กลิ่นหอมบางเบาของกำยานหมื่นลี้ลอยวนอวลอยู่เบื้องหน้า ทว่ากลับไม่สามารถกลบกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ติดอยู่ปลายประสาทสัมผัสของหลินเฟยหรงได้เลย นางนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์สลักลายหงส์กางปีก ในชุดคลุมผ้าแพรต่วนสีชาดปักดิ้นทองระยิบระยับ ทว่าดวงตาหงส์คู่นั้นกลับไร้ซึ่งความระยับพราย มีเพียงความเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งในเหมันต์ฤดูที่ทอดมองไปยังบุรุษผู้ยืนสงบนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง
มู่หรงจิ่นไม่ได้หันกลับมามองนางทันที เขากำลังใช้ปลายนิ้วเรียวยาวไล้ไปตามขอบหน้าต่างไม้สักที่แกะสลักเป็นลายเมฆไหล แสงจันทร์นวลตาที่สาดส่องเข้ามาอาบไล้เรือนร่างสูงสง่าในชุดคลองสีนิลสนิท ขับเน้นให้เห็นสันจี้ดคมกริบและมุมปากที่หยักขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็น เอกลักษณ์ของชินอ๋องผู้กุมอำนาจครึ่งค่อนแผ่นดิน... ผู้ที่ผู้คนต่างขนานนามลับหลังว่าเป็น "พญาอินทรีย์แห่งแดจิน"
"เจ้ากล้าดียังไงถึงส่งจดหมายฉบับนั้นมา" น้ำทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงนั้นรากระฆังสำริดที่เคาะใต้น้ำ ทุ้มลึกและทรงอำนาจจนทำให้บรรยากาศภายในห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ดิ่งลึกลงไปอีก "เฟยหรง... หรือเจ้าคิดว่าความตายในอดีตทำให้ความระแวดระวังของเจ้าลดน้อยลง จนกล้าเอาคอของตนเองมาพาดไว้บนคมดาบของเป่ยจวิน"
หลินเฟยหรงไม่สะทกสะท้าน นางยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นชาผู่อ่อมนุ่มละมุนลิ้นตัดกับรสขมปร่าในลำคอ นางวางถ้วยลงกระทบจานรองกระเบื้องเคลือบเกิดเสียงกังวานใส ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ
"ถ้าหม่อมฉันกลัวคมดาบของท่านอ๋อง เกรงว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้มานั่งหายใจอยู่ตรงนี้หรอกเพคะ" รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปากของนาง เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลและความหยิ่งทะนง "อีกอย่าง... จดหมายฉบับนั้นไม่ได้เขียนขึ้นด้วยความประมาท แต่เขียนด้วยความมั่นใจต่างหาก ว่าท่านอ๋องผู้ปราดเปรื่องจะไม่ยอมปล่อยให้ 'หมากตัวสำคัญ' เช่นหม่อมฉัน ต้องหลุดมือไปให้อัครเสนาบดีหลี่เป็นแน่"
มู่หรงจิ่นหันขวับมามองนางทันที ดวงตาคมกริบราวเหยี่ยวราตรีคู่นั้นหรี่แคบลง ประกายแห่งความสนใจวาบผ่านก้นบึ้งนัยน์ตาคู่คมชั่วพริบตา ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความระแวดระวังอันล้ำลึก เขาก้าวเท้าช้าๆ เดินเข้ามาใกล้โต๊ะไม้จันทน์ กลิ่นอายกดดันอันทรงพลังแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาราวกับคลื่นใต้น้ำที่รอวันซัดสาด
"เจ้าเปลี่ยนไปมาก... เฟยหรง" เขาโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ "สตรีที่เคยเอาแต่วาดภาพแต่งกลอนในตำหนักหลังเมื่อปีก่อน บัดนี้กลับมีดวงตาที่พร้อมจะแผดเผาทุกคนให้เป็นจุลได้... เจ้าต้องการอะไรกันแน่จากข้า กองกำลัง? อำนาจ? หรือ... ศีรษะของหลี่ฮào"
"หม่อมฉันต้องการทุกอย่างที่พวกมันแย่งชิงไป" หลินเฟยหรงตอบกลับทันควัน น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่มั่นคงดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งความลังเลหรือหวาดกลัว นางลุกขึ้นยืนช้าๆ เผชิญหน้ากับเขาในระยะประชิด ความสูงของนางที่ไล่เลี่ยกับไหล่ของเขาทำให้ความกดดันลดน้อยลงไปบ้าง แต่มนต์เสน่ห์แห่งอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวคนทั้งสองกลับหลอมรวมจนอากาศรอบตัวแทบจะหยุดนิ่ง
