“มึง... อยากตายใช่ไหมไอ้กรณ์!”
เสียงคำรามต่ำลอดไรฟันของธันวาไม่ได้ดังพอจะเรียกว่าเป็นการตะโกน แต่มันอัดแน่นไปด้วยแรงกดดันระดับสิบเรกเตอร์จนคนที่ยืนอยู่รัศมีสามเมตรต้องหุบยิ้มฉับ กรณ์—เพื่อนสนิทตัวดีที่เพิ่งทำหน้าที่เป็น ‘พ่อสื่อจำเป็น’ ด้วยการปล่อยไก่ตัวใหญ่เบ้อเริ่มด้วยการแซวเรื่องเดท (ที่ไม่ได้เดท) ระหว่างธันวากับพริมโรส ไหวไหล่เบาๆ แบบไม่สะทกสะท้าน แถมยังส่งยิ้มกวนประสาทกลับมาให้โปรดิวเซอร์หนุ่มผู้กำลังหน้าดำครึเครียด
“โถ่คุณเพื่อน ตัวเองหน้าดำหน้าแดงจนใบหูลามไปถึงต้นคอขนาดนั้นแล้ว ยังจะมีหน้ามาทำเป็นดุ ใส่เกียร์ถอยหลังไม่ทันแล้วมั้งพ่อคูณณณ” กรณ์ลากเสียงยาวพร้อมกับทำท่าขนลุกขนพองใส่ ก่อนจะรีบสาวเท้าถอยหลังกรูดแล้วชิ่งหนีออกไปจากห้องควบคุมเสียงอย่างรวดเร็วกว่าจรวดทางเรียบ ทิ้งให้บรรยากาศข้างในกลับมาเงียบกริบอีกครั้ง ทว่าความเงียบครั้งนี้กลับหนักอึ้งและเต็มไปด้วยอณูความประหม่าที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ
พริมโรสยืนกอดอกพิงแผงมิกเซอร์ตัวใหญ่ ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นใสปิ๊งมองตรงไปยังร่างสูงที่ยังคงยืนค้างท่าเดิม ธันวาเสมองไปทางอื่น ทว่าสันกรามคมชัดที่ขบเข้าหากันจนเป็นสันนูนยังคงฟ้องชัดว่าเจ้าตัวกำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ความเขินและอาการหัวเสียในเวลาเดียวกัน
ภาพลักษณ์ ‘โปรดิวเซอร์หนุ่มผู้เยือกเย็นและเนี๊ยบกริบในทุกกระเบียดนิ้ว’ ของธันวาพังทลายไม่เป็นท่าในสายตาของเธอ... ไม่สิ มันพังมาหลายรอบแล้วตั้งแต่เธอเข้ามาทำงานร่วมกับเขา แต่ครั้งนี้มันมีความรู้สึกบางอย่างที่แปลกออกไป
“ปากเก่งนักนะไอ้เพื่อนเวร...” ธันวาพึมพำกับตัวเองเบาๆ มือหนายกขึ้นเสยผมสีเข้มที่ปรกหน้าผากลวกๆ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับซาวด์เอนจิเนียร์สาวที่ยืนมองเขาอยู่ก่อนแล้ว
“ถ้าเคลียร์งานเสร็จแล้ว ก็กลับบ้านไปซะ” น้ำเสียงของเขายังคงห้วนกระด้างและติดจะรำคาญตามสไตล์คนปากแข็ง ทว่าคราวนี้พริมโรสกลับสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง... แววตาคู่คมที่เคยฉาบไว้ด้วยความเย็นชาและเกราะป้องกันหนาเตอะ มันไหววูบไปชั่วขณะ ยามที่เขาหลบสายตาเธอแล้วก้มลงจัดระเบียบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะอย่างเก้ๆ กังๆ
ผู้ชายคนนี้... เวลาเขินแล้วดูตลกเป็นบ้า แถมยังน่าเอ็นดูอย่างประหลาด
พริมโรสหลุดยิ้มบางๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเย้ยหยันหรือสมเพชเวทนา แต่เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เธอขยับตัวเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของเขาอีกนิด เสียงรองเท้าผ้าใบกระทบพื้นห้องอัดดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ จนคนที่กำลังแสร้งทำเป็นสนใจตัวเลขในหน้าจอคอมพิวเตอร์ต้องเหลือบมองด้วยความระแวง
