"ถ้าคุณยังดึงดันจะรื้อคานไม้สักแผ่นนั้นออกโดยไม่ฟังคำเตือน ผมเกรงว่าโครงสร้างประวัติศาสตร์อายุเจ็ดสิบปีตรงหน้าจะพังลงมาทับหัวคุณเข้าจริงๆ นะครับ คุณคิรากร"
น้ำเสียงของรินรดาไม่ได้เจือแววหยอกล้อแม้แต่น้อย มันคือความหงุดหงิดที่อัดแน่นจนเกือบจะระเบิดออกมาเป็นเปลวไฟ ในมือบางถือเอกสารประเมินคุณค่าทางสถาปัตยกรรมสะบัดพรืดใส่หน้าอกแกร่งของชายหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว
คิรากรถอนหายใจยาวนาน เขาปัดกระดาษแผ่นนั้นออกอย่างไร้เยื่อใย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนแสงไฟจากสปอตไลท์สนามที่สาดส่องเข้ามาในตัวอาคารเก่าคร่ำครึ กลิ่นอับของฝุ่นผง ไม้เก่า และกาลเวลาคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ บ้านไม้ทรงปั้นหยาหลังนี้กำลังจะถูกแปลงโฉมเป็นคอนโดมิเนียมหรูตามแผนธุรกิจร้อยล้านของเขา แต่ทว่า... นักมานุษยวิทยาจอมจุ้นอย่างเธอverting ทุกตารางเมตรให้กลายเป็นสนามรบขนาดย่อมมาตลอดสามวันที่ผ่านมา
"บ้านหลังนี้ไม่ได้มีค่าอะไรมากไปกว่าเศษไม้ผุๆ ที่รอวันพังทลายเพื่อเปิดทางให้ความเจริญ คุณต่างหากรินรดาที่กำลังเอาอารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวมาเหนี่ยวรั้งความก้าวหน้าของโปรเจกต์" คิรากรตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบเย็นชา แต่นัยน์ตากลับพะเนียงความดุดันเอาไว้ครบถ้วน "อย่าลืมสิว่าผมจ้างคุณมาทำรายงานประเมินผลกระทบทางวัฒนธรรม ไม่ใช่มาสั่งสอนผมเรื่องจริยธรรมการลงทุน"
"แต่ฉันไม่ได้ขายวิญญาณให้คุณ!" รินรดาก้าวเข้าไปประชิด ร่างเพรียวบางภายใต้เสื้อเชิร์ตลินินยับยู่ยี่ไม่ได้เกรงกลัวความสูงของสถาปนิกหนุ่มแม้แต่น้อย ปลายจมูกเกือบจะชนกับสันจมูกโด่งเป็นสันของเขาหากอีกฝ่ายไม่ยอมถอย "ถ้าคุณไม่มีความเคารพต่ออดีต คุณก็ไม่สมควรจะสร้างอนาคตบนซากปรักหักพังตรงนี้หรอกนะ!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะกันในระยะประชิด เคมีระหว่างทั้งคู่พุ่งทะยานจนแทบจะจุดประกายไฟขึ้นมากลางความมืดมิดของห้องโถงร้าง คิรากรจ้องมองริมฝีปากที่กำลังขยับเถียงเขาฉอดๆ ด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มันทั้งหมั่นไส้ หงุดหงิด... และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่เธอเข้ามาท้าทายอำนาจของเขาเช่นนี้
ก่อนที่สงครามประสาทครั้งใหม่จะเริ่มต้นขึ้น เสียงฝ่าเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงคานไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดก็ดังขึ้นจากบริเวณฐานรากด้านล่าง ซึ่งเป็นจุดที่ช่างรับเหมาเตรียมจะรื้อถอนในเช้าวันพรุ่งนี้
"ระวัง!" คิรากรคว้าเอวบางของรินรดาเข้าหาตัวตามสัญชาตญาณ แรงเหวี่ยงทำให้ทั้งคู่เซถลาล้มลงไปกองกับพื้นปูนซีเมนต์เย็นเยียบ ร่างสูงทาบทับลงมาโดยมีแขนแกร่งค้ำยันพื้นไว้เพื่อไม่ให้น้ำหนักตัวทั้งหมดกดทับเธอไว้ รินรดาเบิกตากว้าง หัวใจเต้นโครมครามไม่ใช่เพราะความตกใจกลัวจากเสียงโครงสร้างบ้าน แต่เป็นเพราะระยะห่างระหว่างใบหน้าของเขากับเธอที่ใกล้เสียจนรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารดแก้ม
"ปล่อยนะ..." เธอพึมพำเสียงเบาหวิว มือบางพยายามดันไหล่กว้างของเขาออก แต่คิรากรกลับนิ่งค้าง เขามองสำรวจใบเนียนใสที่มีรอยเปื้อนฝุ่นจางๆ และริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันอย่างขัด
