“หากพวกท่านคิดว่าการส่งฎีกาลับฉบับนั้นเข้าสู่ท้องพระโรง จะสามารถปิดปากข้าได้เช่นนั้นหรือ... ช่างเป็นความเขลาที่น่าสมเพชเสียจริง”
เสียงทุ้มต่ำแต่กังวานราวกับหยกกระทบกันดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในตำหนักลับชั้นใน กลิ่นกำยานอวาลอกลวงตารlนลอยวนอยู่ในอากาศ ผสมผสานกับกลิ่นชาอู่หลงชั้นเลิศที่เพิ่งรินใส่ถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่
หลินเฟยหรงนั่งอยู่เบื้องหลังม่านมุกโปร่งแสง ร่างระหงในอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายหงส์เพลิงดิ้นทองทอดสายตาผ่านชั้นมุกไปยังร่างสูงสง่าที่ยืนประทับมืออยู่ริมหน้าต่าง แสงจันทร์สาดส่องกระทบโครงหน้าคมคายดั่งสลักเสลาของมู่หรงจิ่น แววตาของท่านอ๋องผู้กุมอำนาจครึ่งค่อนแผ่นดินฉายแววเยียบเย็นและคมกริบดุจใบมีดโกน
“พระชายา... ดูท่าทางท่านจะประเมินความโลภของเหล่าขุนนางเฒ่าพวกนั้นต่ำไปเสียแล้ว” มู่หรงจิ่นเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยกระแสคลื่นอันเชี่ยวกราก เขายกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ สายตายังคงไม่ละไปจากสตรีหลังม่าน “พวกมันไม่ได้ต้องการแค่ปิดปากท่าน แต่พวกมันกำลังเดิมพันด้วยหัวของตระกูลหลิน เพื่อแลกกับที่นั่งเสนาบดีคลังที่ว่างลง”
เฟยหรงแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงไอสังหารที่เย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศในห้องลดฮวบลงหลายองศา
“ให้พวกมันเดิมพันไปเถอะค่ะ...” นางก้าวเท้าออกมาจากหลังม่านช้าๆ อาภรณ์ยาวลากพื้นส่งเสียงเสียดสีกับพื้นหินอ่อนเบาๆ “เพราะหกระדานนี้ ข้ามิได้เดินเพื่อรักษาตระกูลหลินให้รอดพ้นจากความตาย... แต่ข้ากำลังวางหมากเพื่อส่งพวกมันลงไปสู่ขุมนรกทีละตัวต่างหาก”
ดวงตาคู่คมกริบของมู่หรงจิ่นหันมามองนาง ชั่วขณะหนึ่งมีความระคนระหว่างความทึ่งและประกายความลึกล้ำวาบผ่านดวงตาคู่นั้น สตรีผู้นี้... ในอดีตคือนกน้อยในกรงทองที่รอวันถูกเชือดเฉือน แต่บัดนี้ นางกลับกลายเป็นเซียนหมากผู้ถือหมากสีเลือด ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางพายุฝนแห่งราชสำนักอย่างไม่สะทกสะท้าน
“เจ้ามั่นใจนักหรือว่า แผนการที่ตระกูลสวีจัดเตรียมไว้ที่ชายแดนบูรพา จะเป็นไปตามที่เจ้าคำนวณไว้ทุกประการ?” มู่หรงจิ่นก้าวเข้ามาประชิด รัศมีความกดดันจากบุรุษผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนแผ่เข้าโอบล้อมร่างบาง ทว่าเฟยหรงหาได้ถอยหลังไม่ นางกลับเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไร้ความหวาดกลัว ปลายจมูกของทั้งสองห่างกันเพียงคืบ กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นหอมเย็นของดอกเหมันต์ผสานกันในความเงียบ
“ท่านอ๋อง... ท่านสงสัยในฝีมือของพันธมิตรของตนเองเช่นนั้นหรือคะ?” เฟยหรงแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับอาบยาพิษ “ตระกูลสวีคิดว่าพวกตนกุมกองกำลังทหารม้าเหล็กไว้ในมือ จึงกำชัยชนะเหนือราชบัลลังก์ แต่พวกมันลืมไปว่า... สุนัขที่ถูกเลี้ยงไว้ด้วยเศษเนื้อ ต่อให้ดุร้ายเพียงใด ย่อมไม่รู้ว่าเจ้าของที่แท้จริงคือใคร เมื่อถึงเวลา ข้าจะทำให้พวกมันได้ลิ้มรสความรู้สึกของการถูกสุนัขที่ตนเลี้ยงไว้แว้งกัดจนตายอย่างอนาถ”
คำพูดนั้นเฉียบคมและเลือดเย็นยิ่งนัก มู่หรงจิ่นจ้องมองริมฝีปากบางเฉียบที่ขยับเอื้อนเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ หัวใจที่ด้านชามานานนับปีของท่านอ๋องหนุ่มกลับกระตุกวูบอย่างประหลาด ความงามของนางมิใช่เพียงเปลือกนอกที่ล่อลวงผู้คน แต่มันคือความงามอันตรายดั่งดอกป๊อปปี้สีเลือด ยิ่งลุ่มหลง ยิ่งถึงฆาต
ทว่า... เขากลับพึงพอใจยิ่งนักที่มีสตรีเช่นนี้อยู่ข้างกาย ในกระดานอำนาจอันโสมmนี้ มีเพียงนางเท่านั้นที่คู่ควรจะเดินหมากร่วมกับเขา
