“ถ้าคุณยังรดน้ำแรงขนาดนั้น ผักสลัดผมได้กลายเป็นน้ำพริกก่อนจะได้ลงจานแน่ครับ”
ตะวันวางตะกร้าไม้สานลงบนพื้นดินร่วนซุย ก่อนจะก้าวเข้าไปคว้าสายยางจากมือชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนตัวเกร็งอยู่ข้างแปลงผัก กลิ่นไอของดินชื้นและปุ๋ยหมักสูตรพิเศษที่เขาคิดค้นขึ้นเองผสมปนเปกับกลิ่นเค็มจางๆ ของลมทะเลที่พัดผ่านเข้ามาจากชายฝั่ง
นายหัวสิงห์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมเข้มดุจพญาเหยี่ยวหรี่ลงมองคนข้างกาย เขาไม่ได้ถอยหนี แต่กลับยืนจังก้าปล่อยให้ตะวันแทรกตัวเข้ามาใกล้เพื่อปรับหัวฉีดน้ำให้เป็นละอองฝอยละเอียด
“ผมไม่เคยทำอะไรละเมียดละไมแบบนี้” เสียงทุ้มต่ำของนายหัวสิงห์ตอบกลับมาอย่างราบเรียบ มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับเชือกเรือและกู้แหอวนดูเงอะงะผิดปกติในพื้นที่สีเขียวแห่งนี้ “ปกติในเรือ... อะไรที่มันช้า มันมักจะหมายถึงความสูญเสีย”
“แต่นี่คือบนฝั่งครับนายหัว” ตะวันแย้มยิ้ม มุมปากของเขาขยับขึ้นเล็กน้อยขณะมองดูละอองน้ำที่โปรยปรายลงบนยอดอ่อนของผักกาดหอมและคะน้าเบบี้ “บนนี้... ความช้าคือรสชาติ ความใจเย็นคือเครื่องปรุงที่ล้ำค่าที่สุดครับ”
เขาก้มลงมองแปลงผักที่เคยเป็นเพียงผืนดินรกร้างริมทะเล บัดนี้มันถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นขุมทรัพย์สีเขียวขจี ต้นอ่อนที่เขาเพาะด้วยความอดทนเริ่มชูยอดแข่งกับแสงแดดรำไรที่ลอดผ่านซุ้มไม้ระแนงเข้ามา ผักสลัดคอสสีเขียวสดใสดูมีชีวิตชีวาจนเขาอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปสัมผัสขอบใบที่สั่นไหวเบาๆ
ความสมบูรณ์แบบที่เขาเคยตามหาในครัวระดับมิชลินสตาร์ที่ปารีส กลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้าในรูปแบบของหยาดน้ำค้างบนใบผักสดกรอบ เขาไม่ได้รู้สึกถึงความกดดันเหมือนตอนต้องเร่งเสิร์ฟอาหารในห้องโถงหรูหรา แต่นี่คือความสุขที่เรียบง่ายจนใจสั่น
“คุณดูภูมิใจกับมันมากนะ” นายหัวสิงห์เอ่ยขึ้นเบาๆ สายตาที่เคยจ้องมองแต่ขอบฟ้าไกลหันกลับมาจับจ้องใบหน้าของคนข้างกาย ความนิ่งเงียบของชายหนุ่มสร้างบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความหมายบางอย่างที่มากกว่าคำพูด
“มันคือชีวิตครับนายหัว... ผมเคยคิดว่าการควบคุมทุกอย่างให้ได้ดั่งใจคือชัยชนะ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า การเฝ้ามองให้ธรรมชาติเติบโตไปตามวิถีของเขาต่างหาก คือชัยชนะที่แท้จริง” ตะวันหันไปสบตาอีกฝ่าย ดวงตาของเขาฉายแววเป็นประกาย “คุณดูนี่สิครับ อีกไม่กี่วันเราจะเก็บเกี่ยวสลัดจานแรกได้แล้ว... ผมมีสูตรน้ำสลัดสูตรพิเศษที่คิดไว้ว่าจะใช้ซีฟู้ดสดๆ จากเรือของคุณเป็นพระเอก คุณสนใจจะลองเป็นแขกคนแรกไหมครับ?”
นายหัวสิงห์นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ “ถ้ามันไม่อร่อย ผมจะสั่งให้คุณไปขัดดาดฟ้าเรือแทนค่าเสียเวลา”
“รับรองครับว่าคุณจะลืมรสชาติอาหารบนเรือไปชั่วขณะเลยล่ะ”
บทสนทนาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เดินตรงมายังแปลงผัก ทั้งสองหันไปมองพร้อมกัน นายท่าเรือคนสนิทของนายหัวสิงห์ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าวิตกเหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม เขาถือซองจดหมายสีน้ำตาลเข้มที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาดในมือ
“นายหัวครับ... มีคนจากฝั่งเอาของมาส่งครับ เขาบอกว่าเป็นคำสั่งจาก ‘ผู้มีอิทธิพลในกรุงเทพฯ’ ที่ตามหาคุณอยู่”
รอยยิ้มบนใบหน้าของตะวันจางหายไปทันที นายหัวสิงห์รับซองจดหมายนั้นมา สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปจากความอ่อนโยนเมื่อครู่กลายเป็นความเย็นชาที่น่าสะพรึงกลัว มือหนาฉีกซองออกช้าๆ ก่อนจะดึงรูปถ่ายและกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาดู
เขากัดกรามแน่นจนสันกรามปูดนูน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองตะวันด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา “ตะวัน... ดูเหมือนวิถีสโลว์ไลฟ์ของคุณ กำลังจะถูกคลื่นลมพายุชุดใหญ่พัดเข้ามาหาเสียแล้ว”
เขายื่นกระดาษใบนั้นให้ตะวันอ่าน ทันทีที่สายตาของเชฟหนุ่มกวาดผ่านข้อความสั้นๆ ในนั้น หัวใจของเขาก็หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม มันไม่ใช่จดหมายทวงหนี้หรือคำขู่ธรรมดา แต่มันคือหมายเรียกให้เขากลับไปเผชิญหน้ากับความผิดพลาดในอดีตที่เขาพยายามลบให้สิ้นซากจากความทรงจำ... ความลับที่เขาซ่อนไว้ใต้เงาคลื่นแห่งนี้กำลังถูกขุดขึ้นมา!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทนี้ แล้วเรามาลุ้นกันต่อในตอนหน้าครับ
ลมทะเลพัดรัก
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 12
สวนผักสีเขียว
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!