หมากรุกไร้เงา บนกระดานเลือด•ตอนที่ 12

เมื่อมังกรเริ่มระแวง

ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
"กงจื่อ... ท่านแน่ใจแล้วหรือว่า หมากตานี้จะไม่สะท้อนกลับมาบาดมือเราเอง?" เสียงกระซิบแผ่วเบาราวสายลมพัดผ่านพุ่มเหมันต์ดังขึ้นในตำหนักบูรพา ท่ามกลางแสงเทียนวับแวมที่ทอดเงายาวน่ากลัวบนผนังผ้าไหมปักลายมังกรห้าเล็บ หลินเฟยหรงในอาภรณ์ปักดิ้นทองลายหงส์เพลิงลอดเมฆา นางหาได้หันกลับไปมองผู้เอ่ยถาม หากแต่เรียวนิ้วเรียวขาวดั่งหยกกำลังคีบหมากสีดำสนิท—ทำจากนิลกาฬแท้—แล้ววางลงบนกระดานไม้จันทน์หอมอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคง เสียง 'แปะ' เบาๆ ราวเสียงหัวใจของขุนนางผู้ทุจริตที่กำลังเต้นระทึกด้วยความหวาดกลัวในยามนี้ มู่หรงจิ่น ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามในชุดคลุมยาวสีม่วงเข้มปักลายกิเลนทอง ยกถ้วยชาอุ่นขึ้นจิบ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวหิมะมองสลับระหว่างใบหน้าเรียบเฉยของสตรีตรงหน้า กับกระดานหมากรุกที่บัดนี้... ค่ายกลของฝ่ายอัครเสนาบดีโจวพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่าแล้ว "หมากล้อมกระดานนี้ เจ้าเป็นผู้ริเริ่มร้อยเรียงแผนการตั้งแต่ก้าวแรก ข้าเพียงแต่ทำหน้าที่เป็น 'ลมใต้ปีก' ที่คอยพัดพาฎีกาลับฉบับนั้นไปวางไว้บนโต๊ะทรงอักษรของฮ่องเต้ให้ถูกจังหวะเวลาก็เท่านั้น" มุมปากของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายอันตราย "เพียงแต่... ข้าไม่นึกเลยว่า พระองค์จะทรงกริ้วรุนแรงถึงเพียงนี้" รุนแรง... จนราชสำนักแทบสั่นสะเทือน ย้อนกลับไปเมื่อยามรุ่งสาง ท้องพระโรงแทบกลายเป็นลานประหารขนาดย่อม ฎีกาถอดถอนอำนาจและตรวจสอบเส้นทางการเงินของตระกูลโจวและพวกพ้อง ที่ถูกรวบรวมหลักฐานอย่างแน่นหนาราวกับตาข่ายเหล็ก ถูกเปิดอ่านท่ามกลางพระพักตร์ที่มืดทะมึนดั่งเมฆฝนฟ้าคะนองของจักรพรรดิหนุ่ม องค์จักรพรรดิผู้ทรงระแวดระวังพระราชอำนาจมาตลอด ยามนี้มิได้เพียงแต่กริ้วโกรธ หากแต่ความระแวงสงสัยที่ถูกฝังรากลึกมานาน บัดนี้ได้ถูกรดน้ำด้วยหลักฐานการทุจริตและการซ่องสุมกำลังพลจนงอกงามเป็น 'ความหวาดระแวง' ที่ไร้ทางเยียวยา "ฮ่องเต้ทรงโปรดความจงรักภักดีเหนือสิ่งอื่นใดค่ะ..." เฟยหรงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความยินดียินร้าย แม้ว่าในใจนางจะกำลังกรีดร้องด้วยความสะใจ "แต่สิ่งที่พวกมันกระทำ มิใช่แค่การโกงกินเงินท้องคลัง หากแต่เป็นการ 'ท้าทาย' พระราชอาณาจักร สุนัขที่เลี้ยงไว้จนเชื่อง วันหนึ่งหากมันเริ่มแยกเขี้ยวใส่เจ้าของ... ท่านคิดว่านายเหนือหัวจะยังเก็บมันไว้ประดับบารมีอีกหรือไม่เล่าคะ?" มู่หรงจิ่นหรี่ตาลงเล็กน้อย ความชื่นชมระคนระแวงพาดผ่านนัยน์ตาคู่นั้น สตรีผู้นี้มิใช่เพียงแค่มีความงดงามล่มเมือง หากแต่นางมองทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งจิตใจมนุษย์ นางรู้ว่าจักรพรรดิหวาดระแวงสิ่งใด และรู้ยิ่งกว่าว่าควรวางยาพิษชนิดใดลงไปในจิตใจของพระองค์ เพื่อให้ความระแวงนั้นแปรเปลี่ยนเป็น 'คมดาบ' ที่หันไปตัดหัวบริวารของตนเอง "เจ้าทำให้เสนาบดีโจว กับเหล่าขุนนางฝ่ายใต้กลายเป็นก้อนเนื้อที่รอวันเน่าเปื่อยในคุกหลวงเพียงแค่กระดาษแผ่นเดียว..." มู่หรงจิ่นวางถ้วยชาลง เสียงกระทบโต๊ะดังขึ้นเบาๆ แต่หนักแน่น "แต่จงระวังเถอะ... เมื่อสุนัขจนตรอก มันย่อมกัดไม่เลือกหน้า โจวฮ่าวเทียนไม่ใช่คนที่จะยอมจำนนโดยไม่ดึงใครลงเหวไป1ด้วย" "ให้มันดึงสิคะ..." เฟยหรงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตากลมโตคู่นั้นประกายแสงวาวโรจน์ดั่งเพลิงกัลป์ที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง "ยิ่งพวกมันดึงคนอื่นลงมามากเท่าไหร่ ความเน่าเฟะของราชสำนักก็ยิ่งถูกเปิดเผยมากขึ้นเท่านั้น ข้าไม่ได้ต้องการแค่ทำลายตระกูลโจว... ข้าต้องการถอนรากถอนโคนวัชพืชพวกนี้ให้สิ้นซากจากแผ่นดิน เพื่อไม่ให้พวกมันมีโอกาสได้กลับมาทำร้ายผู้ใดได้อีก" ความเงียบงันเข้าปกคลุมตำหนักชั่วขณะ มีเพียงเสียงน้ำเดือดปุดๆ จากกาน้ำชาบนเตาถ่านน้อยๆ ที่ช่วยขับเน้นบรรยากาศอันตึงเครียดให้เด่นชัดขึ้น มู่หรงจิ่นลุกขึ้นยืน ร่างสูงสง่าก้าวเข้ามาใกล้สตรีตรงหน้าทีละน้อย กลิ่นอายบุรุษผู้กุมอำนาจทหารแผ่ซ่านจนน่าอึดอัด เขายื่นมือหนาออกไปหมายจะสัมผัสปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนนุ่มของนาง แต่นางกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างแนบเนียน พร้อมกับส่งรอยยิ้มเยือกเย็นให้ "ท่านอ๋องโปรดสำรวมด้วยค่ะ ที่นี่คือตำหนักบูรพา สายตาของฮ่องเต้จับจ้องมาที่เรามิได้ขาด" "ฮ่องเต้หรือ?" มู่หรงจิ่นแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกราบกรานมองลึกเข้าไปในดวงตานาง "พระองค์กำลังงวดยุ่งอยู่กับการเคลียร์บัญชีเลือดในท้องพระโรง จนไม่มีเวลามาสนใจหรอกว่า ข้า... จะทำอะไรกับสตรีที่กุมหัวใจและแผนการทั้งหมดของข้าไว้" "หม่อมฉันไม่มีหัวใจให้ผู้ใดทั้งสิ้นค่ะ... นอกจากความแค้นที่ต้องสะสาง" เฟยหรงตอบกลับทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นดั่งหินผา "เช่นนั้นก็ดี..." มู่หรงจิ่นโน้มใบหน้าลงมาจนกระซิบชิดริมหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับใบหูขาวสะอาด "ข้าจะรอวันที่ความแค้นของเจ้าถูกชำระจนหมดสิ้น... ถึงวันนั้น ค่อยมาดูกันว่า หัวใจที่ไร้ความรู้สึกของเจ้า จะยังมีพื้นที่เหลือให้ข้าได้เข้าไปยืนเคียงข้างหรือไม่" ก่อนที่เฟยหรงจะได้ทันเอάวาจาใดโต้ตอบ เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูดังรัวจากขันทีข้างกายก็ทำลายบรรยากาศลงเสียก่อน "กงจื่อ! ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงของเสี่ยวหลานดังลั่นด้วยความตื่นตระหนก ประตูไม้ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง ขันทีหนุ่มหน้าซีดเผือด เนื้อตัวสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ "มีเรื่องอันใด? ถึงได้เสียมารยาทเช่นนี้" มู่หรงจิ่นหันกลับไปตวาดเสียงต่ำด้วยความไม่พอใจ เสี่ยวหลานคุกเข่าลงกับพื้น ศีรษะแทบชิดติดแผ่นหิน หน้าตาตื่นตระหนกจนพูดติดๆ ขัดๆ "ราชโองการ... ราชโองการด่วนจากตำหนักในพ่ะย่ะค่ะ! ฮ่องเต้... ฮ่องเต้ทรงมีพระบรมราชโองการปลดและเนรเทศพระสนมเอกโจว... พร้อมทั้ง..." ขันทีหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเฟยหรงด้วยแววตาหวาดกลัวสุดขีด "...พร้อมทั้งมีรับสั่งให้จับกุมตัว 'แม่ทัพหลิน' บิดาของกงจื่อ ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับกบฏแดนใต้... เข้าคุกหลวงทันทีพ่ะย่ะค่ะ!" สิ้นคำประกาศนั้น หมากสีดำในมือของหลินเฟยหรงก็หลุดจากปลายนิ้ว ร่วงตกลงกระทบกระดานไม้จันทน์เสียงดังสนั่น กลิ่นอายความเยือกเย็นที่นางสะสมมานานนับแรมปี พังทลายลงในชั่วพริบตา ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ ม่านตาไหวระริกด้วยความตกตะลึงระคนโทสะอันรุนแรงที่พวยพุ่งขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหมอกควันแห่งเล่ห์กลไปกับหงส์เพลิงหวนคืนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกไร้เงา บนกระดานเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%