"ถ้าคุณไม่ดิ้นพล่านและยอมอยู่นิ่งๆ สักวินาที เราคงไม่ต้องมาลงเอยในท่านี้หรอกครับ" เขากระซิบเสียงพร่า แววตาคมกริบไหววูบไปชั่วขณะก่อนจะปรับกลับเป็นความเย็นชาดังเดิม รินรดาหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธปนความเขินอายที่ถูกต้อนจนมุม รีบผลักอกเขาออกเต็มแรงแล้วลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามเนื้อตัวด้วยความทุลักทุเล
ขณะที่คิรากรยันตัวลุกขึ้นยืนตาม สายตาคมกริบก็บังเอิญเหลือบไปเห็นความผิดปกติที่ซอกปูนฐานเสาหลัก ซึ่งแรงกระแทกเมื่อครู่ทำให้ปูนฉาบเก่าแก่กะเทาะร่วงหล่นลงมา เผยให้เห็นช่องว่างมืดสนิทที่ถูกปิดตายไว้ด้วยอิฐมอญโบราณ
"นี่อะไร...?" คิรากรพึมพำก่อนจะใช้ด้ามประแจเหล็กเคาะเบาะๆ ลงไปที่ผนังอิฐบล็อกนั้น อิฐเก่าๆ ร่วงกวาดลงมาตามแรงสะเทือน เปิดเผยช่องลับใต้พื้นบ้านที่ถูกซ่อนเร้นจากสายตาผู้คนมานานนับทศวรรษ
รินรดาลืมความขัดแย้งเมื่อครู่ออกไปจนหมดสิ้น สัญชาตญาณนักมานุษยวิทยาตื่นตัวขึ้นทันที เธอหยิบไฟฉายแรงสูงจากกระเป๋าคาดเอวมาส่องเข้าไปในโพรงมืดนั้น ทันทีที่ลำแสงกวาดผ่าน ความชื้นและกลิ่นกระดาษเก่าก็ลอยอบอวลออกมาแตะจมูก
"มีบางอย่างอยู่ข้างใน..." รินรดากลั้นหายใจ เธอหยิบถุงมือยางขึ้นมาสวมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอื้อมมือเข้าไปหยิบวัตถุปริศนาที่ถูกห่อไว้ด้วยผ้าแพรสีซีดจางและเชือกป่านที่เปื่อยยุรเยิน
มันคือกล่องไม้สนขนาดเล็กที่ถูกปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนา เมื่อคิรากรช่วยใช้คีมตัวเล็กงัดฝากล่องที่ขึ้นสนิมออก กลิ่นอับของกระดาษเก่าพรั่งพรูออกมาพร้อมกับความลับที่ถูกฝังกลบ
รินรดาบรรจงหยิบแผ่นกระดาษจดหมายสีเหลืองกรอบที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ แต่สวยงามด้วยหมึกซึมสีน้ำเงินเข้มขึ้นมา กวาดสายตาอ่านบรรทัดแรกก่อนที่ดวงตากลมโตจะเบิกกว้างด้วยความตกใจ ขาทั้งสองข้างแทบทรุดลงไปนั่งกับพื้นเมื่อตระหนักว่าเนื้อหาในจดหมายฉบับนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับตระกูลของคิรากร... และปมปริศนาที่เขาพยายามลืมเลือนมาตลอดชีวิต
"คุณคิรากร..." เสียงของรินรดาสั่นพร่า เธอยื่นจดหมายแผ่นนั้นให้ชายหนุ่มพร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบตาเขา "นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องบ้านเก่าธรรมดาแล้ว... คนที่เขียนจดหมายฉบับนี้คือคุณปู่ของคุณ และชื่อที่ถูกกล่าวถึงในนี้ คือผู้หญิงที่คุณเข้าใจมาตลอดว่าหนีหายไปพร้อมกับสมบัติของครอบครัว"
คิรากรรับกระดาษแผ่นนั้นมาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย สายตาคมกริบกวาดมองลายมืออันคุ้นเคยที่ไม่ได้เห็นมานานนับสิบปี หัวใจที่เคยด้านชาและเต็มไปด้วยความแค้นกระชากวูบอย่างแรง ทว่าก่อนที่เขาจะได้อ่านข้อความสำคัญในบรรทัดถัดไป เสียงฝีเท้าหนักแน่นจำนวนมากก็ดังขึ้นจากบริเวณบันไดทางขึ้น พร้อมกับเงาร่างของบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาในความมืดด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ
"ดูเหมือนว่าผมจะมาขัดจังหวะการขุดคุ้ยอดีตอันน่าอภิรมย์ของพวกคุณสินะครับ... คุณคิรากร, คุณรินรดา"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมลุ้นไปกับตัวละครนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
พิมพ์เขียวหัวใจในโซนอันตราย•ตอนที่ 5
ความลับใต้เงาไม้
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พิมพ์เขียวหัวใจในโซนอันตราย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!