หมากรุกไร้เงา บนกระดานเลือด•ตอนที่ 3

รอยยิ้มภายใต้หน้ากาก

ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
กลิ่นหอมหวานเอียนของกำยานบุปผชาติที่ลอยอบอวลอยู่ภายในศาลาแปดเหลี่ยม ณ อุทยานหลวงในยามบ่ายนี้ ช่างน่าสะอิดสะเอียนเสียจนหลินเฟยหรงแทบอยากจะยกชายแขนเสื้อขึ้นปัดกวาดอากาศเบื้องหน้าให้พ้นทาง อาภรณ์ไหมต่วนปักดิ้นทองลายหงส์เคียงมังกรทอดตัวแนบเนื้ออย่างงดงาม ทว่าทุกย่างก้าวที่นางเหยียบลงบนพื้นหินอ่อน กลับมั่นคงและเยือกเย็นดุจก้าวเดินอยู่บนสนามรบ งานเลี้ยงชมบุปผาที่ไทเฮาทรงจัดขึ้นในวันนี้ หาใช่การชมความงามของดอกไม้ใบหญ้าไม่ หากแต่เป็นกระดานหมากรุกขนาดย่อมที่เหล่าคุณหนูและสน마ราชาต่างตบเท้าเข้ามาเพื่อประชันความงามและเล่ห์เหลี่ยม และเป้าหมายแรกที่จงใจเข้ามาขวางทางนางในยามนี้ ก็คือสตรีผู้เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนางไว้ในชาติภพก่อน... "คุณหนูใหญ่ตระกูลสือ" สืออวี้หลาน "คารวะพระชายาเพคะ... หม่อมฉันได้ยินมาว่าพระองค์ทรงพระประชวรไปพักใหญ่ ไยวันนี้จึงทรงพระสำราญเสด็จมาร่วมงานเลี้ยงอันน่าเบื่อหน่ายนี้ได้เล่าเพคะ หรือว่า... ทรงเกรงว่าตำแหน่งข้างกายท่านอ๋องจะสั่นคลอน จนต้องรีบเสด็จออกมาแสดงตัวกันแน่" น้ำเสียงหวานหยดย้อยที่เคลือบไว้ด้วยยาพิษดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงในชุดผ้าโปร่งสีชมพูอ่อนที่ย่อกายลงทำความเคารพอย่างไม่เต็มร้อย สืออวี้หลานแย้มยิ้มกว้าง ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกวาดมองสำรวจหลินเฟยหรงตั้งแต่หัวจรดเท้า ประหนึ่งแม่จิ้งจอกกำลังประเมินเหยื่อผู้ไร้ทางสู้ หลินเฟยหรงมิได้รีบร้อนตอบนาง นางเพียงปรายตามองสืออวี้หลานด้วยแววตาราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความโกรธเกรี้ยว มือเรียวภายใต้แขนเสื้อยาวค่อยๆ ยกจอกชาหยกขาวขึ้นจิบช้าๆ ราวกับสตรีเบื้องหน้าเป็นเพียงธาตุอากาศที่ไร้ตัวตน ความเงียบที่ทอดตัวลงชั่วขณะทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของสืออวี้หลานเริ่มแข็งค้าง "ตำแหน่งข้างกายท่านอ๋อง... จะสั่นคลอนได้อย่างไร ในเมื่อผู้ที่ถือครองตรายางสลักพยัคฆ์และสิทธิ์ขาดในเรือนหลังคือข้า" หลินเฟยหรงวางจอกมากลงกระทบโต๊ะเสียงดัง *กริ๊ก* น้ำเสียงราบเรียบแต่นุ่มนวลกังวานราวกับเสียงหยกกระทบกัน ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาลจนบรรยากาศรอบกายพลاليลดอุณหภูมิลงทันตาเห็น "หรือว่าเจ้า... มีสิทธิ์อันชอบธรรมอันใด ถึงได้กล้าอาจหาญมาทายทักเรื่องภายในของวังอ๋องเช่นนี้ สืออวี้หลาน" สืออวี้หลานสะดุ้งเฮือก สีหน้าเปลี่ยนสีฉับพลันจากความเย่อหยิ่งกลายเป็นความตื่นตระหนก นางไม่คาดคิดเลยว่าอดีตกุลสตรีผู้เคยอ่อนแอและยอมก้มหัวให้ผู้คนเช่นหลินเฟยหรง จะกลAเอ่ยถ้อยคำเชือดเฉือนที่ไร้ความเกรงกลัวผู้ใดเช่นนี้ออกมาได้ "หม่อมฉัน... หม่อมฉันมิได้บังอาจเพคะ เพียงแต่... เพียงแต่ช่วงนี้ท่านอ๋องมักจะเสด็จไปเยือนจวนตระกูลสือเพื่อหารือราชการลับกับท่านพ่อบ่อยครั้ง จนผู้คนต่างลือกันหนาหู..." สืออวี้หลานพยายามตั้งสติ รีบงัดไม้นี้ขึ้นมาข่มขวัญ หวังจะทิ่มแทงหัวใจของภรรยาเอกด้วยข่าวลือเรื่องความโปรดปราน ทว่า นางประเมินหลินเฟยหรงต่ำไปเสียแล้ว หลินเฟยหรงแย้มยิ้ม รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มปานบุปผาแรกแย้ม ทว่ากลับเยือกเย็นเสียจนคนที่ได้พบเห็นต้องสันหลังวาบ นางโน้มตัวเข้าไปใกล้สืออวี้หลานเล็กน้อย กลิ่นหอมจางๆ จากกายของสตรีตระกูลสือพุ่งปะทะจมูก