"ถ้าคุณยังยืนทำหน้าเหมือนคนท้องผูกอยู่ตรงนั้น ผมเกรงว่าเราคงได้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ฝังกลบไซต์ก่อสร้างนี้ด้วยกันจริงๆ นะครับคุณรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดจางๆ ของคิรากรดังตัดผ่านความเงียบ ท่ามกลางเสียงคำรามต่ำของท้องฟ้าที่ด้านนอกหน้าต่างบานใหญ่ แรงลมกรรโชกกระทันหันพัดพาเม็ดฝนสาดกระทบกระจกเสียงดังสนั่น ราวกับธรรมชาติกำลังประกาศสงครามกับมนุษย์ผู้ต้อยต่ำในอาณาเขตของโครงการ เมฆฝนสีดำทะมัดทะมะแมแผ่ขยายปกคลุมทั่วบริเวณจนทำให้ห้องทำงานชั่วคราวกลางไซต์มืดสลัวลงถนัดตา
รินรดาสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์แห่งความตึงเครียด สายตาที่เพิ่งละจากร่างของธันวาผู้เพิ่งเดินจากไปหันขวับมามองสถาปนิกหนุ่มอัจฉริยะผู้ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงานด้วยท่าทีเย่อหยิ่งตามเคย บรรยากาศรอบตัวของพวกเขาทั้งคู่ในยามนี้มันช่างอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ไม่เพียงแต่เพราะความบาดหมางที่ยังเคลือบแคลงระหว่างสามคนเมื่อครู่ แต่เป็นเพราะพายุฤดูร้อนระดับวิกฤตที่กำลังโหมกระหน่ำตัดขาดเส้นทางเข้าออกของไซต์งานแห่งนี้อย่างสมบูรณ์แบบ
ธันวาถอนตัวออกไปทันทีที่สัญญาณเตือนภัยพายุระดับสีแดงดังขึ้น ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มปริศนาที่ยังคงติดตรึงอยู่ในความรู้สึกของรินรดา ทว่าตอนนี้ ปัญหาเฉพาะหน้ามันใหญ่หลวงเกินกว่าจะมานั่งขบคิดเรื่องเกมการเงินของนักลงทุนจอมเจ้าเล่ห์คนนั้น เพราะแรงลมภายนอกเริ่มพัดหลังคาแผ่นเหล็กชั่วคราวส่งเสียงกรีดร้องน่ากลัว น้ำฝนเริ่มรั่วซึมผ่านรอยต่อของหน้าต่างเข้ามาด้านใน
"ฉันไม่ได้ทำหน้าเหมือนคนท้องผูกค่ะ... เอ๊ย! ผมหมายถึง... ฉันไม่ได้ทำหน้าแบบนั้นสักหน่อย คุณคิรากรตาฝาดไปแล้ว" รินรดาเผลอหลุดปากเถียงด้วยความคุ้นเคยก่อนจะรีบดึงเสียงให้กลับมาเป็นปกติเมื่อปะทะเข้ากับสายตาดุๆ ที่มองมา
"ปากดีให้มันตลอดรอดฝั่งเถอะครับ" คิรากรแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาที่สะท้อนแสงไฟสำรองกวาดมองสำรวจเรือนร่างเพรียวบางในชุดลุยงานที่เปียกชื้นเล็กน้อยจากละอองฝนที่สาดเข้ามา "พายุเข้าถล่มหนักขนาดนี้ ไฟฟ้าดับทั้งระบบ ถนนทางเข้าหลักก็น่าจะถูกดินโคลนถล่มปิดตายไปเรียบร้อยแล้ว... คืนนี้เราติดอยู่ที่นี่ด้วยกันสองคนตามลำพังครับคุณนักมานุษยวิทยาผู้รักความถูกต้อง"
คำว่า 'สองคนตามลำพัง' ถูกเน้นเสียงด้วยน้ำเสียงชวนหาเรื่อง แต่มันกลับทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบอย่างประหลาด เธอก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณเมื่อคิรากรขยับตัวเข้าประชิด ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแน่นและเส้นเลือดปูดโปนตามสไตล์ผู้ชายที่ทำงานหนัก ขยับเข้ามาจนกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นฝนจางๆ ลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัส
"ถอยไปเลยนะคุณคิรากร อย่ามาทำท่าทางคุกคามฉันแถวนี้ ทางออกตั้งกว้างทำไมไม่ไปยืนมุมโน้น!" รินรดาเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้ขาเรียจะสั่นน้อยๆ เมื่อแผ่นหลังของเธอชนเข้ากับชั้นวางเอกสารเหล็กเต็มแรง
"คุกคาม?" คิรากรเลิกคิ้วสูง ก้าวเท้าเข้ามาหยุดยืนห่างจากเธอเพียงคืบเดียว จนรินรดาต้องแหงนหน้ามองด้วยความคับ
"ในสถานการณ์ที่อันตรายและไร้การควบคุมแบบนี้ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ควรจะทำให้คุณฉลาดพอที่จะสงบปากสงบคำแล้วฟังคำสั่งผม ไม่ใช่มาต่อล้อต่อเถียงเรื่องพื้นที่ยืนครับ"
"ฉันไม่ใช่ลูกน้องคุณ!"
