ของเหลวสีอำพันในแก้วคริสตัลเจียระไนถูกเขย่าเบาๆ ก่อนที่มันจะถูกกรีดกรายลงคอของภาคินอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง ความร้อนผ่าวแล่นพล่านไปตามลำคอ แต่มันก็ยังไม่อาจเทียบได้กับความร้อนรุ่มที่สุมอยู่ในอกซ้ายของเขาในยามนี้
ห้องทำงานกว้างขวางตกแต่งด้วยโทนสีขรึมดูเย็นชาประหนึ่งกรงขัง แต่ในค่ำคืนนี้ มันกลับดูบีบคั้นราวกับอากาศในห้องกำลังค่อยๆ ถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น สายตาคมกริบของชายหนุ่มไม่ได้จดจ้องไปยังเอกสารสำคัญของบริษัทที่วางกองอยู่บนโต๊ะ แต่เขากลับจ้องมอง ‘ซองสีน้ำตาล’ ซองหนึ่งที่วางเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงหน้า… ราวกับมันคือระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำลายล้างโลกทั้งใบของเขาให้มอดไหม้ในพริบตา
ผลตรวจ DNA
เพียงแค่ชื่อเรียกของมัน ก็ทำให้ปลายนิ้วของภาคินสั่นเทาโดยไม่ตั้งใจ เขาไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่ความจริงที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่นี้ มันมีน้ำหนักมากเกินกว่าที่ชายผู้เย่อหยิ่งอย่างเขาจะแบกรับไว้ได้เพียงลำพัง
“ถ้าข้างในนั้นคือคำตอบที่ฉันกลัวที่สุด… ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ลีลาวดี”
เสียงแหบพร่าสบถออกมาท่ามกลางความเงียบงัน ภาคินหลับตาลง ภาพของหญิงสาวที่เคยอ่อนหวานและยอมจำนนต่อเขาในอดีตกับลีลาวดีคนใหม่ที่แววตาเต็มไปด้วยความเย็นชาและเกลียดชังฉายชัดขึ้นในมโนภาพ ทุกครั้งที่เขาเห็นแววตาคู่นั้น เขาก็ยิ่งตระหนักได้ว่าเขาได้ทำลาย ‘หัวใจ’ ของเธอไปยับเยินเพียงใด
มือหนาเอื้อมไปแตะขอบซองเอกสารช้าๆ ลมหายใจของเขาติดขัด ความทรงจำเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาแล่นย้อนกลับมา… รอยยิ้มของเด็กแฝดชายหญิงที่หน้าตาถอดแบบเขามาเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่เขามั่นใจว่าไม่ได้มีไว้มองใครนอกจากแม่ของพวกเขาเท่านั้น
*‘คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะต้องพวกเขา ภาคิน’*
คำพูดของเธอในวันนั้นยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท มันเป็นประโยคที่เชือดเฉือนยิ่งกว่ามีดกรีดลงบนเนื้อหนัง แต่ความทรมานที่แท้จริงหาใช่ความเกลียดชังจากเธอไม่ หากแต่เป็นการยอมรับความจริงที่ว่า… เขาอาจจะเป็นพ่อที่เลวร้ายที่สุดในโลก ที่เคยผลักไสเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองไปเผชิญกับมรสุมชีวิตเพียงลำพัง
เขากระดกเหล้าเข้าปากอีกอึกใหญ่ ความขมปร่าของแอลกอฮอล์ไม่ได้ช่วยให้สร่างเมา แต่กลับยิ่งปลุกเร้าความปรารถนาที่ซ่อนลึกในสัญชาตญาณดิบให้โหยหาเธอมากขึ้น ภาคินนึกไปถึงผิวพรรณเนียนละเอียด กลิ่นหอมอ่อนๆ ประจำตัวที่เขายังคงฝังใจ รสสัมผัสของเรียวปากที่เขาเคยลิ้มลองด้วยความเย็นชา แต่บัดนี้ หากเขามีโอกาสได้สัมผัสเธออีกครั้ง เขาจะไม่มีวันปล่อยให้เธอหลุดมือไปง่ายๆ อีกต่อไป แม้จะต้องใช้วิธีการที่เลวทรามแค่ไหนก็ตาม
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดทำให้ภาคินสะดุ้งสุดตัว เขาคว้าแฟ้มเอกสารงานวางทับซองผลตรวจนั้นไว้อย่างรวดเร็วราวกับมีพิษร้าย ก่อนจะปรับสีหน้าให้เรียบเฉย
“เข้ามา”
ประตูเปิดออกอย่างแช่มช้า คนที่ก้าวเข้ามาคือคุณหญิงรสрин ผู้เป็นมารดา สายตาของผู้เป็นแม่กวาดมองลูกชายที่นั่งอยู่ในสภาพเสียหลัก แก้วเหล้าในมือยังไม่พร่องลงไปมากนัก ทว่าแววตาของคนเป็นแม่มองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่ง
“ยังไม่นอนอีกหรือคิน” เสียงของมารดานุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยแรงกดดัน “แม่เห็นไฟในห้องทำงานยังเปิดอยู่ เลยนึกว่าแกจะทำงานจนลืมดูแลสุขภาพตัวเองอีก”
“ผมยังไม่ค่อยง่วงครับแม่” ภาคินตอบพลางวางแก้วลงบนโต๊ะ เสียงของเขาเรียบสนิทจนน่ากลัว
