เซฟเฮาส์วุ่นรักกับนักสืบปากร้าย•ตอนที่ 13

หนีการไล่ล่า

ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
เสียงคำรามต่ำของเครื่องยนต์ดีเซลที่เร่งเครื่องฝ่าความมืดของตรอกแคบหลังย่านการค้าเก่า คือสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดว่าพวกมันตามมาทันแล้วค่ะ "คุณคณิน! ฉันบอกแล้วว่าทางนี้มันตัน!" รินรดาตวัดเสียงแหวใส่ร่างสูงที่กำลังกึ่งจูงกึ่งลากเธอให้วิ่งฝ่ากองลังกระดาษและถังขยะส่งกลิ่นอับชื้น หัวใจของเธอดิ่งวูบลงไปถึงตาตุ่มเมื่อเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสคู่กำลังก้องสะท้อนผนังตึกอิฐแดง ประโยคสุดท้ายจากปลายสายของลูกน้องหนุ่มที่รายงานว่าหลักฐานในเซฟหายไป ยังคงดังวนเวียนอยู่ในโสตประสาทราวกับเสียงกริ่งมรณะ และตอนนี้... ดูเหมือนว่า ดร.วิชาญ จะไม่ได้แค่ส่งคนมาขู่เล่นๆ เสียแล้ว คณินไม่ตอบคำถาม เธอสัมผัสได้ถึงแรงบีบที่กระชับแน่นบริเวณข้อมือ นัยน์ตาคมกริบภายใต้เงาหมวกแก๊ปสีดำกวาดมองไปรอบตัวด้วยความรวดเร็วราวดับสวิทช์ไฟ ชายหนุ่มดึงรั้งร่างบางให้พุ่งหลบเข้าไปในซอกตึกแคบๆ ที่แทบจะเป็นช่องว่างระหว่างผนังปูนสองตึก ซึ่งมืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นฝ่ามือตัวเอง แรงปะทะจากการถูกดึงทำให้แผ่นหลังบางกระแทกเข้ากับอกแกร่งของนักสืบหนุ่มอย่างจัง กลิ่นน้ำหอมบุรุษเจือกลิ่นฝนและควันบุหรี่จางๆ ลอยแตะจมูกท่ามกลางอากาศร้อนชื้น คณินยกมืออีกข้างขึ้นทาบกับผนังปูนเย็นเยียบเพื่อกักตัวเธอไว้ในวงแขน ร่างสูงโน้มใบหน้าลงมาจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดอยู่ข้างใบหู "ถ้าไม่อยากให้พวกมันเอาตัวไป... ก็หุบปากแล้วหายใจให้เบาที่สุดค่ะ รินรดา" เสียงกระซิบพร่าต่ำลอดไรฟันของเขาไม่ได้มีความน่าฟังเลยสักนิดในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ แต่มันกลับทำให้หญิงสาวรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งลำคออย่างไม่น่าให้อภัย "ฉันไม่ได้กลัวพวกมันหรอกนะคะ แต่ฉันกลัวคุณเหยียบเท้าฉันมากกว่า!" เธอสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงกระซิบที่ลอดไรฟันไม่แพ้กัน ดวงตากลมโตตวัดมองค้อนฝ่าความมืด แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็นชัดเจนนัก แต่เธอก็เชื่อว่าเขาสัมผัสได้ถึงความดื้อรั้นในแววตานั้น "ปากดีแบบนี้ ค่อยน่าเอาชนะหน่อย..." คณินแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเชิงเย้าแหย่ แม้สถานการณ์ภายนอกจะตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ เสียงฝีเท้าของชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่หยุดลงตรงปากตรอกพอดี น้ำเสียงหยาบกระด้างของการสนทนาภาษาต่างถิ่นดังลอดเข้ามาใกล้จนแยกแยะรายละเอียดได้ "แยกย้ายหากันแถวนี้! นายสั่งมาว่าต้องเอาของคืนมาให้ได้ แม้กระทั่งศพก็เอา!" รินรดากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ มือเล็กเผลอขยุ้มสาบเสื้อแจ็คเก็ตหนังของคนตัวสูงเข้าหาตัวอย่างลืมตัว ความหวาดกลัวที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ความปากเก่งเริ่มกัดกินจิตใจทีละน้อย เมื่อเงาตะคุ่มของชายฉกรรจ์สองคนเดินถือท่อนเหล็กผ่านมาหยุดอยู่ห่างจากซอกมืดที่พวกเขายืนอยู่ไม่ถึงสองเมตร ผนังปูนกั้นขวางแค่เส้นยาแดงผ่าแปด ในความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจ คณินขยับตัวเข้ามาชิดเธอมากยิ่งขึ้น จนแทบไม่เหลือช่องว่างระหว่างกัน