ทว่าไม่เท่ากับความจริงที่หลินเฟยหรงรู้ดีอยู่แก่ใจ "อ๋องผู้ครองกองทัพพยัคฆ์ย่อมมีกิจธุระกับขุนนางฝ่าย문เป็นธรรมดา... แต่หากท่านอ๋องเสด็จไปจริงตามคำร่ำลือ เหตุใดข้าผู้เป็นภรรยาเอกจึงไม่เคยระแคะระคาย หรือเป็นเพราะว่า... บิดาของเจ้าต้องอาศัยบารมีของท่านอ๋องในการค้ำจุนอำนาจที่กำลังจะพังทลายลงเรื่อยๆ กันแน่" หลินเฟยหรงกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา มีเพียงคนทั้งสองที่ได้ยิน แต่มันกลับคมกริบราวน้ำแข็งแทงทะลุหัวใจของสืออวี้หลาน "จำใส่ใจไว้ให้ดี สืออวี้หลาน สิ่งใดที่เป็นของข้า ต่อให้เจ้าแทะเล็มจนเหลือเพียงกระดูก เปรอะเปื้อนด้วยคราบเลือด เจ้าก็ไม่มีวันได้แตะต้องมัน... แม้แต่ปลายเล็บ" ดวงตาของสืออวี้หลานเบิกกว้างด้วยความโกรธและความกลัวระคนกัน นางเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ยามนี้ต่อให้ต้องการจะโต้เถียงเพียงใด แต่ยศถาบรรดาศักดิ์และรัศมีอันน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากตัวของหลินเฟยหรงในยามนี้ ก็กดทับให้นางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตา ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง เสียงประกาศจากขันทีหน้าพระลานก็ดังขึ้นแทรกกลางความเงียบ "ท่านอ๋องมู่หรงจิ่น เสด็จ—!" สิ้นเสียงนั้น ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก็ก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหลังหลินเฟยหรงอย่างเงียบเชียบ ไอสังหารจางๆ และกลิ่นอายบุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้าทำให้ผู้คนในงานต่างพากันลุกขึ้นคุกเข่าถวายบังคมด้วยความหวาดหวั่น มู่หรงจิ่นในอาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรเงินทอดพระเนตรมองแผ่นหลังบางของสตรีผู้เป็นชายาด้วยแววตาลุ่มลึกยากหยั่งถึง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกสนุก เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นความพ่ายแพ้อย่างราบคาบของสืออวี้หลาน "ดูท่า... ชายาของข้าจะจัดการเรื่องในงานเลี้ยงได้เรียบร้อยดีนี่" มู่หรงจิ่นตรัสด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจ พลางเอื้อมพระหัตถ์หนาขึ้นโอบรอบเอวคอดกิ่วของหลินเฟยหรงอย่างถือวิสาสะ ทว่าสนิทสนมแนบแน่น สายตาคมกลาปรายมองสืออวี้หลานที่ยังคงคุกเข่าตัวสั่นงันท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน หลินเฟยหรงมิได้ขัดขืน นางเพียงเงยหน้าขึ้นสบตากับพระองค์ นัยน์ตาทั้งคู่ประสานกันโดยไม่ต้องเอื้อnเอวาใดๆ ความเข้าใจอันลึกซึ้งและเกมการเมืองที่ถูกชักใยอยู่เบื้องหลังสะท้อนอยู่ในความเงียบงันนั้น ทว่า ในขณะที่ทุกสายตากกำลังจดจ่ออยู่กับการปรากฏตัวอันน่าเกรงขามของท่านอ๋อง ขันทีคนเดิมก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับถาดไม้สีทองที่รองรับสาส์นลับประทับตราครั่งสีชาด ซึ่งถูกส่งตรงมาจากตำหนักในด้วยความเร่งด่วน "กราบทูลท่านอ๋อง พระชายา... มีพระราชโองการลับจากไทเฮา... ทรงมีรับสั่งให้เรียกตัวพระชายาเข้าเฝ้าเป็นการด่วนเพคะ!" มือหนาของมู่หรงจิ่นที่กำลังโอบกะเกณฑ์เอวบางชะงักก้างไปชั่วขณะ ดวงคมกริบหรี่แคบลงทันทีเมื่อเห็นตราประทับบนสาส์นฉบับนั้น ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินหมากและล้างแค้นไปพร้อมกับข้า หงส์เพลิงหวนคืน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกไร้เงา บนกระดานเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%