"ฉันไม่ได้ขอให้เธอไปเดินชมพิพิธภัณฑ์นะคะ เอเลียส... แต่ฉันกำลังมอบ 'ภารกิจ' ที่ถ้าทำพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ประวัติการศึกษาของพวกเธอในสถาบันแห่งนี้คงต้องจบลงก่อนจะได้ขึ้นปีสองเสียอีก"
ปลายนิ้วเรียวยาวที่สวมถุงมือหนังสีดำสนิทเคาะเบาๆ บนสันปกตำราหนังแท้หนาเตอะ เสียงนั้นดังก้องอยู่ในความเงียบงัดของห้องสมุดต้องห้าม บรรยากาศรอบกายของอาจารย์เซเลเน่ในยามวิกาลเช่นนี้ช่างเย็นเยียบและกดดันเสียจนเอเลียสเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เด็กหนุ่มก้มมองกระดาษแผ่นบางในมือที่ถูกประทับตราสีแดงฉานด้วยสัญลักษณ์รูปตาชั่งไขว้กับกุญแจโบราณ—ตราสัญลักษณ์ประจำเขตอธิကรณ์ชั้นสูงสุดที่นักเรียนปีหนึ่งไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเดินเฉียด
"พื้นที่ห้ามเข้าเขตสาม... หอคอยวิจัยดาราศาสตร์เก่าแก่หลังตึกอำนวยการใช่ไหมครับ...เอ้ย, เอ่อ... ใช่ไหมคะอาจารย์" เอเลียสเกือบหลุดปากพูดผิดสำนวนด้วยความประหม่า ดวงตากลมโตใต้กรอบแว่นเลนส์ใสฉายแววหวาดวิตกอย่างปิดไม่มิด ขณะที่ฟินน์ เพื่อนสนิทผู้มักพกยิ้มทะเล้นไว้บนใบหน้าเสมอ ยามนี้กลับหุบยิ้มสนิท ดวงตาเรียวรีมองกระดาษในมือเพื่อนด้วยความรู้สึกที่ไม่ต่างกันนัก
ฟินน์ขยับตัวเข้าใกล้เอเลียสเล็กน้อย กลิ่นอายดินชื้นและหินแร่จางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำธาตุดินลอยกรุ่นออกมาจากตัวเด็กหนุ่มร่างสูง "อาจารย์ครับ... เอ๊ย! ค่ะ! คือว่า... ตำราประวัติศาสตร์เวทมนตร์เล่มที่อาจารย์ต้องการเนี่ย ปกติมันควรจะอยู่ในชั้นหนังสือทั่วไปไม่ใช่เหรอคะ ทำไมมันถึงไปโผล่อยู่ในเขตกักเก็บพลังงานเวทแปรปรวนแบบนั้นล่ะคะ"
เซเลเน่ช้อนสายตาขึ้นมองลูกศิษย์ทั้งสอง นัยน์ตาสสีเทาควันบุหรี่ของเธอลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดา แววตาคู่นั้นไม่ได้ดุดัน แต่มีความจริงจังชนิดที่ทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนปากเหวหน้าผาสูงชัน
"เพราะตำราเล่มนั้นไม่ได้ถูกบันทึกไว้ด้วยหมึกธรรมดาค่ะ ฟินน์" อาจารย์สาวลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างระหงภายใต้ชุดคลุมสีครามเข้มขยับตามจังหวะการก้าวเดิน เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดัง *กริ๊ก... กริ๊ก...* สะท้อนก้องไปทั่วห้องโถง "มันถูกเขียนขึ้นด้วย 'เศษเสี้ยวจิตวิญญาณ' ของอดีตผู้อำนวยการคนที่สาม ผู้ซึ่งถูกลบชื่อออกจากบันทึกประวัติศาสตร์ และสถานที่เดียวที่พลังงานธาตุแสงในตัวเอเลียสจะสามารถสะท้อนหา 'ร่องรอยเวท' ของมันเจอได้... ก็คือเขตสาม พื้นที่ที่ถูกผนึกเอาไว้ด้วยค่ายกลเวทโบราณเมื่อสามร้อยปีก่อน"
เอเลียสรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวระรัวในอก ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านเข้ามาในอากาศ แม้เขาจะมีพรสวรรค์พิเศษในการมองเห็น 'โครงสร้างเวทมนตร์' และเส้นสายของธาตุแสงที่คนอื่นมองไม่เห็น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะไร้ซึ่งความกลัว ในทางกลับกัน ยิ่งเขามองเห็นรายละเอียดของเวทมนตร์ได้ชัดเจนเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งตระหนักถึงความอันตรายของมันมากเท่านั้น