ฝ่าหนาใหญ่เลื่อนขึ้นมาโอบกระชับเอวบางไว้แน่น พร้อมกับกดศีรษะเล็กให้ซบลงกับลาดไหล่กว้างของตน เพื่อซ่อนเรือนผมและใบหน้าไม่ให้สะท้อนกับแสงไฟฉายที่สาดส่องเข้ามาวับๆ แวมๆ จากปากซอก สัมผัสอบอุ่นและแน่นหนาจากอ้อมกอดของนักสืบปากร้าย ทำให้รินรดาชะงักงัน หัวใจที่เคยเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว กลับเปลี่ยนจังหวะเป็นเต้นรัวโครมครามด้วยเหตุผลอื่นอย่างสิ้นเชิง เธอนิ่งค้างอยู่ในอ้อมแขนนั้น สัมผัสได้ถึงมัดกล้ามเนื้อตึงเครียดที่พร้อมจะพุ่งออกไปปะทะหากความลับแตก และเหนือสิ่งอื่นใด... คือกลิ่นอายความคุ้มครองที่เขามอบให้โดยไม่ลังเล แม้ว่าปากจะชอบพ่นคำร้ายกาจใส่เธอก็ตาม แสงไฟฉายวาดผ่านหน้าซอกตึกไปอย่างเฉียดฉิว เสียงฝีเท้าเริ่มขยับห่างออกไปทีละน้อย พร้อมกับเสียงสบถอย่างหัวเสียที่ค่อยๆ จางหายไปในความเงียบยามวิกาล ทว่า... ทั้งคู่ยังคงยืนนิ่งอยู่ในท่าเดิม ไม่มีใครยอมขยับตัวออกก่อน "พวกมันไปแล้วค่ะ..." รินรดาเอמהเสียงกระซิบเบาหวิวเมื่อมั่นใจว่าปลอดภัย แต่ใบหน้าของเยังคงแนบอยู่กับลาดไหล่ของเขา เนื่องจากระยะห่างที่แทบไม่มี คณินก้มมองเรือนร่างอรชรที่อยู่ในวงแขน แววตาที่เคยเย็นชาและฉายแววระแวดระวังเมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำอ่อนโยนอย่างที่ไม่มีใครเคยได้เห็น มือที่โอบเอวบางอยู่ไม่ได้คลายออก แต่กลับกระชับแน่นขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ราวกับต้องการย้ำเตือนว่าเธอยังปลอดภัยดีในอ้อมკอนของเขา "รู้แล้วครับ..." เสียงทุ้มต่ำพึมพำชิดกลุ่มผมหอมกรุ่น "แต่ถ้าคุณยังแกล้งทำเป็นกลัวแล้วกอดผมแน่นขนาดนี้... ผมอาจจะเปลี่ยนใจคิดค่าบริการเป็นอย่างอื่นแทนข้อมูลในเซฟก็ได้นะ" รินรดาเบิกตากว้าง รีบผละตัวออกห่างจากอ้อมแขนนั้นทันทีด้วยใบหน้าที่ร้อนผ่าวจนลามไปถึงใบหู แม้ในความมืดเธอก็รู้ว่าเขาก กำลังยิ้มเยาะเธออยู่แน่ๆ "ใครกอดคุณกันคะ! ฉันแค่... แค่พยุงคุณต่างหาก คุณต่างหากที่เกือบจะล้มทับฉัน!" "อ๋อเหรอครับ ประโยคแก้ตัวฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลยนะ แม่ตัวแสบ" คณินหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ความตึงเครียดจากเหตุการณ์ไล่ล่าเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงเคมีคุ้นเคยที่มักจะปะทะคารมกันได้ทุกสถานการณ์ แต่นั่นเป็นเพียงเสี้ยววินาที... ก่อนที่รอยยิ้มบนใบหน้าคมคายจะจางหายไปฉับพลัน เสียงฝีเท้าฝีเท้าคู่หนึ่ง... ดังขึ้นจากด้านหลังของซอกตึกที่ควรจะเป็นทางตัน ไม่ใช่เสียงของกลุ่มคนที่เพิ่งเดินผ่านไป แต่เป็นเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า สุขุม และเต็มไปด้วยเจตคติคุกคาม พร้อมกับแสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ส่องสว่างขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าของบุคคลที่สามที่พวกเขานึกไม่ถึงที่สุด "ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริงครับ... นักสืบฝีปากกล้ากับเจ้าของร้านหนังสือผู้กุมความลับ" เสียงทุ้มเย็นเยียบที่คุ้นเคยดีดังขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มสุภาพแต่แฝงแววอำมหิตของ **ดร.วิชาญ** ที่ยืนขวางทางออกสุดท้ายของซอกแคบเอาไว้ทั้งหมด ขอบคุณทุกการติดตามที่ร่วมลุ้นไปกับความรักและปมอันตรายนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์วุ่นรักกับนักสืบปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%