“คุณจะหนีไปแบบนี้ไม่ได้ตลอดชีวิตหรอกตะวัน”
เสียงห้าวทุ้มของนายหัวสิงห์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องครัว กระดาษแผ่นนั้นสั่นไหวอยู่ในมือของตะวันราวกับใบไม้ต้องลมพายุ เชฟหนุ่มที่เคยสุขุมและเปี่ยมด้วยความมั่นใจ บัดนี้มือไม้กลับสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้ กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำสต็อกปลาที่กำลังเคี่ยวบนเตาดูจะไร้ความหมายไปถนัดตา เมื่อความจริงเบื้องหลังหมายเรียกฉบับนี้กำลังกัดกินความสงบสุขที่เขาสร้างมาตลอดสองปี
ตะวันวางกระดาษลงบนโต๊ะไม้สัก แผ่นหลังของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกพิงขอบประตู ดวงตาคมกริบของสิงห์จับจ้องมาที่เขา มันไม่ใช่สายตาที่ต้องการจับผิด แต่เป็นสายตาของคนที่เป็นดั่งสมอเรือยามพายุคลั่ง
“ผมไม่ได้อยากหนีครับพี่สิงห์...” ตะวันเค้นเสียงออกมา ลมหายใจของเขาติดขัด “แต่ถ้าผมกลับไป ทุกอย่างที่พี่สร้างมา ที่ผมสร้างมา... มันอาจจะพังไม่เป็นท่า เพราะชื่อของผมมันแปดเปื้อนเกินกว่าจะลบออกไปได้ง่ายๆ”
สิงห์เดินเข้ามาใกล้ ก้าวเดินของเขาหนักแน่นและมั่นคง เขาหยิบผ้ากันเปื้อนที่วางพิงอยู่ข้างๆ มาพาดบ่า ก่อนจะหยิบหม้อสต็อกลงจากเตาเพื่อตัดจังหวะความกดดันนั้น “ที่นี่คือเกาะกลางทะเล มีพายุเข้ามีคลื่นซัดทุกวัน แต่มันก็ยังเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดเสมอถ้าเรารู้วิธีอยู่กับมัน นายกำลังกลัวอะไร... กลัวความจริง หรือกลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่านายไม่ใช่เชฟผู้สมบูรณ์แบบอย่างที่ใครๆ คิดกัน?”
คำพูดนั้นแทงใจดำจนตะวันต้องหลับตาแน่น ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นฉายชัดในหัวเหมือนหนังม้วนเก่าที่ขาดวิ่น กลิ่นคาวเลือด กลิ่นน้ำมันเครื่องที่รั่วไหล และเสียงหวีดร้องของความผิดพลาดในห้องครัวระดับมิชลินสตาร์ที่เมืองหลวง
“ตอนนั้นผมอายุแค่ยี่สิบห้า...” ตะวันเริ่มเล่า น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและแฝงไปด้วยความร้าวราน “ผมบ้าความสมบูรณ์แบบ ผมต้องการให้ทุกจานในร้านเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก ผมกดดันทุกคน กดดันตัวเอง จนลืมไปว่าในครัวไม่ได้มีแค่ผมคนเดียว ผมปล่อยให้ความผิดพลาดของลูกน้องกลายเป็นความผิดของผม และแทนที่จะแก้ไข ผมกลับเลือกที่จะเซ็นชื่อลงไปในรายงานฉบับนั้น... รายงานที่เป็นเท็จ เพื่อรักษาชื่อเสียงของตัวเอง”
สิงห์ยืนฟังเงียบๆ มือที่หยาบกร้านจากการจับเชือกเรือกุมเข้าหากันแน่น
“ผลที่ตามมาคือคนที่เชื่อใจผมมากที่สุดต้องออกจากงาน เขาไม่มีความผิดเลย แต่เพราะความเห็นแก่ตัวของผมในตอนนั้น... ผมทำลายชีวิตคนคนหนึ่งเพียงเพราะกลัวว่าเก้าอี้เชฟใหญ่จะสั่นคลอน และไอ้หมายเรียกนี่ มันคือการที่เขาตัดสินใจเปิดปากพูดความจริง หลังจากที่แบกรับความอยุติธรรมมานานหลายปี”
ตะวันทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ มือปิดหน้าแน่น ความเจ็บปวดที่ฝังรากลึกเหมือนแผลเป็นที่ไม่เคยจางหายกำลังปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง ไม่ใช่เพราะไม่อยากเล่า แต่เพราะความละอายใจมันหนักหนาเกินกว่าจะแบกรับได้
สิงห์ถอนหายใจยาวก่อนจะทรุดตัวนั่งลงตรงข้าม “ถ้าการยอมรับความผิดคือทางออกที่นายพยายามเลี่ยงมาตลอด วันนี้มันก็ถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้าครับตะวัน ทะเลตรงนี้ไม่เคยโกหก มันซัดทรายขึ้นมายังไง มันก็ซัดความจริงกลับคืนมาอย่างนั้น นายหนีจากกรุงเทพฯ มาที่นี่เพื่อตามหาความสงบ แต่นายลืมไปว่าความสงบที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่สถานที่ แต่มันอยู่ที่จิตใจที่เคลียร์ความรู้สึกผิดได้แล้วหรือยัง”
“แล้วถ้าพวกเขาไม่ให้อภัยล่ะครับพี่สิงห์?” ตะวันเงยหน้าขึ้น สายตาที่เต็มไปด้วยความเว้าวอน “ถ้าผมกลับไป แล้วทุกอย่างจบลงที่คุก หรือชื่อเสียงที่ผมพยายามสร้างมาใหม่ต้องพังทลายลงอีกครั้งล่ะ?”