"แต่ตอนนี้ผมเป็นคนเดียวในรัศมีห้ากิโลเมตรนี้ที่มีสติพอจะพาคุณรอดออกไปได้!" เสียงของคิรากรตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่คมจ้องลึกลงไปในดวงตากลมโตของเธอ "เลิกทำตัวเป็นเด็กดื้อแล้วช่วยตั้งสติหน่อยรินรดา... พายุข้างนอกนั่นไม่ได้ล้อเล่น"
บรรยากาศระหว่างทั้งคู่เปลี่ยนจากความตึงเครียดทางอารมณ์ไปสู่ความใกล้ชิดที่อันตรายยิ่งกว่า สายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งด้านนอกสร้างเกราะป้องกันโลกภายนอกออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงพื้นที่แคบๆ ในห้องทำงานที่ถูกโอบล้อมด้วยความมืดสลัวและเสียงคำรามของฟ้าผ่า ความโกรธเคืองเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตระหนักรู้ถึงสถานการณ์อันเปราะบาง รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อสังเกตเห็นหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่บนไรผมชื้นเหงื่อของชายหนุ่ม
คิรากรเองก็ชะงักไปเช่นกัน ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเยชาชาและกำแพงหนาเตอะ ค่อยๆ อ่อนลงเมื่อกวาดมองสำรวจความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดื้อรั้นของหญิงสาวตรงหน้า มือหนาที่เคยยกขึ้นกอดอกค่อยๆ ปลดลง ก่อนจะเอื้อมไปคว้าชายผ้าคลุมไหล่กันน้ำที่พาดอยู่บนเก้าอี้มาคลุมร่างให้เธออย่างไม่ทันตั้งตัว
สัมผัสอบอุ่นจากฝ่ามือที่เฉียดผ่านผิวแก้มและหัวไหล่ ทำให้รินรดากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ กลิ่นกายสะอาดผสมความร้อนผ่าวจากร่างกายของเขาทำเอาสติที่พยายามประคับประคองไว้แทบกระเจิง
"อยู่นิ่งๆ ครับ... ผมไม่อยากแบกศพผู้หญิงปากจัดแถวนี้หนีน้ำท่วมหรอกนะ" คิรากรเอ่ยกระซิบเบาๆ ใกล้ใบหู น้ำเสียงนั้นไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่มันกลับทุ้มนุ่มและใกล้ชิดเสียจนน่าใจหาย
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามจนดังแข่งกับเสียงพายุ เธอยอมสงบศึกชั่วคราวตามที่อีกฝ่ายต้องการอย่างไม่มีเงื่อนไข มือเรียวยกขึ้นกำชายเสื้อเชิ้ตของเขาไว้โดยไม่รู้ตัวเมื่อเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงใหญ่ดังขึ้นใกล้ตัวอาคาร จนแสงแฟลชสีขาวสว่างวาบไปทั่วห้อง
ในความมืดที่ถูกคั่นด้วยแสงวับแวมของสายฟ้า คิรากรโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ถึงความสั่นไหวที่ต่างฝ่ายต่างซ่อนไว้ไม่มิด เคมีที่เคยปะทะกันด้วยคารมเชือดเฉือน บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นแรงดึงดูดอันร้อนแรงที่ยากจะต้านทาน
"ถ้ากลัวนัก... ก็กอดผมไว้สิครับ" เสียงกระซิบพร่าเลือนของสถาปนิกหนุ่มท้าทายความรู้สึก และก่อนที่รินรดาจะได้ทันอ้าปากเถียงเพื่อรักษาฟอร์ม
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูด้านนอกที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ท่ามกลางเสียงพายุโหมกระหน่ำ ทำให้ทั้งคู่ผละออกจากกันราวกับถูกไฟดูด คิรากรขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรง ขณะที่รินรดานิเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ที่หน้าประตูห้องทำงานกระจกใส ร่างสูงโปร่งของใครบางคนยืนเปียกปอนอยู่ภายใต้เสื้อกันฝนโปร่งแสง รอยยิ้มเย็นเยียบที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นผ่านกระจกฝ้าที่เปียกชื้น พร้อมกับเสียงตะโกนฝ่าลมฝนเข้ามา
"ขอโทษที่ขัดจังหวะนะครับ... พอดีผมลืมของสำคัญไว้ข้างใน"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าพายุความฟินไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
พิมพ์เขียวหัวใจในโซนอันตราย•ตอนที่ 4
พายุเข้าถล่มไซต์
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พิมพ์เขียวหัวใจในโซนอันตราย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!