“ดี... ในเมื่อเจ้าประกาศศึกถึงเพียงนี้ ข้าในฐานะอ๋องผู้สำเร็จราชการ จะไม่สนองคุณความดีของพระชายาได้อย่างไร” มู่หรงจิ่นเอื้อมมือหนาออกไปสัมผัสปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนนุ่มของนางแผ่วเบา สัมผัสที่แฝงความเร่าร้อนและประกาศความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน “ฎีกาลับฉบับนั้น ข้าได้จัดการแก้ไขตัวอักษรบางคำเรียบร้อยแล้ว จากที่จะกล่าวโทษตระกูลหลิน บัดนี้... มันได้กลายเป็นหลักฐานมัดตัวเสนาบดีจางในข้อหากบฏต่อแผ่นดินแทน”
เฟยหรงชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแววประหลาดใจเป็นครั้งแรก นางไม่คาดคิดว่ามู่หรงจิ่นจะเคลื่อนไหวรวดเร็วและเด็ดขาดถึงเพียงนี้ โดยไม่ปรึกษานางก่อน
“ท่าน... ทำเช่นนั้นได้อย่างไร? หากฝ่าบาททรงทราบ—”
“ฝ่าบาทหรือ?” มู่หรงจิ่นหัวเราะในลำคอ แววตาเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงและเหยียดหยันอำนาจเบื้องสูง “พระองค์ก็เป็นเพียงหุ่นเชิดตัวหนึ่งบนกระดาน ที่รอเวลาถูกเขี่ยทิ้งเมื่อหมดประโยชน์... เช่นเดียวกับเจ้าและข้า หากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว ศีรษะย่อมหลุดจากบ่า ดังนั้น ข้าจึงเลือกที่จะถือหมากตานี้ร่วมกับเจ้า... เฟยหรง อย่าได้ขัดขวางการตัดสินใจของข้า”
ลมหายใจของเฟยหรงติดขัดชั่วขณะ ความใกล้ชิดนี้ทำให้หัวใจของนางเต้นผิดจังหวะ นางถอยหลัง1ก้าวเพื่อดึงสติกลับมา รอยยิ้มเยдяเยาะถูกแต่งแต้มขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง
“ท่านอ๋องทรงตรัสเกินไปแล้ว ข้าเพียงแต่แปลกใจที่ท่านยอมลงทุนร่วมมือกับข้าถึงเพียงนี้... แผ่นดินนี้ ใครๆ ก็รู้ว่าท่านอ๋องมู่หรงจิ่นไม่เคยทำสิ่งใดโดยปราศจากผลประโยชน์ ท่านต้องการอะไรจากข้ากันแน่?”
มู่หรงจิ่นหรี่ตาลง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากหนา “สิ่งที่ข้าต้องการ... เจ้าก็รู้ดีอยู่แก่ใจ”
ก่อนที่เฟยหรงจะได้เอ่ยสิ่งใดโต้แย้ง เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับห่าฝนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก ตามด้วยเสียงเคาะประตูรัวระรัวด้วยความตื่นตระหนก
“ท่านอ๋อง! พระชายา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงขององครักษ์ประจำตัวดังลอดเข้ามาด้วยความร้อนรน “สายรายงานด่วนจากนอกเมือง... กองกำลังทหารม้าเหล็กของตระกูลสวี ไม่ได้เคลื่อนพลไปชายแดนบูรพาตามแผนการเดิม แต่... แต่พวกมันกำลังเคลื่อนทัพปิดล้อมประตูเมืองหลวงทั้งสี่ด้านแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
รอยยิ้มบนใบของหลินเฟยหรงแข็งค้างในทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง ทว่าในเสี้ยววินาทีต่อมา ประกายตาของนางกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเยียบเย็นและดุดันยิ่งกว่าเก่า
ตระกูลสวีกล้าหักหลังนางล่วงหน้าเช่นนั้นหรือ? หรือว่า... ในหมู่พวกตน ยังมีหนอนบ่อนไส้ที่คอยส่งข่าวให้ฝ่ายตรงข้าม?
มู่หรงจิ่นหันขวับไปมองหน้าประตู แววตาของท่านอ๋องวาวโรจน์ด้วยจิตสังหารอันรุนแรง ทว่าในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด องครักษ์คนเดิมก็ทรุดตัวลงคุกเข่าหน้าประตู พร้อมกับรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือยิ่งกว่าเดิม
“มะ...มีราชโองการด่วนจากตำหนักใน... ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ประหารชีวิต... พระชายาหลินเฟยหรง ณ ท้องพระโรงในยามนี้พ่ะย่ะค่ะ!”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหมอกควันแห่งเล่ห์กลไปกับหงส์เพลิงหวนคืนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
หมากรุกไร้เงา บนกระดานเลือด•ตอนที่ 16
ศึกชิงหมากกระดานราชสำนัก
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกไร้เงา บนกระดานเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!