เสียงโลหะกระทบกันเบาหวิวด้านนอกคือสัญญาณเตือนภัยชั้นดีว่ากลอนประตูไม่ได้ถูกไขด้วยกุญแจ หากแต่กำลังถูกสะเดาะโดยมืออาชีพ รินรดาแทบไม่ลังเล เธอไม่ได้ป3าแจกันแก้วใส่หัวผู้บุกรุกตามที่สัญชาตญาณดิบสั่งการ แต่กลับเลือกใช้ความเงียบเป็นอาวุธ ทอดร่างแนบชิดกับบานประตูไม้สักเก่าแก่ กั้นลมหายใจจนแทบไม่ได้ยินเสียงชีพจรของตัวเอง
คลิก... เสียงสลักตัวสุดท้ายดีดตัวออก
บานประตูผลักเปิดเข้ามาอย่างนุ่มนวล พร้อมๆ กับร่างสูงโปรดปรานของคณินที่ก้าวเข้ามาในความมืด เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากทักทายหรือกวาดสายตาสำรวจความเรียบร้อย มือเรียวบางที่ซ่อนอยู่ข้างลำตัวของหญิงสาวก็ตวัดคว้าปกเสื้อเชิ้ตสีเข้มของเขา กระชากเข้าหาตัวอย่างแรงจนแผงอกกว้างกระแทกเข้ากับขอบประตู เสียงลมหายใจหอบสะท้านของคนทั้งคู่ปะทะกันในระยะประชิด
"เล่นบ้าอะไรของคุณ! นี่มันร้านหนังสือนะ ไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่จะนึกอยากจะมุดรูไหนเข้ามาก็เข้ามา!"
น้ำเสียงของรินรดาทรงพลังและเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นทรงวินเทจวาวโรจน์ด้วยความระอาปนตื่นตระหนก เธอกัดริมฝีปากแน่นเมื่อพบว่าใบหน้าของนักสืบหนุ่มอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่คืบ จนสามารถรับรู้ได้ถึงความอุ่นร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา
คณินไม่ได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย ใบหน้าคมคายของเขายังคงนิ่งเรียบ ราวกับว่าการบุกรุกเข้ามาในเซฟเฮาส์ยามวิกาลเป็นเรื่องปกติวิสัยของคนประเภทเขา ดวงตาสีนิลคมกริบกวาดมองสำรวจใบหน้าเนียนใสที่แดงก่ำด้วยความโกรธ ก่อนจะเหลือบลงมองมือบางที่ยังคงขยุ้มปกเสื้อของเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
"ถ้าฉันไม่เข้ามาแบบนี้ ป่านนี้คุณคงเอาแจกันใบนั้นฟาดหัวแขกไม่ได้รับเชิญที่ซุ่มอยู่หลังร้านจนสมองกลับไปแล้วมั้ง" คณินเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ เจือความเย้าแหย่ที่ชวนให้คนฟังอยากจะหยิกเนื้อเขาสักทีสองที "มือสั่นเชียว... ไหนบอกว่าไม่กลัวไง เจ้าของร้านปากเก่ง"
"ใครว่าฉันกลัว!" รินรดาเถียงกลับทันควัน เสียงสูงเชิดรั้น "ฉันแค่ตกใจที่คุณทำตัวเป็นโจรย่องเบาต่างหาก เลิกทำหน้ามึนแล้วถอยออกไปได้แล้วค่ะ ฉันอึดอัด!"
"อึดอัดตรงไหน หรือว่า..." คณินจงใจลากเสียงยาว นัยน์ตาสีเข้มพราวระยับด้วยประกายเจ้าเล่ห์ เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกแทบจะชนกัน "กลัวหัวใจตัวเองเต้นดังเกินไปจนฉันได้ยินต่างหากล่ะ รินรดา"
คำพูดกวนประสาทและสายตาคุกคามนั้นทำเอาหญิงสาวสะท้านเฮือก เธอยกมืออีกข้างขึ้นผลักอกแกร่งเต็มแรงจนเขาต้องก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว รินรดาจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่ เชิดหน้าขึ้นสู้สายตาอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ว่าหัวใจดวงน้อยจะเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอกแล้วก็ตาม
"หลงตัวเองที่สุด! คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลหรือไงคะ ถึงได้คิดว่าคนอื่นจะต้องใจเต้นกับผู้ชายปากเสียอย่างคุณ" เธอพ่นลมหายใจใส่หน้าเขาอย่างหมั่นไส้ "ถ้าไม่มีธุระอะไรสำคัญ กรุณาไสหัวออกไปทางเดิมที่คุณมุดเข้ามาเลยค่ะ ร้านจะปิดแล้ว!"
คณินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นช่างน่าหมั่นไส้เสียเหลือเกินในสายตาของเธอ แทนที่จะโกรธ เขากลับเดินเลยผ่านเธอไปหย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาหนังเก่าแก่กลางร้านอย่างถือวิสาสะ ราวกับเป็นเจ้าของเสียเอง ดวงตาสีนิลหรี่ลงเมื่อเริ่มเข้าสู่โหมดจริงจัง
"วิชาญเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว"
ประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียวทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความคุุกกรุ่นด้วยอารมณ์ขัน กลายเป็นความตึงเครียดขึ้นมาทันที รินรดารemชะงักไป ดวงตาที่เคยฉายแววท้าทายค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความระแวงระวัง เธอก้าวเข้าไปยืนประจันหน้ากับเขาอีกครั้ง แม้ระยะห่างจะลดลงเหลือเพียงก้าวเดียว แต่เธอก็ไม่ยอมถอย
"คุณหมายความว่ายังไง... ตาแก่หน้าเนื้อใจเสือคนนั้นทำอะไรอีก"
"เขาส่งคนมาเช็กประวัติคุณที่สำนักงานทนายความเมื่อบ่ายวันนี้" คณินเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง น้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน "และที่สำคัญ... เขากำลังตามหา 'สมุดบัญชี' เล่มที่พ่อของคุณทิ้งไว้ก่อนจะเสียชีวิต"
ความเงียบเข้าปกคลุมร้านหนังสือเก่าในชั่วพริบตาเดียว รินรดารู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ มือบางที่กำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความลับที่เธอพยายามปกปิดมาตลอดกำลังจะถูกกระชากออกมากลางแสงแดด โดยมีนักสืบปากร้ายตรงหน้าเป็นคนกุมชะตากรรมของเธอไว้
"คุณรู้เรื่องสมุดบัญชีนั้นได้ยังไง..." เสียงของเธอแผ่วเบาลงอย่างเห็นได้ชัด ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีแข็งกระด้าง
คณินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาใกล้เธอทีละก้าวอย่างกดดัน จนกระทั่งแผ่นหลังบางชนเข้ากับชั้นหนังสือเก่า เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยกระซิบข้างใบหูของเธอด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
"เพราะฉันรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคุณ... และเพราะฉันนี่แหละ ที่จะปกป้องคุณจากมัน"
รินรดายังไม่ทันได้อ้าปากตอกกลับประโยคชวนใจเต้นระทึกนั้น เสียงทุบประตูด้านหน้าร้านดังปัง! ตามด้วยเสียงตะโกนหยาบโลนของผู้ชายหลายคนที่ดังแทรกเข้ามาในความเงียบ ทำให้ทั้งคู่ต้องหันขวابไปมองพร้อมกัน
"เปิดประตูโว้ย! กูรู้ว่ามึงอยู่ในนั้น ออกมาเคลียร์ให้จบซะ!"
ดวงตาของคณินวาบแสงอันตรายขึ้นมาทันที เขาเอื้อมมือไปคว้าแขนเรียวของหญิงสาวให้ถอยไปหลบหลังชั้นหนังสือหนาทึบ ก่อนจะกระซิบเสียงต่ำด้วยความดุดันที่แฝงไปด้วยความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด
"อยู่ตรงนี้... ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด"
ทว่า ก่อนที่คณินจะก้าวออกไปเผชิญหน้ากับกลุ่มคนด้านนอก มือบางของรินรดากลับเอื้อมไปควชายเสื้อเขาไว้แน่น เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
"อย่าทำตัวเป็นฮีโร่ขี้เก๊กนักเลยค่ะ..." รินรดาแย้มยิ้มหยันที่มุมปาก แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด ฝีปากกล้าของเธอก็ไม่เคยลดละ "เพราะถ้าคุณพลาดท่าขึ้นมา ฉันนี่แหละที่จะเป็นคนหยิบแจกันใบนั้นมาตีหัวคุณซ้ำเป็นคนแรก!"
คณินแค่นหัวเราะในลำคออย่างนึกขันกับความพยศของคนตรงหน้า เขายื่นมือหนาไปขยี้กลุ่มผมนุ่มของเธอเบาๆ อย่างหมั่นไส้ ก่อนจะหันหลังเดินตรงไปยังประตูหน้าร้าน
และในวินาทีที่เขากระชากบานประตูเปิดออกเพื่อเผชิญหน้ากับเงาดำสามร่างที่ยืนดักรออยู่ แสงไฟจากภายนอกก็สาดส่องเข้ามาเผยให้เห็นใบหน้าของผู้ที่ยืนอยู่ตรงกลาง—ใบหน้าที่ทำให้คณินต้องชะงักกึกและเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้นะคะ <3
เซฟเฮาส์วุ่นรักกับนักสืบปากร้าย•ตอนที่ 8
ฝีปากกล้าของเจ้าของร้าน
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์วุ่นรักกับนักสืบปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!