที่ซ่อนความหมายสะเทือนขวัญ...
— *'บัญชีลับ... ฉบับที่สาม'* —
องค์ชายจวินเซียวหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนพระพักตร์จางหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยประกายตาดุดันที่แม้แต่ขุนนางผู้ใหญ่ยังต้องหวาดผวา พระองค์ทรงเอื้อมพระหัตถ์ไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาพิจารณาช้าๆ ก่อนจะตรัสด้วยพระสุรเสียงแผ่วเบาที่ทำให้หัวใจของว่านหนิงกระตุกวูบ
"ดูเหมือนว่า... แม่นางลู่จะไม่ได้แค่มาคัดกวีเพื่อร่วมงานเลี้ยงเสียแล้วกระมัง?"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดฉากหน้าประวัติศาสตร์นี้ไปด้วยกันนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบความเข้มข้นนี้ค่ะ!
สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย•ตอนที่ 4
กลลวงงานเลี้ยงบุปผา
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!