กลิ่นอายความเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศในห้องอัดเสียงดูจะลดทอนลงไปถนัดตา เมื่อร่างสูงโปร่งในชุดสูทสากลราคาแพงก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงธรณีประตู
พริมโรสกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือน ดวงตาคู่คมของเธอกวาดมองบุคคลที่สามซึ่งเพิ่งปรากฏตัวขึ้น ใบหน้านั้นคมคาย สันจโด่งเป็นคม และดวงตาที่ฉายแววเจ้าเล่ห์แกมหยันคู่นั้น... มันคือพิมพ์เดียวกับธันวาไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแต่เจือความกร้านโลกและรอยยิ้มหยันที่เคลือบไว้ด้วยความเย่อหยิ่งเกินกว่าจะหาความจริงใจเจอ
"ไม่คิดเลยว่าโปรดิวเซอร์มือทองผู้รักความสันโดษ จะยังจำทางเข้าสตูดิโอเก่าของตระกูลเราได้"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเนือยๆ ทว่าแฝงความกดดันไว้อย่างแนบเนียน ธัชชัย ก้าวเข้ามาใกล้แผงควบคุมเสียงมากขึ้น รอยยิ้มมุมปากของเขายกขึ้นน้อยๆ คล้ายกำลังมองดูเด็กน้อยที่กำลังเล่นสนุกกับของเล่นราคาแพง
ธันวาไม่ได้ขยับตัว เขายังคงยืนนิ่งอยู่หน้ามิกเซอร์บอร์ด ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มเกร็งตึงขึ้นมาทันทีอย่างเห็นได้ชัด สันกรามของโปรดิวเซอร์หนุ่มขบเข้าหากันจนนูนเด่น ดวงตาคู่คมที่เคยฉายแววเจ้าเล่ห์เวลาต่อปากต่อคำกับพริมโรส ตอนนี้กลับมืดสนิทไร้ประกาย ราวกับถูกความมืดมิดในอดีตกลืนกินจนหมดสิ้น
"ถ้าคุณมาเพื่อจะพูดเรื่องไร้สาระ เชิญออกไปทางเดิมค่ะ ทางนี้เรากำลังทำงานกันอยู่"
พริมโรสไม่ปล่อยให้บรรยากาศอึดอัดกัดกินความมั่นใจของเธอ สาวเจ้าก้าวเท้าเข้าไปยืนขนาบข้างธันวาโดยอัตโนมัติ ร่างเพรียวบางของเธอแผ่รังสีความเป็นศัตรูออกมาอย่างไม่ปิดบัง มือเรียวเล็กแกล้งทำเป็นขยับปุ่มปรับความถี่เสียงบนหน้าจอ เพื่อส่งสัญญาณเตือนให้ผู้มาใหม่รู้ว่าที่นี่ไม่ใช่พื้นที่ต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญ
ธัชชัยเหลือบสายตาคมกริบมามองหญิงสาวเพียงแวบเดียว มุมปากยิ้มหยันยิ่งกว่าเดิม "ปากกล้าดีนี่... สมแล้วที่เป็นเด็กในคาถาของมัน แต่ก็นะ คนเรามักจะเลือกเก็บเศษแก้วที่บาดมือตัวเองไว้ใกล้ตัวเสมอสินะ ธันวา"
ประโยคหลังเขาหันไปพูดกับน้องชายต่างแม่โดยตรง
ธันวาสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด มือหนาที่วางอยู่บนขอบโต๊ะควบคุมกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーン ความเงียบงันโรยตัวปกคลุมห้องอัดชั่วขณะ ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรออกมาอีก พริมโรสสัมผัสได้ถึงความสั่นเทรอกจากแผ่นหลังกว้างที่ยืนอยู่ใกล้เธอเพียงคืบ มันไม่ใช่ความกลัว... แต่มันคือความโกรธแค้นที่ถูกกดทับไว้ด้วยความทรงจำอันเจ็บปวด
"เพลงนั้น..." ธันวาเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและต่ำลึกจนแทบเป็นเสียงกระซิบ "นายไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยถึงมัน"
"อ๋อ... หมายถึงเพลงที่ทำลายชีวิตแม่นาย จนทำให้ท่านตรอมใจตายนะเหรอ" ธัชชัยหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน "น่าขำสิ้นดีที่โปรดิวเซอร์อัจฉริยะอย่างนาย ยังมีความกล้าพอที่จะเหยียบเข้ามาในวงการเพลง ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนขโมยผลงานชิ้นนั้นไปจากพ่อ... จนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนั้น"
เพล้ง!