โครงสร้างเวทมนตร์ในเขตสามไม่ได้เป็นเพียงแค่เส้นใยเวททั่วไป แต่มมันคือ 'กับดัก' เชิงตรรกะที่ซับซ้อน หากคำนวณมุมหักเหของแสงพลาดแม้แต่องศาเดียว ค่ายกลป้องกันจะเปลี่ยนสภาพเป็นคมมีดพลังงานที่พร้อมจะฉีกร่างของพวกเขาเป็นชิ้นๆ
"พวกเธอมีเวลาถึงเที่ยงคืนของวันพรุ่งนี้ค่ะ" เซเลเน่กล่าวเสียงเรียบ ยื่นมือหยิบนาฬิกาพกโบราณทองเหลืองขึ้นมาดีดเปิดฝา "ถ้ายังอยากสอบผ่านวิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์เชิงโครงสร้าง และไม่อยากให้ฉันใส่ชื่อพวกเธอไว้ในบัญชีดำของสภาเวทมนตร์... จงไปเอา 'บันทึกแห่งเซฟิรอธ' กลับมาให้ได้"
เมื่อร่างของอาจารย์เซเลเน่ลับหายไปหลังประตูบานใหญ่ทึบ ความเงียบงันก็กลับมาปกคลุมอีกครั้ง ฟินน์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทรุดตัวลงนั่งพับเพียบกับพื้นห้องสมุดพร้อมกับเอามีดยาวพกพาขึ้นมาเคาะเล็บเล่นแก้เครียด
"ให้ตายเถอะ เซเลเน่นี่ใจร้ายชะมัดเลยเนอะว่าไหม เอเลียส?" ฟินน์บ่นอุบอิบ ใบหน้าคมคายฉายแววเคร่งเครียดอย่างที่นานๆ ครั้งจะได้เห็น "เขตสามเนี่ยนะ? แค่คิดถึงพลังงานเวทดิบที่รั่วไหลออกมาจากตรงนั้นตอนคาบเรียนแรก ฉันก็รู้สึกเหมือนขนลุกซู่ไปทั้งตัวแล้ว นายไหวแน่เหรอเพื่อน? หรือเราจะแอบไปยืมโพชั่นล่องหนของรุ่นพี่ปีสามมาใช้ดี?"
เอเลียสส่ายหัวช้าๆ สายตาของเขายังคงจดจ้องอยู่กับกระดาษภารกิจในมือ สมองเริ่มทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับ เวทมนตร์ธาตุแสงของเขาไม่ใช่แค่การสร้างแสงสว่าง แต่คือการทำความเข้าใจความจริงเบื้องหลังโครงสร้างของสสารและพลังงาน
"ไม่ได้หรอกฟินน์ โพชั่นล่องหนหลอกตาคนได้ แต่หลอก 'ค่ายกลตรวจจับความถี่ของแสง' ในเขตสามไม่ได้หรอก" เอเลียสเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น "ถ้าเราเดินเข้าไปโดยไม่คำนวณคลื่นความถี่แสงสะท้อนให้ดี ระบบป้องกันของหอคอยจะระบุตัวตนเราทันที และตอนนั้น... ต่อให้มีเวทธาตุดินของนายคอยเสริมเกราะ ก็คงรับแรงกระแทกจากลำแสงชำระล้างไม่ได้แน่ๆ"
"โธ่เอ๊ย นึกว่าจะรอด" ฟินน์ยิ้มแห้งๆ ก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามกางเกง "เอาวะ! ในเมื่ออาจารย์คนสวยสั่งมาขนาดนี้แล้ว แถมคะแนนจิตวิสัยก็แขวนอยู่บนเส้นด้ายแบบนี้ มีทางเลือกให้เราปฏิเสธด้วยเหรอ? ว่าแต่... นายวางแผนไว้ยังไงล่ะ ท่านหัวกะทิประจำชั้นเรียน"
เอเลียสสูดหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ดวงตาภายใต้กรอบแว่นเป็นประกายมุ่งมั่นขึ้นมาวับหนึ่ง เขาหยิบสมุดบันทึกเวทมนตร์คู่ใจขึ้นมาเปิดกางออก พร้อมกับดึงปากกาขนนกที่บรรจุหมึกเวทธาตุแสงออกมาเตรียมพร้อม
"เราต้องไปกันตอนนี้เลย ก่อนที่เวรยามรอบดึกจะเริ่มตรวจตรา" เอเลียสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้น "แล้วก็... ฉันคำนวณเส้นทางหลบเลี่ยงค่ายกลไว้คร่าวๆ แล้ว ตามฉันมา... แต่อย่าเดินออกนอกเส้นทางที่ฉันฉายแสงนำทางเด็ดขาดนะ"
