"เจ้ากล้าดึงดันจะรื้อแฟ้มคดีเก่าของกรมพิธีการเมื่อสิบปีก่อน ถึงกับไม่กลัวว่าศีรษะบนบ่าจะหลุดร่วงลงมาประดับพื้นหินอ่อนหรืออย่างไร, ลู่ว่านหนิง"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือแววเยارหยันดังขึ้นในความมืดสลัวของหอเก็บบันทึกหลวง กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่หลيرชั้นดีลอยวนอยู่ปลายจมูก ทว่าสิ่งที่เด่นชัดยิ่งกว่าคือแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงสง่าในอาภรณ์ปักลายมمنทองเข้ม องค์ชายสี่ ‘ฉู่จวินเซียว’ ประทับยืนพิงชั้นตำราโบราณ ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ บนสันสมุดบันทึกเล่มที่นางเพิ่งวางลงบนโต๊ะ
ลู่ว่านหนิงสะท้านเฮือกในใจ นางมิได้คาดคิดเลยว่ายามวิกาลเช่นนี้ องค์ชายผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าสำราญและไม่เอาการเอางานในสายตาของราชสำนัก จะมาปรากฏกายอยู่ ณ มุมอับสายตาของหออักษรแห่งนี้ นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความตื่นตระหนก ก่อนจะค่อยๆ ย่อกายคารวะอย่างงดงามไร้ที่ติ ตามธรรมเนียมของสตรีผู้รู้กาลเทศะ
"หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆ ที่ไร้อำนาจวาสนา หาญกล้าท้าทายกฎสวรรค์ที่ไหนกันเพคะ ทว่า... หากความเงียบงันคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ความอยุติธรรมดำเนินต่อไป เช่นนั้นหม่อมฉันเกรงว่าศีรษะบนบ่านี้ คงไม่มีค่าพอที่จะรักษาไว้อีกต่อไปเช่นกันเพคะ"
คำพูดของนางราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์กลับหนักแน่นราวกับตอกลงบนแผ่นศิลา ฉู่จวินเซียวหรี่ตาลงเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ซ่อนเล็บกวาดมองสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณา ท่ามกลางแสงตะเกียงน้ำมันที่ไหววับ ใบหน้ารูปไข่ที่ซีดเซียวเล็กน้อยนั้นกลับฉายแววเด็ดเดี่ยวเกินสตรีทั่วไป เส้นผมสลวยถูกรวบเก็บอย่างเรียบร้อยด้วยปิ่นไม้เรียบง่าย ไร้ซึ่งเครื่องประดับราคาแพง ทว่ากลับสง่างามและโดดเด่นยิ่งกว่าบรรดานายหญิงในห้องหอใดๆ ที่เขาเคยพบเจอมา
เขาก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้ ความกดดันรอบตัวยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น กลิ่นอายบุรุษเพศผสมผสานกับกลิ่นหมึกชั้นดีโชยเข้ากระทบประสาทสัมผัสของนาง
"เจ้ากำลังขุดหลุมฝังตัวเอง, หลี่ว์ซานมิใช่สุนัขข้างถนนที่ใครจะโยนก้อนหินใส่แล้ววิ่งหนีพ้น อัครเสนาบดีผู้กุมอำนาจครึ่งหนึ่งในราชสำนักย่อมไม่ปล่อยให้หนอนหนังสือตัวน้อยเช่นเจ้ามาทำลายรากฐานที่เขาสร้างมาหลายปีแน่... เหตุใดจึงรนหาที่ตายเช่นนี้เล่า?" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อย ทว่าแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
ว่านหนิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง ดวงตากลมโตคู่นั้นใสกระจ่างราวกับผิวน้ำในฤดูใบไม้ร่วง "แล้วเหตุใด... ท่านอ๋องผู้ทรงปรีชาสามารถ จึงทรงเลือกที่จะซ่อนพระองค์อยู่หลังหน้ากากแห่งความสำราญเล่าเพคะ? คนเราล้วนมีเหตุผลที่ต้องยอมเดินตากฝนด้วยกันทั้งสิ้น หากหม่อมฉันไม่ก้าวเท้าออกไปเผชิญหน้ากับพายุ คลื่นลมในราชสำนักก็คงซัดสาดจนบ้านเมืองล่มจมอยู่ดี"
คำตอบของนางทำเอาฉู่จวินเซียวชะงักไปชั่วขณะ มุมปากหยักลึกยกยดขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่หาได้ยากยิ่ง ดวงตาคู่นั้นทอประกายความสนพระทัยที่ลึกซึ้งขึ้นอีกหลายส่วน สตรีผู้นี้มิเพียงแต่มีความทรงจำที่เป็นเลิศและเชี่ยวชาญการแกะรอยบัญชีลับ แต่นางยังอ่านใจคนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
"ปากคอเราะร้ายนัก..." เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบสมุดบันทึกเล่มที่นางกำลังศึกษาอยู่ขึ้นมาพลิดูผ่านๆ "แฟ้มคดีกรมพิธีการเมื่อสิบปีก่อน พัวพันกับคดีการทุจริตเสบียงทหารชายแดนใต้ ซึ่งมีตระกูลหลี่ว์อยู่เบื้องหลัง... ข้ามีข้อมูลชุดหนึ่งที่เจ้าอาจกำลังตามหาอยู่พอดี"
ดวงตาของว่านหนิงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางไม่คาดคิดว่าเขาจะยื่นข้อเสนอเช่นนี้ "ท่านอ๋องทรงหมายความว่า..."