"ท่านอ๋องทรงทราบดีว่า อัครเสนาบดีหลี่กำลังรวบรวมกำลังพลลับในหัวเมืองเหนือเพื่อเตรียมการกบฏ หากฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องนี้ เกรงว่าราชสำนักคงนองเลือดครั้งใหญ่... และท่านในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด ย่อมหนีไม่พ้นข้อครหาว่าละเลยหน้าที่" นางเอ่ยพลางใช้ปลายนิ้วเรียวแตะเบาๆ ที่ปกเสื้อผ้าแพรของเขา ราวกับจะปัดฝุ่นละอองที่มองไม่เห็น "แต่ถ้าเราสองคนร่วมมือกัน... ข้อมูลในมือหม่อมฉัน ผสมผสานกับอำนาจกองทัพในมือท่าน การถอนรากถอนโคนตระกูลหลี่ จะเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ"
มู่หรงจิ่นนิ่งเงไปครู่ใหญ่ สายตาคมปลาบกวาดมองสำรวจใบหน้างดงามที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวคู่นี้ ความฉลาดเฉลียวและกล้าหาญเกินสตรีเพศทำให้หัวใจที่ด้านชาของเขาเกิดริ้วRipples ประหลาดขึ้นมา สตรีผู้นี้ไม่ได้มาเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่นางกำลังยื่นข้อเสนอที่เขา 'ปฏิเสธไม่ได้'
"แล้วข้าจะได้อะไรจากการร่วมมือครั้งนี้?" เขายกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "พันธมิตรย่อมต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อ... ข้าไม่อยากได้แค่ความสะใจของเจ้าหรอกนะ, พระชายา"
คำว่า 'พระชายา' ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของเขาทำเอาหัวใจของหลินเฟยหรงกระตุกวูบ แต่นางเก็บซ่อนความหวั่นไหวไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเยือกเย็นได้อย่างแนบเนียน
"สิ่งที่ท่านจะได้ คือบัลลังก์ที่มั่นคงไร้เสี้ยนหนาม... และสตรีที่จะคอยกุมหางเสือเคียงข้างท่านไปจนวันตายเพคะ" นางตอบพร้อมกับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "ว่าอย่างไรเพคะ ท่านอ๋อง... จะรับคำท้าเดินหมากตานี้กับหม่อมฉันหรือไม่"
มู่หรงจิ่นไม่ตอบคำทันที เขายื่นมือหนาออกไปจับปอยผมยาวสลวยที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มของนาง ปลายนิ้วหยาบกร้านจากผ่านการจับดาบไล้ผ่านผิวแก้มเนียนนุ่มแผ่วเบา สัมผัสที่แฝงไปด้วยความคุคคามและความลึกซึ้งทำเอาลมหายใจของนางสะดุดไปชั่วขณะ
"หมากตานี้... ข้าไม่เคยคิดจะเล่นแพ้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว" เขากระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าชวนให้ใจสั่นระทึก "ตกลง... เรามาร่วมมือกันล้างบางพวกมันให้สิ้นซาก"
ทว่าในวินาทีที่ข้อตกลงอันตรายถูกผนึกด้วยสายตา ทันใดนั้นเอง... เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นที่เบื้องนอกประตูห้องทรงอักษร ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูรัวเร็วด้วยความตื่นตระหนกของขันทีคนสนิท
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงตะโกนแหบพร่าด้วยความหวาดกลัวดังทะลุเข้ามา "กองกำลังองครักษ์เสื้อแพรนำราชโองการด่วนจากท้องพระโรงมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ! พวกเขาบอกว่า... องค์ชายรองถูกลอบปลิดชีพในตำหนักเมื่อครู่ และพยานในที่เกิดเหตุ... ชี้ตัวมาที่พระชายาหลินเฟยหรงพ่ะย่ะค่ะ!"
ดวงตาของมู่หรงจิ่นหดแคบลงทันที ความมืดมิดสายหนึ่งพาดผ่านนัยน์ตาคู่นั้น ขณะที่หลินเฟยหรงหันกลับมามองหน้าเขา รอยยิ้มเยือกเย็นที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าของนางพลันแข็งค้าง... เกมถูกพลิกกลับตาลปัตรในชั่วพริบตา เมื่อมีใครบางคนเดินหมากตัดหน้าพวกเขาก่อนเสียแล้ว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหมอกควันแห่งเล่ห์กลไปกับหงส์เพลิงหวนคืนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
หมากรุกไร้เงา บนกระดานเลือด•ตอนที่ 11
พันธสัญญาแห่งเงา
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกไร้เงา บนกระดานเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!