เสียงก้องของกระเป๋าเดินทางล้อโพลียูรีเทนที่กระทบกับพื้นหินอ่อนราคาแพงในโถงคฤหาสน์ตระกูลภาคินัย ดังก้องกังวานเสียดแทงโสตประสาท ราวกับเสียงประกาศิตแห่งการล่มสลายของพันธะสัญญาทั้งปวง ลีลาวดีหยุดยืนนิ่งอยู่ที่ขั้นบันไดขั้นสุดท้าย ปลายนิ้วเรียวที่กำสายสะพายกระเป๋าหนังสีเบจไว้แน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววความรักความภักดีอย่างไร้เงื่อนไข บัดนี้แห้งผาก เหลือเพียงความว่างเปล่าที่ลึกราวก้นบึ้งของมหาสมุทร
"คุณแน่ใจแล้วเหรอ... ว่าจะไปจริงๆ" เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของภาคินดังขึ้นจากมุมมืดของห้องรับแขก ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทเนื้อดีก้าวออกมาจากเงาสลัว นัยน์ตาคมกริบราวกับเหยี่ยวจ้องมองแผ่นหลังบางที่ดูเด็ดเดี่ยวขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ทว่าเขากลับไม่มีความรู้สึกรู้สาใดๆ นอกจากความรำคาญใจที่ถูกรบกวนในยามวิกาล
ลีลาวดีไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง ประกายไฟแห่งความเจ็บปวดในอดีตถูกแปรเปลี่ยนเป็นเกราะน้ำแข็งที่หนาแน่น เธอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความสุขโดยสิ้นเชิง "บ้านหลังนี้ไม่มีอะไรที่เป็นของดิฉันตั้งแต่แรกแล้วค่ะท่านประธาน... แม้กระทั่งทะเบียนสมรสที่เราเพิ่งจดจำยอมหย่าขาดกันไปเมื่อชั่วโมงก่อน คุณควรจะดีใจไม่ใช่เหรอคะที่จะได้เป็นอิสระจากผู้หญิงน่ารำคาญอย่างดิฉันเสียที"
"ดี" ภาคินเค้นเสียงลอดไรฟัน ความเย่อหยิ่งและทิฐิมานะที่ฝังรากลึกในสันดานทำให้เขาไม่ยอมลดตัวลงไปรั้งเธอไว้ แม้ว่าลึกๆ ในอกด้านซ้ายจะมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ "ในเมื่อเธอเลือกทางนี้เอง ก็อย่าได้หอบสังขารกลับมาขอความเวทนาจากฉันอีกก็แล้วกัน"
"วางใจเถอะค่ะ" หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในอก มืออีกข้างยกขึ้นลูบหน้าท้องแบนราบภายใต้เสื้อผ้าเนื้อหลวมอย่างทะนุถนอมโดยที่ชายหนุ่มไม่มีทางสังเกตเห็น *'แม่จะไม่ยอมให้ลูกทั้งสองคนต้องมาตกระกำลำบากหรือถูกหยามเกียรติใต้ชายคาของผู้ชายใจร้ายคนนี้เด็ดขาด'*
เธอก้าวเดินผ่านเขาไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย ประตูบานใหญ่ปิดลงพร้อมกับสายฝนยามดึกที่เริ่มโปรยปรายลงมาด้านนอก
แต่สิ่งที่ภาคินไม่เคยล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย... คือการก้าวเดินออกไปจากคฤหาสน์หลังนี้ของลีลาวดีในคืนนั้น ไม่ได้มีเพียงตัวเธอที่โดดเดี่ยว ทว่าหนึ่งชีวิตน้อยๆ ในครรภ์ที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างเงียบงัน กลับมีถึง "สองชีวิต" เป็นพยานรักที่ถูกปฏิเสธจากผู้เป็นพ่ออย่างเลือดเย็น
สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่าที่ผ่านไป คฤหาสน์ตระกูลภาคินัยที่เคยเงียบเหงา กลับยิ่งเงียบงันจนน่ากลัว ภาคินใช้ชีวิตอยู่กับงานอย่างไร้จิตวิญญาณ ความสำเร็จนับร้อยล้านในตลาดหุ้นไม่สามารถกลบเกลื่อนความหงุดหงิดเร้าใจที่เกิดขึ้นในอกได้ทุกครั้งที่เขาเดินผ่านห้องนอนของอดีตภรรยา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิที่เธอเคยใช้ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ ภาพรอยยิ้มจางๆ และดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความตัดพ้อคอยตามหลอนเขาราวกับเงาตามตัว
"แกไล่ลีลาวดีไปจริงๆ น่ะเหรอตาคิน!" เสียงตวาดเฉียบขาดของคุณหญิงรสรินผู้เป็นมารดา ดังลั่นห้องอาหารหรูในเช้าวันหนึ่ง จนช้อนเงินในมือของประธานหนุ่มเกือบสั่นไหว
"เธออยากไปเองครับคุณแม่ ผมไม่ได้บังคับ" ภาคินตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พยายามซ่อนความไหววูบในแววตา
"แกมันโง่สิ้นดี!" คุณหญิงรสรินปาผ้าเช็ดปากลงบนโต๊ะด้วยความโกรธจัด "ผู้หญิงที่ดีพร้อม รักแกยิ่งกว่าชีวิตตัวเอง แกกลับรังแกและผลักไสเธอลงนรก! แกจำไว้นะตาคิน ถ้าวันหนึ่งแกไม่มีแม้แต่เงาของลีลาวดีให้ตามหา แกอย่ามานั่งร้องไห้เสียใจทีหลังก็แล้วกัน!"