"ข้าไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้น" ฉู่จวินเซียวขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าดวงตากลับพราวระยับ เขายื่นห่อกระดาษสีน้ำตาลเข้มชิ้นเล็กๆ ที่ประทับตราลับของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬมาวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าingนางอย่างแนบเนียน "เพียงแต่... คืนนี้ลมค่อนข้างแรง เทียนไขในหออักษรนี้อาจจะดับลงชั่วขณะ และในความมืดมิดนั้น อาจมีใครบางคนทำของสำคัญตกหล่นไว้โดยไม่เจตนา"
ว่านหนิงมองห่อกระดาษนั้นสลับกับใบหน้าหล่อเหลาที่เปี่ยมด้วยความเจ้าเล่ห์ของเขา หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะนางรู้ซึ้งแล้วว่า บัดนี้หมากกระดานนี้ไม่ได้มีเพียงนางผู้โดดเดี่ยวที่กำลังเดินเกมอีกต่อไปแล้ว
"หม่อมฉัน... ทูลลาเพคะ" นางย่อกายคารวะด้วยความซาบซึ้งใจที่ซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็น
ขณะที่ว่านหนิงหมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากหออักษร องค์ชายฉู่จวินเซียวก็เอ่ยไล่หลังเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ฝีเท้าของนางต้องชะงักงัน
"ระวังตัวด้วย... หลี่ว์ซานส่งมือสังหารเงามาจับตาดูก้าวเดินของเจ้าตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว และคืนนี้... พวกมันกำลังรอจังหวะที่เจ้าก้าวพ้นประตูจวนหลวงออกไป"
ทว่า... ก่อนที่ว่านหนิงจะได้ตอบรับหรือก้าวเดินต่อไป เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นกะทันหันที่ด้านนอกประตูหออักษร พร้อมกับเสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจของขันทีเวรยาม
"ใต้рдเท้าหลี่ว์มาถึงแล้ว! ขอพระราชทานอภัยที่ต้องรบกวนยามวิกาลพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง! มีรายงานด่วนแจ้งว่าพบผู้บุกรุกแอบลักลอบเข้ามาในเขตหออักษรหลวง!"
ดวงตาของฉู่จวินเซียวหรี่แคบลงทันที รังสีสังหารแผ่ซ่านออกจากร่างของเขาในเสี้ยววินาที ในขณะที่มือหนาเอื้อมมากุมข้อมือเรียวของว่านหนิงไว้แน่นด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ดึงร่างบางเข้าไปหลบหลังชั้นตำราใหญ่อย่างแนบเนียน พร้อมกับยกถ้วยชาอุ่นที่เพิ่งรินขึ้นมาจิบลงคออย่างใจเย็น ท่ามกลางเสียงประตูหออักษรที่ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงกระแทกอย่างรุนแรงจากด้านนอก
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามความเข้มข้นนี้ร่วมกันนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบการเดินหมากตานี้ค่ะ!
สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย•ตอนที่ 5
หมากกระดานแรก
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยหมึก พลิกบัลลังก์หทัย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!