หมากรุกกระดานหยกกับกลศึกของใต้เท้าผู้เย็นชา•ตอนที่ 4

ร่องรอยในตรอกมืด

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
กลิ่นอับชื้นของโคลนตมและคราบน้ำมันจาง ๆ จากโรงตีเหล็กเก่าริมคลองชานเมืองหลวง ลอยอวลปะปนกับกลิ่นอายฝนที่ใกล้จะโปรยปรายลงมา บรรยากาศรอบกายในยามพลบค่ำเช่นนี้เงียบสงัดราวกับป่าช้า ทว่าความเงียบงันกลับเต็มไปด้วยแรงกดดันที่บีบกระชับเข้าหาลำคอ ฉินเหวินซวนหยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหันบนพื้นแผ่นหินที่ลื่นชื้น ปลายรองเท้าผ้าปักลายเรียบง่ายเขี่ยเศษกระดาษไขที่เปียกชุ่มโคลนเบา ๆ นางไม่ได้หันกลับไปมอง แต่สัมผัสได้ถึงเงาร่างสูงโปร่งที่ทาบทับลงมาทางด้านหลังอย่างแนบเนียน "ใต้เท้าเซี่ยเดินตามเงาเก่งเสียจริงค่ะ หากข้าพเจ้าไม่มีสัญชาตญาณของมือปราบติดตัว เกรงว่าท่านคงกลายเป็นผีไร้ญาติที่เดินตามหลังข้าพเจ้าไปตลอดทางแล้วกระมั้ง" เสียงหวานใสทว่าราบเรียบเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืด มือนเรียวภายใต้แขนเสื้อกว้างกระชับด้ามกระบี่ประจำกายแน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ เซี่ยจื่อหลางก้าวออกมาจากมุมอับของกำแพงอิฐสีเทาที่ผุพัง ใบหน้าคมคายภายใต้แสงสลัวจากโคมไฟกระดาษที่แขวนอยู่ไกลลิบดูเยียบเย็นและไร้อารมณ์ ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองไปรอบตรอกแคบ ๆ ก่อนจะหยุดอยู่ที่ใบหน้าด้านข้างของสตรีตรงหน้า "มือปราบฉินเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้เดินตามหลัง... ข้าเพียงแต่กำลังเดินนำทางไปสู่หลุมศพที่พวกเรากำลังจะขุดพบต่างหาก" น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยตอบเรียบ ๆ แต่แฝงความเสียดสีที่คมกริบไม่แพ้ใบมีด นี่คือการลงพื้นที่สืบสวนนอกเขตอำนาจศาลครั้งแรกของพวกเขาทั้งคู่ หลังจากคดีลักลอบค้าอาวุธเถื่อนเชื่อมโยงมาถึงเครือข่ายขององค์ชายรอง เซี่ยจื่อหลางในฐานะราชครูผู้กุมอำนาจเงาเลือกที่จะใช้เส้นทางสกปรกนี้เพื่อบีบให้หลักฐานปรากฏชัด ส่วนฉินเหวินซวนผู้ยึดมั่นในกฎหมายกลับปฏิเสธไม่ได้ว่า มีเพียงอำนาจมืดของบุรุษผู้นี้เท่านั้นที่จะเบิกทางให้ขุนนางตงฉินเข้าถึงรังโจรได้ "หลุมศพของใครกันแน่ ที่นี่คือเขตอิทธิพลของตระกูลพาน สมุนขององค์ชายรอง หากพวกเราถูกพบเข้า เกรงว่าท่านราชครูผู้สูงส่งคงต้องมานอนกลบฝังอยู่เคียงข้างข้าพเจ้าในสภาพที่ไม่น่าดูนักหรอกค่ะ" เหวินซวนปรายตาคมกริบมองบุรุษข้างกาย นางขยับตัวเข้าหาที่กำบังของเสาไม้เก่าอย่างเงียบเชียบ ขณะที่หูคอยเงี่ยฟังเสียงความเคลื่อนไหวรอบด้าน "เจ้ากลัวหรือ?" เซี่ยจื่อหลางก้าวเข้าไปประชิดอีกนิด กลิ่นอายบุรุษเจือจางด้วยกลิ่นหมึกชั้นดีและกลิ่นอายฝนโชยเข้าจมูก ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนแทบจะแนบชิดในความมืด ดวงตาของเขามองลึกเข้าไปในดวงตานาง "ข้าคิดว่าสตรีผู้กล้าต่อรองกับข้ากลางท้องพระโรง จะไม่รู้จักคำว่าหวาดกลัวเสียอีก" "ความตายข้าไม่กลัวค่ะ แต่ข้าเกลียดการตายอย่างไร้ค่า... โดยเฉพาะการตายเพราะความอวดดีของคนบางคน" เหวินซวนตอบกลับทันควันโดยไม่กะพริบตา ปลายจมูกของนางเกือบจะชนเข้ากับอกเสื้อปักลายเมฆหมอกของเขาหากนางขยับเข้าไปอีกเพียงนิด ความฉลาดทันกันทำให้ทั้งคู่ต่างรู้ว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลามาต่อปากต่อคำ *ฉับ!