“ก็แค่เริ่มต้นใหม่” สิงห์ตอบสั้นๆ ทว่าหนักแน่น “เหมือนตอนที่นายมาที่นี่ครั้งแรก ไม่มีอะไรในมือเลยนอกจากความรู้กับใจที่พังๆ นายยังทำอาหารอร่อยๆ ให้คนบนเกาะกินจนมีความสุขได้ แล้วทำไมจะเริ่มใหม่ที่อื่นไม่ได้?”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องครัวอีกครั้ง มีเพียงเสียงคลื่นกระทบหาดทรายด้านนอกที่ดังแว่วเข้ามา ราวกับจะคอยเตือนให้เขารู้ว่าเวลาแห่งการตัดสินใจกำลังคืบคลานเข้ามาทุกขณะ ตะวันหยิบกระดาษใบนั้นขึ้นมาอีกครั้ง หัวใจของเขาเต้นรัวเหมือนกลองรบ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้านไม้หลังน้อย ท่ามกลางความมืดมิดของยามค่ำคืน ร่างของชายแปลกหน้าในชุดสูทสีเข้มที่ดูขัดกับบรรยากาศชาวเลอย่างสิ้นเชิงก้าวเข้ามา เขาถือกระเป๋าเอกสารใบหนึ่งและยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา
“คุณตะวันครับ... ในที่สุดผมก็หาคุณจนเจอ” ชายคนนั้นกล่าวพลางวางนามบัตรใบหนึ่งลงบนโต๊ะ “ทางทนายความของเขาต้องการให้คุณเซ็นเอกสารยอมรับความผิดนี้เสียโดยดี ก่อนที่เรื่องทุกอย่างจะบานปลายไปถึงสื่อมวลชนมากกว่าที่เป็นอยู่... และเชื่อผมเถอะครับ ว่าคุณไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว นอกจากจะไปกับผมเดี๋ยวนี้”
ตะวันมองหน้าชายคนนั้นสลับกับใบหน้าของสิงห์ที่เริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ในวินาทีนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของสิงห์ที่วางอยู่ใกล้ๆ ก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันไม่ใช่เบอร์ที่คุ้นเคย แต่เป็นเบอร์ที่เขาเคยสั่งให้ลูกน้องที่ฝั่งเช็กให้แน่ชัดว่าใครเป็นคนตามรอยตะวันมา... และเมื่อสิงห์กดรับสาย สีหน้าของเขาก็ถอดสีลงทันที
“ตะวัน... พวกเขาไม่ได้มาแค่คนเดียว แต่มันมากันทั้งกองทัพสื่อและพวกที่จ้องจะเหยียบซ้ำนายให้จมดิน... นายต้องตัดสินใจแล้ว ว่าจะเลือกอยู่ใต้เงาคลื่นนี่ต่อไป หรือจะออกไปเผชิญหน้ากับพายุลูกใหญ่ที่กำลังรออยู่ข้างหน้า!”
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับท้องทะเลของผมนะครับ ขอบคุณจากใจครับ
ลมทะเลพัดรัก
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 13
รอยร้าวที่ฝังใจ
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!