คุณหญิงรสринเดินเข้ามาใกล้ โน้มตัวลงมองแฟ้มเอกสารบนโต๊ะสายตาของผู้หญิงที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากจับจ้องไปที่มุมของซองเอกสารสีน้ำตาลที่โผล่พ้นแฟ้มออกมาเพียงนิดเดียว ก่อนจะเหลือบขึ้นมองใบหน้าของลูกชาย
“ซองนั่น… คงไม่ใช่สิ่งที่แม่คิดไว้หรอกนะคิน” คุณหญิงรสринกล่าวเบาๆ ทว่าประโยคนั้นกลับทำให้หัวใจของภาคินกระตุกวูบ
“แม่พูดถึงเรื่องอะไรครับ”
“อย่าโกหกแม่เลย แววตาของแกมันฟ้อง” คุณหญิงรสринถอนหายใจยาว “ถ้าแกตัดสินใจจะทำอะไรลงไปแล้ว ผลที่ตามมามันจะเปลี่ยนชีวิตของแกไปตลอดกาล ยิ่งถ้าเป็นเรื่องของเด็กสองคนนั้น… แกต้องเตรียมใจรับผลของการกระทำในอดีตให้ดี”
ภาคินกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความรู้สึกผิดที่สั่งสมมาตลอดหลายเดือนเริ่มพรั่งพรูออกมา “ผมแค่ต้องการรู้ความจริงครับแม่… ความจริงที่ผมอาจจะไม่มีวันได้รับอภัย”
“การให้อภัยเป็นเรื่องของคนสองคน แต่ความเป็นพ่อ… เป็นเรื่องของโชคชะตาที่แกปฏิเสธไม่ได้”
คุณหญิงรสรินเอื้อมมือไปตบไหล่ลูกชายเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้ภาคินจมอยู่กับความคิดที่ตีรวนอยู่ในหัวอีกครั้ง เขามองนาฬิกาบนผนังที่บอกเวลาเที่ยงคืนกว่า ความกล้าที่เขามีมันช่างน้อยนิดเมื่อเทียบกับความกลัวที่จะต้องเผชิญกับความจริง
เขาค่อยๆ เลื่อนแฟ้มที่ทับไว้ออก มือที่สั่นเทาเอื้อมไปดึงซองเอกสารออกมา กระดาษในซองดูหนักอึ้งกว่าที่เคยเป็นหลายเท่าตัว ภาคินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมสติ เขาฉีกซองออกช้าๆ ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปครู่ใหญ่เมื่อดึงแผ่นกระดาษข้างในออกมา
ดวงตาคมกริบกวาดมองไปที่บรรทัดสุดท้าย… บรรทัดที่เป็นดั่งคำพิพากษาของชีวิต
*‘ผลการตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด... มีความสัมพันธ์เป็นบิดาและบุตรถึง 99.99%’*
หัวใจของเขาเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ โลกทั้งใบหมุนคว้าง ความเงียบในห้องทำงานกลายเป็นเสียงกัมปนาทที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาท เขาทรุดลงกับเก้าอี้หนังราคาแพงอย่างหมดแรง น้ำตาลูกผู้ชายที่ไม่เคยไหลมานับสิบปี กลับรื้นขึ้นมาที่ขอบตาอย่างห้ามไม่ได้
เขาเป็นพ่อ… พ่อของเด็กสองคนที่เขาเคยด่าทอและผลักไส พ่อของเด็กที่ลีลาวดีอุ้มท้องผ่านความเจ็บปวดมาด้วยตัวคนเดียว
ในขณะที่ภาคินกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความสำนึกผิด เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะก็สั่นครืดขึ้นมาพร้อมกับข้อความที่ส่งเข้ามาจากเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย ทว่าเนื้อหาในข้อความนั้นกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจ
*‘ถ้าอยากรู้ว่าแม่ของลูกแฝดหายไปไหนในค่ำคืนนี้… ให้มาที่บ้านพักริมหาด ก่อนที่ฉันจะพาทุกอย่างหนีไปจากชีวิตคุณตลอดกาล’*
ภาคินกระโจนลุกขึ้นยืนในทันที สติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่ถูกทำลายลงด้วยความคลั่งรักและความหวงแหน เขาวิ่งออกจากห้องทำงานโดยไม่เหลียวหลังกลับไปมองซองเอกสารที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะอีกเลย ค่ำคืนแห่งการรอคอยผลตรวจจบลงแล้ว แต่สงครามเพื่อแย่งชิงหัวใจและครอบครัวของเขากลับเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในวินาทีนี้!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและรอคอยความหวังไปพร้อมๆ กับตัวละครของเข็มฉายานิศนะคะ
หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าลูกแฝด•ตอนที่ 30
ค่ำคืนแห่งการรอคอยผลตรวจ
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าลูกแฝด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!