* เสียงแหวกอากาศแหลมคมดังขึ้นเหนือศีรษะ ชั่วพริบตานั้นสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดทำงานเร็วกว่าความคิด เซี่ยจื่อหลางคว้าเอวบางของสตรีตรงหน้าเข้าหาตัวอย่างแรงจนร่างของนางแนบชิดกับอกแกร่ง พร้อมกับที่คมดาบเล่มหนึ่งพุ่งทะลุกำแพงกระดาษของบ้านร้างข้างทางมาเฉียดผ่านหัวไหล่ของเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด! "หมอบลง!" เซี่ยจื่อหลางคำรามต่ำในลำคอ มืออีกข้างชักกระบี่ออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ปัดป้องคมดาบระลอกที่สองที่พุ่งเข้ามาจากความมืดอย่างไร้ทิศทาง ฉินเหวินซวนไม่ได้ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก นางใช้แรงเหวี่ยงจากการถูกดึงพลิกตัวหลบออกด้านข้าง พร้อมกับซัดซ่อนอาวุธลับสามเล่มพุ่งตรงไปยังทิศทางที่เงาสะท้อนของมือสังหารปรากฏบนผนังอิฐ *อึก! เสียงร่างหนัก ๆ ล้มลงกระแทกพื้นพร้อมกับเสียงเหล็กกระทบกัน* ตรอกแคบพลuruกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศกลับตึงเครียดขึ้นเป็นทวีคูณ ลมหายใจอุ่นร้อนของทั้งสองคนผสานกันในความมืด ระยะห่างที่แนบชิดทำให้เหวินซวนได้กลิ่นหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะมั่นคงของบุรุษผู้นี้ แม้ในยามเผชิญหน้ากับความตาย เขากลับนิ่งสงบราวกับผิวน้ำในบึงลึก "ฝีมือไม่เลว" เซี่ยจื่อหลางเอ่ยกระซิบชิดข้างใบหูของนาง ลมหายใจของเขาปัดผ่านเส้นผมที่หลุดลุ่ยของนางเบา ๆ "แต่คราวหน้า... ช่วยบอกให้เร็วกว่านี้สักครึ่งลมหายใจ ข้าเกือบจะต้องใช้ร่างของเจ้าเป็นโล่กันดาบอยู่แล้วเชียว" "ปากเสียเช่นนี้ สมควรแล้วที่ไม่มีใครคบหาค่ะ" เหวินซวนขยับตัวถอยห่างจากอ้อมแขนของเขาอย่างเยือกเย็น แม้หัวใจในอกจะเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก แต่นางก็เก็บซ่อนมันไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย นางก้มลงสำรวจร่างของมือสังหารที่นอนแน่นิ่งจมกองเลือด แสงจันทร์ที่ลอดผ่านกลุ่มเมฆสาดส่องลงมาพอให้เห็นใบหน้าของมือสังหารชัดเจน ขนตาของเหวินซวนกระตุกวูบเมื่อเห็นสัญลักษณ์รอยสักรูป "ดอกเหมยโลหิต" ที่ต้นคอของศพ "ไม่ใช่คนของตระกูลพาน..." เสียงของเหวินซวนแผ่วเบาลง นัยน์ตาฉายแววครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง "นี่คือหน่วยเงาหลวง... หน่วยองครักษ์ลับที่ขึ้นตรงต่อองค์รัชทายาท ไม่ใช่องค์ชายรอง" เซี่ยจื่อหลางย่อตัวลงใช้ปลายกระบี่เขี่ยแผ่นอกของศพให้หงายขึ้น ดวงตาคมกริบหรี่แคบลงเมื่อเห็นป้ายคำสั่งโลหะที่ซ่อนอยู่ภายในเสื้อชั้นใน ป้ายนั้นสลักตราสัญลักษณ์ลับที่ขุนนางในราชสำนักต่างหวาดผวา—ตราประทับจากตำหนักบูรพา เกมการเมืองที่พวกเขาคิดว่าเป็นเพียงการแย่งชิงอำนาจระหว่างองค์ชายรองและขุนนางกังฉิน บัดนี้กลับพลิกผันไปสู่อีก1ขั้นอย่างน่าสะพรึงกลัว เมื่อผู้ที่ต้องการปิดปากพวกเขากลับเป็นองค์รัชทายาทผู้ทรงคุณธรรมในสายตาประชาชน ทว่า ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยวิเคราะห์สิ่งใดเพิ่มเติม เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังขึ้นที่ปากตรอก ทั้งเสียงเกือกม้าและเสียงตะโกนค้นหาดังสะท้อนก้อง "ทางนั้น! มีคนบุกรุก! ล้อมตรอกไว้ให้หมด อย่าให้ใครรอดไปได้!" เซี่ยจื่อหลางหันมาสบตากับฉินเหวินซวนในความมืด แววตาของบุรุษผู้เย็นชาปรากฏประกายประหลาดบางอย่างที่อ่านไม่ออก ขณะที่มือหนาเอื้อมไปควับข้อมือนางไว้แน่นโดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ "ตามข้ามา..." เขาเอ่ยเสียงต่ำ กระชับมือที่กุมข้อมือนางแน่นขึ้นก่อนจะพุ่งตัวหายเข้าไปในเงาความมืดของซอกตึกที่ลึกกว่าเดิม ทิ้งไว้เพียงความลับอันดำมืดที่เพิ่งถูกเปิดเผย และเงาปริศนาที่กำลังก้าวเข้ามาประชิดตัวพวกเขาจากด้านหลังอย่างเงียบเชเชียบ — หมอกเหมยปลายฤดู
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานหยกกับกลศึกของใต้เท้าผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%