ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 21

กำลังใจจากนายหัว

ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
“คุณ... คุณยังไม่ตายจริงหรือ?” เสียงของตะวันสั่นพร่า มือที่กำผ้ากันเปื้อนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ใบหน้าของเขามีสีเลือดน้อยลงทุกที ท่ามกลางความเงียบงันของห้องครัวที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศ กลับกลายเป็นความเย็นยะเยือกที่แทรกซึมผ่านรอยแยกของผนังไม้ ชายเบื้องหน้าเขาสวมหมวกปีกกว้างที่ดึงต่ำลงมาปิดบังใบหน้าครึ่งบน ทว่ารอยแผลเป็นยาวที่พาดผ่านสันกรามนั้น... มันคือตราประทับที่เขาไม่มีวันลืม คนที่ควรจะจมหายไปกับเรือ ‘อัคนีพิโรธ’ เมื่อสิบปีก่อน บัดนี้กลับมายืนจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา “โลกนี้มันแคบกว่าที่คุณคิดนะเชฟตะวัน” เสียงนั้นแหบพร่าและกดต่ำ ก่อนที่ชายปริศนาจะขยับตัวถอยหลังไปในเงามืดของระเบียงบ้านพัก ไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้ นอกจากกลิ่นไอเกลือทะเลจางๆ ที่ติดจมูก ตะวันทรุดตัวลงกับเก้าอี้ไม้ หัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความทรงจำในวันที่ห้องครัวของตระกูลลุกไหม้ฉายชัดขึ้นมาในหัว ราวกับภาพยนตร์ที่ถูกกรอซ้ำ เขาจำได้แม่นถึงมื้ออาหารมื้อสุดท้ายที่ทำเพื่อบุคคลอันเป็นที่รัก แต่มื้อนั้นกลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่พรากทุกอย่างไปจากเขา “เฮ้ย ตะวัน! นั่งเหม่ออะไรตรงนี้วะ” เสียงทุ้มห้าวที่คุ้นเคยพร้อมกับฝ่ามือหนักๆ ที่ตบลงบนไหล่ทำให้ตะวันสะดุ้งสุดตัว เขาเงยหน้าขึ้นมอง ‘นายหัวสิงห์’ ที่ยืนกอดอกจ้องเขาด้วยสายตาคมกริบ นายหัวสิงห์ในชุดเสื้อกล้ามสีเข้มเผยให้เห็นแผงอกกำยำและรอยสักรูปสมอเรือที่ไหล่ขวา แววตาที่เคยแข็งกร้าวต่อโลกภายนอกยามนี้มีความห่วงใยเจือปนอยู่อย่างปิดไม่มิด “นายหัว...” ตะวันพึมพำ พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “เป็นอะไรไป สีหน้าอย่างกับเห็นผี หรือว่าไอ้คนเมื่อกี้มันทำอะไรแก” นายหัวสิงห์สาวเท้าเข้ามาใกล้ ลากเก้าอี้ไม้มานั่งฝั่งตรงข้ามโดยไม่รอช้า “ฉันบอกแล้วไงว่าถ้ามีใครมารังแกแกที่นี่ บอกฉัน เดี๋ยวจัดการให้ถึงเกาะฝั่งนู้นเลย” ตะวันส่ายหน้าเบาๆ ลมหายใจที่หอบถี่ค่อยๆ สงบลง “ไม่มีอะไรครับ แค่... แค่ตกใจนิดหน่อย ผมไม่คิดว่าจะเจอใครแวะมาหาดนี้ในเวลาแบบนี้” “ช่างเถอะ ในเมื่อแกยังไม่พร้อมจะเล่า ฉันก็จะไม่เซ้าซี้” สิงห์ขยับตัวเล็กน้อย สายตามองไปยังหน้าต่างที่เปิดกว้างเห็นผืนน้ำทะเลที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มทอง “ไปกับฉันหน่อยไหม” “ไปไหนครับ?” “ไปดูพระอาทิตย์ตกที่หลังเกาะ” สิงห์ลุกขึ้นยืนพลางส่งมือหนาที่หยาบกร้านจากการจับเชือกเรือมาให้ “ทะเลวันนี้สวยกว่าทุกวัน กลิ่นลมกำลังเปลี่ยน ท้องฟ้ากำลังจะร้องเพลง... ฉันไม่อยากให้แกนั่งจมอยู่กับความเศร้าในบ้านไม้เก่าๆ นี่คนเดียว” ตะวันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อมองเห็นแววตาจริงใจและมั่นคงของชายตรงหน้า เขาก็ตัดสินใจวางความกังวลทั้งหมดลงชั่วคราว แล้วยื่นมือออกไปกุมมือนายหัวสิงห์ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของอีกฝ่ายส่งผ่านความรู้สึกปลอดภัยมาให้เขาอย่างประหลาด