“วางอาวุธซะภาคิน! ถ้าแกก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ลูกแก... ไม่สิ เด็กคนนี้ไม่มีวันได้เห็นตะวันพรุ่งนี้แน่!”
เสียงแหบพร่าของชายปริศนาที่ดังผ่านโทรศัพท์เครื่องเก่าเมื่อคืนยังคงก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของภาคิน เขายืนหอบหายใจอยู่ท่ามกลางกลิ่นไอเค็มของทะเลและกลิ่นน้ำมันเครื่องที่อบอวลไปทั่วโกดังร้างท่าเรือหมายเลข 7 รองเท้าหนังราคาแพงเหยียบย่ำลงบนเศษแก้วและฝุ่นหนาโดยไม่สนใจความเจ็บปวดที่แทรกซึมผ่านพื้นรองเท้า
เที่ยงตรง... เขารักษาคำพูดเสมอ แม้จะรู้ดีว่านี่อาจเป็นกับดัก แต่สำหรับภาคินที่เคยสูญเสียทุกอย่างไปเพราะความเย่อหยิ่งของตัวเอง ชีวิตเขาก็ไม่ต่างอะไรกับซากศพเดินได้หากปราศจากโอกาสที่จะได้ไถ่บาป
“ฉันมาแล้ว” เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน “ออกมาสิ อย่าได้เอาเด็กไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของผู้ใหญ่... อยากได้เงินเท่าไหร่ หรืออยากได้ชีวิตของฉัน ก็ว่ามา”
ความเงียบที่ตอบกลับมานั้นเย็นเยียบและน่าขนลุก ภาคินกวาดสายตาคมกริบมองไปรอบตัว หัวใจของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อเห็นเพียงเงาร่างหนึ่งวูบผ่านหน้าต่างบานที่แตกละเอียดที่อยู่ลึกเข้าไปในโกดัง
ร่างสูงใหญ่พุ่งตัวออกไปราวกับหมาป่าที่เห็นเหยื่อ เขาวิ่งฝ่าความมืดเข้าไปภายในอาคาร เสียงรองเท้ากระทบพื้นปูนดังเป็นจังหวะรัวเร็ว ภาคินกัดฟันกรอด ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนอยู่ในอก หากเด็กคนนี้เป็นลัน หรือลิล... เขาจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองที่ปล่อยให้แม่ของลูกต้องมาเจอกับอันตรายเพราะความแค้นที่เขาสร้างขึ้น
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
ภาคินตะโกนก้องก่อนจะเลี้ยวหัวมุมกำแพง เขาสังเกตเห็นร่างเล็กๆ ในชุดเอี๊ยมสีน้ำเงินคุ้นตาเดินสะดุดล้มลงไม่ไกลจากตรงนั้น เด็กชายตัวน้อยพยายามยันกายลุกขึ้นด้วยท่าทางที่ดูตื่นตระหนก สายตาคู่นั้น... ดวงตาที่ถอดแบบมาจากเขาไม่มีผิดเพี้ยน หันกลับมามองด้วยความหวาดกลัว
“ลัน... ใช่ลูกไหม?”
น้ำเสียงของภาคินสั่นเครือ มันไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็นเสียงวิงวอนจากชายผู้แตกสลาย เขาชะงักฝีเท้าลง กลัวว่าความเกรี้ยวกราดของตนจะทำให้เด็กน้อยขวัญเสีย เขาก้าวเข้าไปช้าๆ อย่างระมัดระวัง พยายามจะยื่นมือไปสัมผัสไหล่เล็กๆ นั้น
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่มือของเขากำลังจะแตะถึงตัว ร่างของเด็กชายกลับถูกกระชากอย่างแรงจากบุคคลที่สามที่โผล่พรวดออกมาจากช่องลับหลังลังไม้เก่า
“อย่าแตะต้องตัวเขา!”