ทั้งสองเร่งฝีเท้าเดินทางลัดเลาะผ่านระเบียงทางเดินมืดทึบของหอพักนักเรียน มุ่งหน้าสู่ปีกตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของหอคอยวิจัยดาราศาสตร์เก่าแก่—สถานที่ที่ถูกลืมเลือนและเต็มไปด้วยความลับอันดำมืด
โครงสร้างสถาปัตยกรรมของหอคอยค่อยๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า ท่ามกลางแสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องลงมาผ่านหน้าต่างกระจกสีที่แตกหัก ตัวอาคารก่อด้วยหินแกรนิตสีดำทึบ รอบตัวหอคอยมีออร่าพลังงานเวทสีครามจางๆ แผ่พุ่งออกมาเป็นระลอก ราวกับสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์กำลังหายใจเข้าออกอย่างเชื่องช้าในความมืด
เอเลียสยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ฟินน์หยุดเดิน เขาย่อตัวลงต่ำ ปล่อยให้ปลายนิ้วมีประกายแสงสีขาวนวลเจิดจ้าขึ้นเล็กน้อย แสงนั้นแผ่ขยายออกเป็นเส้นใยบางเฉียบ ลอยละلي่วไปสัมผัสกับอากาศเบื้องหน้า เพื่อสแกนหา 'จุดบอด' ของค่ายกลเวทที่มองไม่ด้วยตาเปล่า
ทันใดนั้นเอง... ขณะที่เส้นใยแสงของเอเลียสกำลังเลื้อยผ่านซุ้มประตูโค้งหินโบราณ แสงสีขาวบริสุทธิ์กลับสะท้อนเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่หลังเสาต้นใหญ่ ความถี่ของแสงเกิดการหักเหอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดัง *ฮัมมมม์* คล้ายคลื่นเสียงความถี่ต่ำที่สั่นสะเทือนไปถึงแก้วหู
ไม่ใช่ค่ายกลเวทอัตโนมัติ... แต่เป็น 'ร่องรอยการเคลื่อนไหว' ของบางอย่างที่ยังมีชีวิต!
เอเลียสเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเส้นแสงของเขาไปกระทบเข้ากับเงาสูงโปร่งร่างหนึ่งที่ยืนพิงเสาหินอยู่ก่อนแล้ว—เงานั้นสวมชุดคลุมฮู้ดสีเข้มสนิทที่กลืนไปกับความมืด แต่สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของเอเลียสสะดุดกึก คือ 'ดวงตา' คู่หนึ่งที่เรืองแสงสีฟ้าครามวาววับภายใต้เงาฮู้ดนั้น กำลังจ้องมองตรงมาที่พวกเขาด้วยรอยยิ้มเยียบเย็น
"ระวังตัว!" เอเลียสตะโกนสุดเสียงพร้อมกับกระชากแขนฟินน์ถอยหลัง
แต่ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มทั้งสองจะทันได้ตั้งตัว พื้นหินเบื้องล่างก็ยุบตัวลงพร้อมกับเสียงหัว؛เราะแหบพร่าที่ดังขึ้นจากความมืดมิดภายในหอคอย—
*คลิック...* เสียงกลไกโบราณทำงาน และก่อนที่สติของเอเลียสจะดับวูบลง พื้นที่ใต้ฝ่าเท้าของเขาก็พังทลายลงสู่ความมืดเบื้องล่างอย่างไร้ทางหนี!
— อ่านต่อตอนที่ 9 ในสัปดาห์หน้านะคะ —
(ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับเวทมนตร์บทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ — เซเลสเทียละอองเวท)
เวทมนตร์สีครามกับความลับใต้บันไดวน•ตอนที่ 8
การบ้านที่เกินความคาดหมาย
ผลงานโดย เซเลสเทียละอองเวท
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซเลสเทียละอองเวท)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เวทมนตร์สีครามกับความลับใต้บันไดวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!