“ยิ้มอะไร” ธันวาถามเสียงห้วน พยายามรักษาฟอร์มความเป็นเจ้านายจอมโหดเอาไว้ให้มั่น “ฉันสั่งให้กลับบ้าน ไม่ได้สั่งให้มา đứng ยิ้มเป็นคนบ้าแถวนี้”
“เปล่าสักหน่อยค่ะ แค่กำลังคิดว่า...” พริมโรสลากเสียงยาวอย่างจงใจ แกล้งทำเป็นกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง “โปรดิวเซอร์มือหนึ่งค่ายเพลงดัง เวลาเขินจนหน้าแดงนี่... น่ารักกว่าที่คิดนะคะเนี่ย”
“พริมโรส!” ธันวาหันขวับมาดุ เสียงดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัดจนไม่ต้องหาคำแก้ตัวใดๆ อีก “ใครเขิน พูดจาเพ้อเจ้ออะไรของเธอ สมองกระทบกระเทือนจากเสียงเบสในห้องอัดหรือไง ถึงได้เพ้อเจ้อไม่หยุด”
“ปากแข็งจริงนะคะคุณธันวา” เธอยิ้มกริ่ม ดวงตาคู่สวยพินิจพิเคราะห์ใบหน้าของคนตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว “เมื่อกี้หูแดงไปถึงติ่งหูแล้วนะคะ ยังจะมาปฏิเสธหน้าตายอีกเหรอคะเนี่ย หรือจะให้ฉันบันทึกเสียงหัวใจคุณตอนนี้ไว้เป็นหลักฐานดีล่ะคะว่ามันเต้นเร็วกว่าจังหวะร็อกแอนด์โรลไปกี่บิตแล้ว”
“เธอนี่มัน...” ธันวาอ้าปากจะเถียงต่อ แต่พอเจอสายตารู้ทันและรอยยิ้มพราวระยับของหญิงสาวเข้าไป คำพูดทั้งหมดก็กลืนหายลงคอไปทันที เขาทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างจำยอม ท่าทีพยศลดลงไปครึ่งต่อครึ่ง เหลือเพียงความอ่อนล้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดื้อรั้น
ธันวาทิ้งตัวลงนั่งกับเก้าอี้ทำงาน สองมือยกขึ้นกุมขมับเบาๆ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความตึงเครียดเป็นความเงียบสงบที่แปลกตา พริมโรสชะงักไปนิดเมื่อเห็นท่าทางนั้น ความรู้สึกสนุกสนานที่ได้หยอกล้อเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความกังวลลึกๆ ในใจ เธอยืนนิ่งอยู่กับที่ มองแผ่นหลังกว้างที่ดูโดดเดี่ยวของเขา
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ธันวาทำตัวเป็นกำแพงหนาเตอะ ผลักไสทุกคนให้ออกห่างด้วยวาจาเชือดเฉือนและท่าทีเย็นชา แต่นั่นไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขา... มันเป็นเพียงเกราะที่เขาใช้ปกป้องหัวใจที่เคยแตกสลายจากอดีตต่างหาก พริมโรสเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมเขาถึงกลัวการเปิดใจ ทำไมเขาถึงต้องทำตัวเป็นคนปากแข็งตลอดเวลา
“เหนื่อยเหรอคะ” น้ำเสียงที่เคยใช้ต่อปากต่อคำเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พริมโรสตัดสินใจก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของเขาอีกครั้ง คราวนี้เธอทรุดตัวลงนั่งยองๆ ลงข้างเก้าอี้ เพื่อให้ระดับสายตาอยู่เสมอและมองหน้าเขาได้ถนัดขึ้น
ธันวาชะงัก เงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ แววตาคู่คมที่มักจะฉายแววหาเรื่องเสมอในยามปกติ ตอนนี้กลับฉายความเหนื่อยล้าและเปราะบางอย่างที่เขาไม่เคยเปิดเผยให้ใครเห็นมาก่อน
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ” เขาตอบเสียงเบา แทบจะกระซิบ ความดุดันหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเรียบเฉยที่เจือความสั่นไหวเล็กๆ
