"หยุดมือเดี๋ยวนี้ เอเลียส! เธออยากให้มือของเธอสลายกลายเป็นละอองเวทมนตร์ไปจริงๆ หรือยังไง!"
เสียงตวาดที่แฝงไปด้วยความร้อนรนอย่างหาได้ยากยิ่งจากอาจารย์เซเลเน่ ทำให้เอเลียสสะดุ้งสุดตัว มือที่กำลังยื่นไปสัมผัสรอยแยกสีดำสนิทบนผนังหินหลังชั้นหนังสือโบราณชะงักค้างทันที พลังเวทธาตุแสงที่ปลายนิ้วของเขาสั่นระริกราวกับเปลวเทียนที่ถูกลมพัดแรงจนใกล้จะดับลง
กลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ มันไม่ใช่เลือดของมนุษย์ แต่มันคือกลิ่นของ 'เวทมนตร์ที่เน่าเปื่อย'
"ผม... ผมแค่รู้สึกว่าโครงสร้างตรงนี้มันผิดปกติครับอาจารย์" เอเลียสพยายามควบคุมลมหายใจที่หอบถี่ ดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อแสงสีฟ้าครามจางๆ จากดวงตาของเขาเริ่มมองเห็น 'เส้นใย' ของคาถาต้องห้ามที่กำลังถักทอตัวเองอย่างบิดเบี้ยวอยู่ภายในรอยแยกนั้น "มันมีช่องโหว่... เหมือนใครบางคนพยายามจะ 'เย็บ' รอยรั่วของมิติเข้าด้วยกัน แต่ใช้วิธีที่ฝืนธรรมชาติเกินไป"
เซเลเน่ก้าวเข้ามาใกล้จนเอเลียสได้กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าจากตัวเธอ มือเรียวบางเย็นเฉียบของอาจารย์สาวคว้าข้อมือเขาไว้อย่างแน่นหนา ไม่ใช่การจับเพื่อตักเตือน แต่เป็นการดึงให้เขาก้าวถอยหลังออกจากจุดอันตรายนั้นอย่างเด็ดขาด แววตาที่เคยเย็นชาและไร้ความรู้สึกของบรรณารักษ์ผู้คุมหอสมุดในบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด
"เธอเห็นมันชัดขนาดนั้นเชียวหรือ..." เซเลเน่พึมพำ น้ำเสียงแผ่วเบาจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ "ความสามารถในการมองเห็นโครงสร้างเวทมนตร์ของเธอมันเป็นพรสวรรค์ที่น่าอิจฉา แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นคำสาปที่ดึงดูดสิ่งชั่วร้ายเข้ามาหาเธอได้ง่ายที่สุด เอเลียส"
"อาจารย์ครับ..." เอเลียสพยายามจะถามต่อ แต่สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นฟินน์ที่ยืนแอบอยู่หลังเสาหิน เพื่อนสนิทของเขามีใบหน้าซีดเผือดผิดกับบุคลิกจอมกะล่อนที่เขารู้จัก ฟินน์ส่ายหน้าเบาๆ เป็นเชิงบอกว่า 'อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้'
บรรยากาศในหอสมุดใต้บันไดวนดูจะเย็นเยียบขึ้นในทันใด เวทมนตร์ธาตุแสงของเอเลียสเริ่มตอบสนองต่อสภาวะรอบข้าง มันพยายามจะแผ่ซ่านออกมาปกป้องเจ้านายของมัน แต่เซเลเน่กลับกดฝ่ามือลงบนหลังมือของเอเลียสเพื่อสะกดพลังนั้นไว้
"ฟังนะ" เซเลเน่สบตาเขา สายตาที่จริงจังคู่นั้นทำให้หัวใจของเอเลียสเต้นผิดจังหวะ "รอยแยกนี้ไม่ใช่สิ่งที่นักเรียนเวทมนตร์ระดับปีสองควรเข้ามาเกี่ยวข้อง หากเธออยากมีชีวิตรอดจนจบภาคการศึกษานี้ จงทำเป็นมองไม่เห็นและเดินออกไปจากตรงนี้เสีย"
"แต่ถ้าผมไม่ทำ แล้วใครจะทำล่ะครับ?" เอเลียสถามกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้มั่นคงที่สุด แม้ขาของเขาจะสั่นน้อยๆ ก็ตาม "ถ้าเวทมนตร์นี้มันกัดกินหอสมุดไปเรื่อยๆ จนถึงห้องเรียนรวม หรือหอพัก... อาจารย์ก็รู้นี่ครับว่ามันไม่ได้หยุดแค่ที่นี่"
เซเลเน่ชะงักไปครู่หนึ่ง เธอเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนใจ "เธอนี่มัน... ดื้อรั้นเสียจริง"
"เขาไม่ได้ดื้อหรอกอาจารย์ แต่นี่มันคือวิถีของ 'ผู้ผดุงแสง' ต่างหากล่ะครับ" ฟินน์ก้าวออกมาจากมุมมืด ท่าทางของเขาแม้จะดูผ่อนคลายแต่ดวงตากลับจับจ้องไปที่รอยแยกอย่างระมัดระวัง เขาเคาะไม้เท้าธาตุดินในมือเบาๆ ส่งสัญญาณว่ามีการวางอาณาเขตเวทมนตร์ป้องกันรอบห้องไว้เรียบร้อยแล้ว "ผมเตรียมการป้องกันไว้แล้วครับ แต่คงยื้อได้ไม่เกินสิบนาที"
