“ถ้าไม่อยากให้สมองของพวกคุณกระจายติดวอลเปเปอร์ราคาแพง ก็หุบปากแล้วส่งสมองมาช่วยกันคิดดีกว่าค่ะ ว่ารินรดาทิ้งรหัสบ้านบ้าอะไรไว้ในหน้ากระดาษพรรค์นี้”
เสียงกระซิบที่เจือด้วยความหงุดหงิดระคนตึงเครียดของคณินดังขึ้นชิดใบหู ขณะที่เราสองคนกำลังหมอบราบอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้สักหนาเตอะในมุมอับสายตา กลิ่นอายเฉพาะตัวของเขาทั้งความเย็นชาของโคโลญจ์ราคาแพงและกลิ่นจางๆ ของฝนผสมควันบุหรี่ช่วยดึงสติฉันให้กลับมาอยู่ในความเป็นจริง ท่ามกลางเสียงฝีเท้าหนักหน่วงของดร.วิชาญที่กำลังเดินวนเวียนอยู่หน้าร้านหนังสือเก่าของฉัน พร้อมกับกระบอกปืนเก็บเสียงที่พร้อมปลิดชีพเราได้ทุกวินาที
ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ รอยยิ้มอบอุ่นใจดีที่เคยใช้หลอกลวงคนทั้งเมืองของดร.วิชาญ บิดเบี้ยวกลายเป็นรอยยิ้มของปีศาจที่ไร้ซึ่งความปรานี โชคดีที่คณินปฏิกิริยาไวเป็นกรด กระชากแขนฉันให้พุ่งหลบหลังชั้นหนังสือได้อย่างเฉียดฉิว กระสุนนัดแรกจึงเจาะทะลุกระจกตู้โชว์แตกกระจาย เสียงเศษแก้วร่วงกราวคือสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดว่า เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไขปริศนาในสมุดบันทึกเก่าแกהเล่มนี้ให้ได้ ก่อนที่มัจจุราชในคราบนักธุรกิจคนนั้นจะหาเราเจอ
ฉันกัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ มือสั่นเทาเล็กน้อยยามกางสมุดปกหนังสีดำเปื้อนฝุ่นของรินรดาลงบนพื้นพรม พยายามตั้งสติท่ามกลางเสียงหัวใจที่เต้นรัวรากับกลองเพล
“คุณวิชาญไม่ใช่คนใจดีอย่างที่คิด... สมุดเล่มนี้ต้องมีเบาะแสสำคัญ ไม่งั้นเขาไม่ตามล่าเราพลิกแผ่นดินแบบนี้แน่” ฉันกระซิบตอบเสียงสั่น พยายามกวาดสายตามองตัวเลขและสัญลักษณ์ประหลาดที่รินรدาเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินเข้ม
คณินเหล่ตามองฉันแวบหนึ่ง นัยน์ตาสีเข้มคมกริบฉายแววดุดันตามประสาคนปากร้ายที่ไม่เคยยอมลดราวาศอกให้ใคร แม้ในสถานการณ์เป็นตายเท่ากัน “รู้แล้วน่า ยัยตัวแสบ เลิกทำหน้าเหมือนคนท้องผูกแล้วบอกฉันทีสิคะ ว่าคุณปู่ของคุณทิ้งรหัสลับบ้าอะไรไว้ให้ตระกูลเราต้องมาเสี่ยงตายด้วย”
“นี่ไม่ใช่เวลามาประชดนะคะคุณคณิน!” ฉันหันไปค้อนขวับใส่เขาด้วยความหมั่นไส้ ต่อให้สถานการณ์ตรงหน้าจะน่ากลัวแค่ไหน แต่ผู้ชายคนนี้ก็ยังหาจังหวะมากวนประสาทฉันได้เสมอ “ถ้าคุณยังปากดีแบบนี้ เดี๋ยวฉันจะถีบคุณออกไปให้ ดร.วิชาญเป่าหัวซะเลยนี่”
“ปากเก่งจังนะคะ ระวังตัวสั่นจนทำสมุดหลุดมือก็แล้วกัน” เขาตอบสวนกลับทันควัน น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เจือความเอ็นดูประหลาดที่ทำเอาหัวใจฉันกระตุกวูบอย่างไม่ควรจะเป็น มือหนาของเขาเอื้อมมาฉวยสมุดบันทึกเล่มนั้นไปถือไว้เองอย่างถือวิสาสะ นิ้วเรียวยาวพลิกหน้ากระดาษผ่านไปอย่างรวดเร็วด้วยสมาธิที่น่าทึ่ง ความเยือกเย็นและเฉียบขาดของนักสืบมืออาชีพเริ่มฉายชัดออกมากลบความกวนประสาทเมื่อครู่จนหมดสิ้น
เสียงฝีเท้าของดร.วิชาญหยุดลงตรงหน้าชั้นหนังสือมุมที่เราซ่อนตัวอยู่ เงาสะท้อนจากกระจกตู้โชว์เผยให้เห็นรองเท้าหนังขัดเงาที่หยุดยืนห่างจากเราไม่ถึงสองเมตร ลมหายใจของฉันติดขัดทันที สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องเสียงดัง ร่างกายแข็งทื่อจนแทบไม่กล้าขยับเขยื้อน
ในวินาทีวิกฤตนั้นเอง คณินขยับตัวเข้ามาประชิดร่างฉันอย่างไร้ร่องรอย เสียงลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านข้างแก้มจนขนลุกชัน เขาดึงเอวฉันเข้าไปแนบชิดเพื่อซ่อนตัวให้พ้นจากมุมมองของคนนอก มือข้างหนึ่งโอบกอดเอวฉันไว้แน่นด้วยแรงมหาศาล ขณะที่มืออีกข้างยังคงถือสมุดบันทึกและถือปืนพกสั้นคู่ใจเตรียมพร้อมรับมือ เคมีร้อนระอุระหว่างเราแผ่ซ่านท่ามกลางบรรยากาศที่หนทึบไปด้วยความตาย กลิ่นกายสะอาดของเขาปะปนกับกลิ่นฝุ่นควันจนกลายเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดที่ทำให้ฉันเผลอลืมความกลัวไปชั่วขณะ
“อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้นค่ะ... หายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติแล้วมองตัวเลขที่หน้าสิบสองสิคะ ยัยดื้อ” เสียงกระซิบแหบพร่าข้างใบหูของเขาทำเอาสติที่กระเจิดกระเจิงกลับมารวมกันได้อีกครั้ง
ฉันก้มมองตามปลายนิ้วแข็งแรงที่ชี้ไปยังหน้ากระดาษ ตัวเลขชุดหนึ่งถูกขีดเส้นใต้ไว้อย่างจงใจ—14, 25, 3, 19—ผสมกับตัวอักษรภาษาอังกฤษที่เขียนกลับหัว สมองอันรวดเร็วของฉันเริ่มทำงานประสานกับสัญชาตญาณ
“รหัสซีซาร์...” ฉันพึมพำเบาๆ “รินรดารักษาความปลอดภัยด้วยการเลื่อนอักษรสามตำแหน่ง... ถ้าถอดรหัสนี้ออกมา มันจะกลายเป็นชื่อสถานที่!”
“ฉลาดมากค่ะคนสวย” คณินชมด้วยน้ำเสียงที่เดาไม่ออกว่าประชดหรือจริงใจ แต่แววตาที่มองฉันนั้นเต็มไปด้วยความชื่นชมและประกายความคลั่งรักที่ซ่อนไม่มิด “โรงพิมพ์เก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา... ที่นั่นสินะที่ซ่อนหลักฐานชิ้นสำคัญที่ดร.วิชาญกำลังตามหา”
ทันทีที่พูดจบ เสียงฝีเท้าข้างนอกก็เคลื่อนตัวออกห่างไปทางหลังร้าน ดร.วิชาญคงคิดว่าเราหนีออกทางหน้าต่างไปแล้ว คณินผ่อนลมหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก แต่เขากลับยังไม่ยอมคลายอ้อมกอดออกจากเอวฉัน ร่างกายของเรายังคงแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวไม่เป็นส่ำของกันและกัน
ดวงตาสีเข้มของเขาจ้องมองริมฝีปากฉันนิ่งนาน ราวกับกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงบลงเหลือเพียงเสียงลมหายใจและเสียงกระซิบค่ำคืน คณินโน้มใบหน้าลงมาใกล้เรื่อยๆ จนปลายจมูกของเราเกือบจะแตะกัน ความใกล้ชิดที่อันตรายยิ่งกว่ากระสุนปืนนัดไหนทำเอาฉันสมองว่างเปล่า หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
“ถ้าเราผ่านคืนนี้ไปได้ ฉันมีเรื่องต้องเคลียร์กับคุณยาวแน่ๆ ยัยปากร้าย” เขากระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากหยักลึกคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ที่แฝงความคลั่งรักไว้เต็มเปี่ยม “โดยเฉพาะเรื่องที่คุณชอบกวนประสาทฉันไม่เลิก...”
ฉันเม้มปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบระเบิด มือเล็กๆ ที่ดันแผงอกเขาไว้เริ่มไร้เรี่ยวแรง เคมีสุดแซ่บระหว่างเรากำลังจะดึงเราเข้าสู่วังวนแห่งความหวานล้ำที่ควบคุมไม่ได้ ทว่า ในวินาทีที่ริมฝีปากของเรากำลังจะแนบชิดกันตามแรงดึงดูดอันมหาศาล เสียงฝีเท้าหนักหน่วงชุดใหม่ก็ดังขึ้นที่ประตูหน้าร้าน พร้อมกับเสียงพังประตูกระจกที่แตกละเอียดดัง *เพล้ง!* สนั่นหวั่นไหว
คณินผละออกจากตัวฉันในเสี้ยววินาที ร่างสูงตระหง่านลุกขึ้นยืนบังหน้าฉันไว้พร้อมกับยกปืนขึ้นเล็งตรงไปยังประตูหน้าร้านด้วยแววตาดุดันดั่งพญาเสือโคร่งที่พร้อมขย้ำเหยื่อ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองร่างของบุคคลที่สามที่ก้าวเท้าฝ่าเศษกระจกเข้ามาในความมืด พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
ไม่ใช่ดร.วิชาญ... แต่เป็นเงาดำทมิฬในชุดสูทสีดำสนิทที่ถือซองเอกสารคุ้นตา พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำเอ่ยทักทายขึ้นว่า
"ตามหาตัวยากจริงๆ นะครับ... คุณนักสืบ และหลานสาวตัวดีของคนทรยศ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "ตุ๊กตาโบราณ" เสมอมานะคะ!
เซฟเฮาส์วุ่นรักกับนักสืบปากร้าย•ตอนที่ 6
เบาะแสจากหน้ากระดาษ
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์วุ่นรักกับนักสืบปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!