ชายชุดดำคนนั้นตะคอกใส่ ก่อนจะลากเด็กน้อยหายลับไปหลังประตูกล ภาคินรีบพุ่งตามไปอย่างบ้าคลั่ง เขากระชากประตูเหล็กนั้นจนแทบหลุดออกจากบานพับ แต่สิ่งที่พบกลับเป็นเพียงทางเดินตันที่เชื่อมต่อออกไปยังท่าเทียบเรือด้านหลัง เสียงฝีเท้าที่วิ่งห่างออกไปกลายเป็นเสียงเรือหางยาวที่แล่นตัดผ่านผืนน้ำออกไปสู่ทะเลกว้าง
ภาคินยืนนิ่งสนิท ท่ามกลางเสียงคลื่นที่กระทบฝั่ง ความว่างเปล่าเข้าเกาะกุมหัวใจราวกับถูกกระชากวิญญาณ เขาจ้องมองไปที่ผิวน้ำที่กำลังสั่นไหว แสงแดดสะท้อนกระทบตาจนพร่ามัว แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในความรู้สึกคือ 'สัมผัส' ที่เกือบจะได้เกิดขึ้น
ท่ามกลางความเงียบงัด เขาก้มลงมองที่พื้นข้างๆ จุดที่เด็กน้อยล้มลง ของบางอย่างวางตกอยู่บนพื้นฝุ่นหนา มันคือจี้ห้อยคอไม้แกะสลักรูปตุ๊กตาหิมะชิ้นเล็กๆ ที่เขาจำได้แม่นว่าเคยเห็นลีลาวดีซื้อให้เด็กๆ ในวันคริสต์มาสปีที่แล้ว
มือหนาสั่นเทาหยิบจี้ชิ้นนั้นขึ้นมาแนบไว้ที่หน้าอก หัวใจของเขาราวกับถูกบีบด้วยคีมเหล็ก
"ใช่... นั่นลูกของเราจริงๆ"
เขารำพึงกับตัวเองด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับสายลม ทว่าในจังหวะที่เขาเงยหน้าขึ้นจากจี้ในมือ สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับเงาของหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนนิ่งอยู่บนระเบียงตึกร้างฝั่งตรงข้าม เธอสวมหมวกปีกกว้างและแว่นตากันแดดสีเข้ม แต่ท่วงท่าการยืนที่สง่างามและเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งนั้น... ไม่มีใครในโลกที่เขาจะจำได้แม่นยำเท่ากับ 'ลีลาวดี'
หญิงสาวหันมาสบตาเขาเพียงชั่วครู่ มุมปากที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ก่อนที่เธอจะหันหลังกลับและก้าวเดินไปขึ้นรถหรูที่จอดรออยู่ ภาคินรีบออกวิ่งตามไปสุดแรงเกิด แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงเขาก็ดังขึ้นพร้อมข้อความที่เด้งขึ้นบนหน้าจอ
*‘อยากเห็นหน้าลูกอีกไหม? ถ้าอยาก... พรุ่งนี้ห้ามตามฉันมา ไม่เช่นนั้น นายจะไม่มีวันได้เห็นหน้าพวกเขาอีกตลอดไป... ภาคิน’*
เขากดหยุดกึกกลางลานท่าเรือ ภาพในหัวยังคงเป็นแววตาที่ว่างเปล่าและเกลียดชังของภรรยาเก่าที่เขาทิ้งขว้างไปกับมือ ภาคินทรุดเข่าลงกับพื้น ดินปืนและกลิ่นไอความเศร้าโศกตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
ทันใดนั้นเอง ชายชุดดำคนเดิมก็เดินกลับออกมาจากมุมมืด พร้อมกับวางซองเอกสารสีน้ำตาลไว้บนพื้นแล้วเดินจากไปโดยไม่พูดสักคำ ภาคินตัดสินใจหยิบซองนั้นขึ้นมาเปิดด้วยมือที่สั่นเทา เขาไม่ได้พบแค่รูปถ่ายของลูกแฝดที่เติบโตขึ้น แต่ในซองนั้นยังมี 'ใบมรณบัตร' ของตัวเขาเองที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมา และจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของลีลาวดีเพียงประโยคเดียวว่า...
*‘ตายไปจากชีวิตลูกของฉันซะ ถ้าไม่อยากเห็นพวกเขาถูกฝังทั้งเป็น... เพราะพ่อของเขาคือปีศาจที่ฉันไม่มีวันให้อภัย’*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดที่บีบคั้นหัวใจที่สุดพร้อมกับเข็มฉายานิศนะคะ
หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าลูกแฝด•ตอนที่ 18
คลาดกันอย่างเฉียดฉิว
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าลูกแฝด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!