ภาคินแค่นหัวเราะในลำคออย่างไม่ใส่ใจ ร้องไห้กระนั้นหรือ? คนอย่างภาคินไม่เคยเสียน้ำตาให้ใคร โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่ใช้มารยาเข้าหาเขาเพื่อเกาะตระกูลดังอย่างเธอ ลีลาวดีก็คงจะหนีไปซุกตัวอยู่ตามห้องเช่าเล็กๆ สักแห่งในเมืองกรุง และไม่นานคงจะส่งจดหมายมาเรียกร้องเงินค่าเลี้ยงดูมหาศาลตามสูตรสำเร็จ
ทว่า... ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย
ณ คาเฟ่กึ่งสตูดิโอศิลปะริมแม่น้ำเจ้าพระยา ลีลาวดีในวัยที่ดูเปล่งปลั่งและงดงามขึ้นอย่างน่าประหลาด กำลังนั่งง่วนอยู่กับการร่างแบบภาพวาดสีน้ำมันสำหรับคอลเลกชันใหม่ของเธอ ท้องเริ่มนูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อยภายใต้เดรสคลุมท้องผ้าลินินสีครีมละมุน สองมือประคองแก้วชานมร้อนด้วยท่าทีทะนุถนอม
"คุณลีคะ มีพัสดุด่วนส่งตรงจากอิตาลีค่ะ เป็นเอกสารสำคัญเกี่ยวกับนิทรรศการศิลปะที่คุณส่งผลงานเข้าประกวด" น้องฝึกงานสาววิ่งเข้ามาด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้
"ขอบคุณมากนะคะน้องพาย" ลีลาวดีส่งยิ้มหวานละมุนให้ เธอรับซองเอกสารมาวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหน้าท้องของตนเองเบาๆ พลางกระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ว่าไงคะตัวแสบ... วันนี้คุณแม่มีข่าวดีเรื่องงานด้วยนะ ลูกๆ ของแม่ต้องเป็นเด็กดี อย่าดื้อกับคุณแม่นักสิคะ"
แต่ในขณะที่เธอกำลังก้มหน้าก้มตาตรวจดูเอกสารอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นของใครบางคนก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่โต๊ะตรงข้าม กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยที่เธอจดจำได้แม่นยำ—กลิ่นไม้ซีดาร์ผสมความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ของภาคิน—พัดปะทะเข้ามาในโสตประสาท
ลีลาวดีชะงักกึก ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ
ดวงตาคู่คมของภาคินที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ จ้องมองตรงมาที่หน้าท้องที่นูนเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดของอดีตภรรยา ริมฝีปากหยักลึกเม้มเข้าหากันแน่นเมื่อสายตาคมกริบเลื่อนขึ้นมาประสานกับดวงตากลมโตที่ไหวระริกเพียงชั่วพริบตาก่อนจะกลับมาเรียบเฉยสนิท
"นี่มัน... หมายความว่ายังไง ลีลาวดี?" เสียงแหบพร่าของชายหนุ่มสั่นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พร้อมกับความจริงอันน่าตกใจที่กระแทกเข้ากลางใจจนเขาแทบยืนไม่อยู่
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ...
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของเข็มฉายานิศเสมอนะคะ)
หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าลูกแฝด•ตอนที่ 2
ความลับที่ซ่อนไว้ใต้ร่มผ้า
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าลูกแฝด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!