ความรู้สึกเหมือนมีกระจกใสแตกละเอียดอยู่ในอก พริมโรสหันขวับไปมองหน้าธันวาทันที หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม คำพูดแทงใจดำนั้นกระชากม่านหมอกแห่งความลับที่ธันวาพยายามปกปิดมาตลอดให้เปิดออก ดวงตาคู่คมของโปรดิวเซอร์หนุ่มสั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา
"ออกไปซะ" ธันวาเอ่ยคำพูดนั้นออกมาทีละคำ ชัดเจนและเฉียบคมราวกับใบมีด "ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนกับคนอย่างนาย"
ธัชชัยแค่นหัวเราะในลำคออีกครั้งอย่างไม่สะทกสะท้าน "ได้... แต่อย่าลืมความจริงข้อนี้ล่ะ ธันวา ว่านายไม่มีทางหนีเงาของตัวเองพ้นหรอก เพลงที่นายไม่กล้าแม้แต่จะเปิดฟัง... มันก็คือตราบาปที่จะติดตัวนายไปจนวันตาย"
สิ้นคำพูดนั้น ธัชชัยก็หมุนตัวเดินกลับออกไปจากห้องอย่างสง่างาม ทิ้งให้ความเงียบงันอันหนักอึ้งกดทับบรรยากาศภายในห้องอัดจนแทบหายใจไม่ออก
พริมโรสยืนนิ่งค้าง เธอมองแผ่นหลังกว้างของคนที่ยืนก้มหน้ามองพื้น ธันวาในตอนนี้ดูเปราะบางเสียจนเธอไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเข้าไปใกล้ ผู้ชายปากร้าย เจ้าเล่ห์ และชอบกวนประสาทเธอหายไปไหนเสียแล้ว เหลือเพียงแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังถูกอดีตอันโหดร้ายกัดกินหัวใจทีละน้อย
มือเรียวยื่นออกไปช้าๆ ปลายนิ้วแตะลงบนท่อนแขนแกร่งที่เกร็งเครียดภายใต้เนื้อผ้า ธันวาสสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะดึงแขนกลับไปราวกับถูกของร้อน เขากลืนก้อนสะอื้นลงคอแล้วหันมามองเธอด้วยรอยยิ้มฝื่อนๆ ที่น่าเวทนาที่สุด
"สมเพชฉันไหมล่ะ..." เสียงของเขาแหบแห้งจนแทบไม่มีเสียง "คนที่เก่งแต่ปาก ปัดป้องความจริง... คนที่แม้แต่เพลงของแม่ตัวเอง ก็ไม่มีความกล้าพอที่จะหยิบมันขึ้นมาทำต่อให้จบ"
"ธันวา..." พริมโรสเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดในชีวิต ความโกรธที่เคยมีต่อคำพูดของธัชชัยมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเจ็บแปลบที่แล่นริ้วขึ้นมาในอกเมื่อเห็นแววตาไหวระริกคู่นั้น
"เธอไม่เข้าใจหรอก พริม..." ธันวาส่ายหน้าช้าๆ รอยยิ้มหยันตัวเองปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ทุกครั้งที่ฉันได้ยินเสียงดนตรีท่อนนั้น มันเหมือนมีเสียงของพ่อคอยกระซิบซ้ำๆ ว่าฉันคือคนที่ฆ่าแม่... ฉันเกลียดมัน ฉันเกลียดเสียงเพลงพวกนั้น... และฉันก็เกลียดตัวเองที่อ่อนแอแบบนี้"
พูดจบ ธันวาก็เบือนหน้าหนี ทำท่าจะเดินเลี่ยงออกไปทางประตูหลังเพื่อหนีความจริง พริมโรสจะไม่ยอมปล่อยให้เขาจมดิ่งลงไปในความมืดมนนั้นอีกเด็ดขาด
"ถ้าเกลียดนักทำไมไม่เลิกทำเพลงซะล่ะคะ!"
เสียงหวานตวาดกร้าวขึ้นท่ามกลางความเงียบ ธันวาสะดุดฝีเท้า ชะงักร่างกายนิ่งค้างไปทันที
พริมโรสสาวเท้าเข้าไปประชิดตัวเขาอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของคนตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว มือเล็กทั้งสองข้างเอื้อมไปคว้าปกเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่น ดึงรั้งให้ร่างสูงต้องหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอตรงๆ
"ถ้าคิดว่าตัวเองแพ้แล้ว ก็ออกไปจากวงการนี้ซะสิคะ! ไปซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดแล้วร้องไห้ให้พอใจไปเลย!" พริมโรสพรั่งพรูคำพูดออกมาด้วยความอัดอั้น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความอินและสงสารจับใจ "แต่ถ้าคุณยังเลือกที่จะยืนอยู่ตรงนี้ ในฐานะโปรดิวเซอร์... คุณไม่มีสิทธิ์มาทำลายผลงานที่มีจิตวิญญาณของใครทั้งนั้น! รวมถึงเพลงของแม่คุณด้วย!"
ธันวาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความตกใจฉายชัดอยู่ในแววตา เขาไม่คิดว่าผู้หญิงตรงหน้าจะกล้าหาญถึงขนาดกล้ากระชากใจดำของเขาออกมาพูดตรงๆ แบบนี้
"พริม..."
"ฟังนะคะ ธันวา" พริมโรสสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่าน น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลขึ้น ทว่าหนักแน่นจนสั่นสะเทือนหัวใจคนฟัง "อดีตมันอาจจะเหี้ยม ฆ่าความฝันของคุณไปครึ่งหนึ่ง... แต่เสียงดนตรีในตัวคุณ มันยังไม่ตายค่ะ"
เธอยกมือข้างหนึ่งขึ้น วางทาบลงบนตำแหน่งหัวใจด้านซ้ายของเขา สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นที่รัวเร็วและหนักหน่วงภายใต้ฝ่ามือ
"ที่ผ่านมา คุณใช้ความปากแข็งและกำแพงพวกนี้ปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด... แต่วันนี้ ฉันอยู่ตรงนี้แล้วค่ะ" พริมโรสเงยหน้าสบตาเขาตรงๆ แววตาจริงจังไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย "ถ้าคุณไม่กล้าเปิดมันคนเดียว งั้นก็เปิดมันกับฉัน... ให้ฉันช่วยแบกรับเสียงเพลงพวกนั้นของคุณเอง"
ธันวานิ่งงัน ราวกับถูกมนต์สะกดคำพูดของหญิงสาวตรึงไว้กับที่ ความอบอุ่นจากฝ่ามือเล็กๆ ที่ทาบทับอยู่บนหน้าอกซ้าย ค่อยๆ ซึมซับเข้าไปละลายความเย็นชาที่เกาะกุมหัวใจเขามานานนับปี กำแพงหนาที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นโลกทั้งใบ กำลังพังทลายลงทีละน้อยด้วยแรงมือของผู้หญิงปากกล้าคนนี้
ดวงตาคมกวาดมองใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนความมุ่งมั่นและห่วงใย ก่อนที่มุมปากของโปรดิวเซอร์หนุ่มจะกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เย้ยหยัน แต่มันคือรอยยิ้มแรกที่จริงใจที่สุดในรอบหลายปี
"เธอนี่นะ..." ธันวาเอ่ยเสียงพร่า มือหนาเอื้อมขึ้นมาทาบทับมือเรียวที่วางอยู่บนอกของเขา บีบกระชับไว้แน่น "ปากเกร่งไม่เคยเปลี่ยนเลย... รู้ตัวไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่"
"รู้ค่ะ และไม่เคยเสียใจด้วย" พริมโรสตอบกลับทันควัน เชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้
ธันวาจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่ขยับเถียงเขาไม่หยุด ร่างสูงค่อยๆ ก้าวเท้าขยับเข้าไปใกล้ทีละนิด จนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้อากาศหายใจ ปลายจมูกโด่งคมเกือบจะสัมผัสกับแก้มเนียนของหญิงสาว
ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดอยู่ใกล้ชิดทำให้พริมโรสเผลอกลั้นหายใจ หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศ เธอกะพริบตาปริบๆ สมองขาวโพลนไปหมดเมื่อจู่ๆ ธันวาก็ก้มหน้าลงกระซิบชิดริมหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่า
"ถ้ากล้าพูดแบบนี้แล้ว... งั้นคืนนี้ อยู่ช่วยฉันเปิดกล่องเพลงนั้นหน่อยสิ พริมโรส"
ธันวาผละใบหน้ากลับมาสบตาเธอนิ่ง ดวงตาคู่คมพราวระยับด้วยประกายความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบาย และในจังหวะที่หัวใจของพริมโรสกำลังเต้นระรัวจนแทบกระเด็นหลุดออกมาจากอกนั้นเอง...
ก๊อกๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับบานประตูห้องอัดที่ถูกผลักเปิดออกโดยผู้จัดการส่วนตัวของธันวา พร้อมสีหน้าตื่นตระหนก "ธันวา! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... มีคนปล่อยคลิปเสียงเพลงเก่าที่คุณกำลังจะทำลงอินเทอร์เน็ตแล้ว!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความปากแข็งของโปรดิวเซอร์เรานะคะ!
เซฟโซนของผมคือคุณคนปากแข็ง•ตอนที่ 9
อดีตที่ตามหลอกหลอน
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของผมคือคุณคนปากแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!