เอเลียสรู้สึกประทับใจในตัวเพื่อนคนนี้เหลือเกิน ฟินน์อาจจะดูเหมือนเด็กเกเรที่ไม่เอาไหน แต่ในยามคับขัน เขากลับเป็นคนที่พึ่งพาได้มากที่สุดเสมอ
"ถ้าจะทำ ก็ทำแค่ตรวจสอบ ห้ามสัมผัสเด็ดขาด" เซเลเน่กำชับพลางดึงม่านพลังเวทสีเงินขึ้นมาปกคลุมรอบตัวพวกเขา "ถ้ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น ฉันจะดึงพวกเธอออกไปเอง แม้จะต้องใช้กำลังก็ตาม"
เอเลียสพยักหน้า เขาหลับตาลงเพื่อเพ่งสมาธิไปยังดวงตาที่สาม พลังเวทธาตุแสงค่อยๆ ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย สิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่หินผนังธรรมดาอีกต่อไป แต่มันคือภาพจำลองของ 'ระบบปฏิบัติการเวทมนตร์' ที่ซับซ้อนและเน่าเฟะ เส้นใยสีดำมืดกำลังกัดกินเส้นใยสีฟ้าอันบริสุทธิ์ของโรงเรียน และที่จุดศูนย์กลางของรอยแยกนั้น เขามองเห็นบางสิ่งที่เต้นตุบๆ เหมือนหัวใจ
ไม่ใช่หัวใจมนุษย์ แต่มันคือ 'อักขระต้องห้าม' ที่มีชีวิต
"เจอแล้ว..." เอเลียสพึมพำ "มันไม่ใช่การรั่วไหลธรรมดา แต่มันคือการแทรกซึม! มีคนจงใจวาง 'ปรสิตเวทมนตร์' ไว้ในโครงสร้างของโรงเรียนเพื่อสูบพลังงานเวทมนตร์จากแกนกลางหอสมุด"
ทันใดนั้นเอง สิ้นคำพูดของเอเลียส เสียงกรีดร้องแหลมเล็กที่บาดลึกถึงโสตประสาทก็ดังขึ้นจากภายในรอยแยก หินผนังรอบข้างเริ่มร้าวออกเป็นใยแมงมุม พลังงานสีครามรอบตัวเอเลียสปั่นป่วนจนควบคุมไม่อยู่
"ถอยออกไป!" เซเลเน่ตะโกนลั่น เธอกางมือออกสร้างโล่เวทมนตร์ขนาดใหญ่ปกป้องทั้งสามคนเอาไว้
ทว่า ในวินาทีที่แรงปะทะพุ่งเข้าใส่โล่ พลังเวทของเอเลียสกลับทำปฏิกิริยาแปลกประหลาด มันไม่ได้สะท้อนพลังกลับไป แต่มันกลับ 'ดูดกลืน' พลังของศัตรูเข้ามาในตัวเขาเอง! ร่างกายของเด็กหนุ่มเรืองแสงสีครามสว่างจ้าจนน่ากลัว สติสัมปชัญญะของเขาเริ่มพร่าเลือน
ท่ามกลางแสงสว่างที่เจิดจ้าจนแทบตาบอด เอเลียสได้ยินเสียงที่คุ้นเคยจากระบบในหัวของเขาอย่างชัดเจน แต่มันไม่ใช่เสียงแจ้งเตือนภารกิจปกติที่เขาเคยได้รับ
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบตัวตนระดับตำนาน 'เศษเสี้ยวแห่งผู้ทำลาย' ในสถานะจำศีล]
[วิเคราะห์เงื่อนไข: ผู้ครอบครองเวทมนตร์ธาตุแสงต้องทำการ 'ทำพันธสัญญาเลือด' เพื่อหยุดยั้งการกัดกิน]
[สถานะระบบ: ก้าวเข้าสู่โหมดวิกฤต — การตัดสินใจของท่านจะเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของโรงเรียนเวทมนตร์แห่งนี้]
เอเลียสมองเห็นเงาดำทมิฬรูปร่างคล้ายมนุษย์ค่อยๆ ก้าวออกมาจากรอยแยกนั้น มันไร้ใบหน้า มีเพียงดวงตาสีเลือดคู่หนึ่งที่จ้องมองมายังเขาราวกับหิวโหยมานับพันปี และในวินาทีที่มันขยับนิ้วเรียวยาวขึ้นชี้มาที่อกของเขา... เสียงของอาจารย์เซเลเน่ก็ขาดหายไปราวกับถูกตัดออกจากโลกความเป็นจริง
ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางของเอเลียสและผองเพื่อนมาจนถึงบทนี้ ความลับที่ซ่อนอยู่ใต้บันไดวนกำลังจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงแล้วนะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ — เซเลสเทียละอองเวท
เวทมนตร์สีครามกับความลับใต้บันไดวน•ตอนที่ 12
ร่องรอยเวทมนตร์ต้องห้าม
ผลงานโดย เซเลสเทียละอองเวท
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซเลสเทียละอองเวท)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เวทมนตร์สีครามกับความลับใต้บันไดวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!