“ไม่ใช่เรื่องของฉัน แต่ฉันเป็นคนนั่งทำงานเคียงข้างคุณมาตลอดนะคะ” พริมโรสเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตากลมโตมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขาโดยไม่หลบเลี่ยง “ฉันเห็นหมดแหละค่ะ ว่าเวลาที่คุณนั่งแก้โน้ตเพลงวนไปวนมาเป็นสิบรอบเพราะกลัวมันออกมาไม่ดี คุณไม่ได้ใส่ใจแค่ตัวงาน... แต่คุณใส่ใจความรู้สึกของคนฟังด้วย และที่สำคัญ...”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่เชื่อมโยงความรู้สึกระหว่างกัน
“คุณไม่ได้ใจร้ายอย่างที่ชอบทำเป็นปากแข็งใส่คนอื่นหรอกค่ะ”
ธันวานิ่งอึ้ง หัวใจในอกกระตุกวูบอย่างแรง คำพูดเรียบง่ายแต่จริงใจของหญิงสาวราวกับมือที่เอื้อมเข้ามากระชากหน้ากากเย็นชาที่เขาสวมไว้ออกทีละชั้น จนไม่เหลืออะไรให้ปิดบังอีกต่อไป ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านเข้ามาในอก ทว่ามันก็มาพร้อมกับความกลัวลึกๆ ที่แล่นริ้วขึ้นมาในความทรงจำ
เขาไม่อยากเปิดใจ... เพราะเขากลัวความเจ็บปวด
แต่พริมโรสกลับทำให้เขารู้สึกว่า... การมีใครสักคนมองทะลุผ่านกำแพงที่เขาสร้างไว้ มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
ธันวาเม้มริมฝีปากแน่น มือหนาที่วางอยู่บนตักขยับเข้าหากันช้าๆ เขาอยากจะเอ่ยปากไล่เธอออกไปให้พ้นหน้าเหมือนเช่นเคย เพื่อรักษาฟอร์มของโปรดิวเซอร์หนุ่มจอมหยิ่ง แต่ทว่า... พริมโรสกลับยื่นมือเรียวมาวางทับลงบนหลังมือของเขาอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นๆ จากปลายนิ้วของเธอส่งผ่านความมั่น and ความห่วงใยเข้ามาจนเขาสัมผัสได้
“เลิกแบกโลกไว้คนเดียวได้แล้วค่ะ... ธันวา”
ชื่อที่เธอเอ่ยออกมาโดยไม่มีคำนำหน้าใดๆ ทำให้หัวใจของโปรดิวเซอร์หนุ่มกระตุกสั่นอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เขากำลังจะอ้าปากเอ่ยอะไรบางอย่างเพื่อตอบรับความรู้สึกที่กำลังตีรวนอยู่ในอก
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบที่กำลังเปี่ยมไปด้วยความหมายทันที ก่อนที่บานประตูห้องควบคุมเสียงจะถูกผลักเปิดออกอย่างแรง โดยไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาต
“พี่ธันวาคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ! เพลงเดโมที่เพิ่งส่งให้ค่ายใหญ่ ถูกปล่อยหลุดลงอินเทอร์เน็ตแล้วค่ะ!”
ร่างบางของศิลปินสาวฝึกหัดประจำค่ายวิ่งหน้าตาตื่นพรวดพราดเข้ามาในห้อง พร้อมกับหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่สั่นระริกด้วยยอดการแชร์ที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางร่วมกันมาจนถึงตอนนี้ มาร่วมลุ้นและเอาใจช่วยพวกเขากันต่อในตอนหน้านะคะ
— ดาวตกคืนคริสต์มาส
เซฟโซนของผมคือคุณคนปากแข็ง•ตอนที่ 22
แววตาที่เปลี่ยนไป
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของผมคือคุณคนปากแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!