การเดินทางไปยังหลังเกาะไม่ได้ไกลอย่างที่คิด แต่เส้นทางนั้นเต็มไปด้วยโขดหินและต้นไม้ที่ขึ้นหนาทึบ สิงห์เดินนำทางด้วยความชำนาญ มือข้างหนึ่งคอยถางทาง อีกข้างหนึ่งจูงมือตะวันไว้ไม่ห่าง ราวกับกลัวว่าหากเผลอปล่อยไป ตะวันอาจจะหลุดลอยหายไปกับสายลม เมื่อถึงจุดชมวิวสูงสุดบนยอดเขาที่เป็นหน้าผาตัดตรงลงสู่ทะเล ทั้งคู่หยุดยืนมองพระอาทิตย์ดวงกลมโตที่กำลังจมหายลงไปในเส้นขอบฟ้า ผืนน้ำเบื้องล่างสะท้อนแสงสีส้มสลับม่วงราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่งดงามที่สุด “ที่นี่เป็นที่โปรดของฉัน” สิงห์เอ่ยทำลายความเงียบ “เวลาที่ชีวิตมันหนักหนาจนเกินรับไหว ฉันมักจะมานั่งมองดูแสงสุดท้ายของวัน แล้วบอกตัวเองว่า แม้แสงวันนี้จะลาลับไป แต่มันจะกลับมาใหม่ในวันพรุ่งนี้เสมอ เหมือนกับกระแสน้ำที่มีขึ้นมีลง... แกเองก็เหมือนกัน ตะวัน” ตะวันหันไปมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่ม เขาเห็นความมุ่งมั่นและความโดดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแข็งกร้าว “นายหัวก็มีเรื่องหนักใจเหมือนกันใช่ไหมครับ” สิงห์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ “คนเรามีตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจนั่นแหละ แต่การที่มีใครสักคนมาร่วมมองดูพระอาทิตย์ตกด้วยกัน มันก็ทำให้ความหนักใจนั้นเบาลงไปได้ครึ่งหนึ่ง” เขาหันมาสบตาตะวัน สายตานั้นอ่อนโยนจนตะวันรู้สึกร้อนผ่าวไปถึงใบหน้า “จากนี้ไป ไม่ว่าใครหน้าไหนจะโผล่มา หรืออดีตจะตามมาหลอกหลอนแกยังไง จำไว้ว่ายังมีเรือของฉันจอดรอแกอยู่ที่ท่าเสมอ” คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่กลับมีพลังมากกว่าคำสัญญาใดๆ ตะวันรู้สึกเหมือนกำแพงในใจที่เขาสร้างไว้พังทลายลง ความอุ่นวาบแล่นไปทั่วหัวใจ นี่ไม่ใช่เพียงแค่กำลังใจ แต่มันคือการประกาศอาณาเขตของความรู้สึกที่เขายังไม่กล้านิยาม ขณะที่ตะวันกำลังจะเอ่ยปากขอบคุณ ลมทะเลก็พัดโชยมาแรงขึ้น พัดเอากลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าผสมกับกลิ่นคาวทะเลมาปะทะจมูก สิงห์ชะงักไป สายตาเขามองไปทางพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหลังอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแววตาระวังภัยที่ตะวันไม่เคยเห็นมาก่อน “ตะวัน... อย่าขยับ” สิงห์กระซิบด้วยน้ำเสียงต่ำจนแทบจะกลายเป็นเสียงขู่ ตะวันใจหายวาบเมื่อเห็นสิงห์หยิบมีดพกที่เหน็บอยู่ที่เอวออกมาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นจากเงามืดด้านหลัง และจากพุ่มไม้นั้นเอง ร่างเงาของชายปริศนาคนเดิมที่ตะวันเพิ่งเจอที่บ้านก็ก้าวออกมา พร้อมกับมือที่ถือซองจดหมายสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่า ชายคนนั้นไม่ได้ดูเหมือนจะเข้ามาทำร้าย แต่เขากลับจ้องมองมาที่ตะวันด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า “นายยังไม่ลืมกลิ่นหอมของเนยถั่วในซุปมื้อนั้นใช่ไหม ตะวัน” ชายปริศนาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นทำให้ตะวันแทบหยุดหายใจ “ความลับที่ตระกูลเราทิ้งไว้ในเรืออัคนีพิโรธ... มันไม่ได้มีแค่สูตรอาหาร แต่มันคือ ‘คำสาป’ ที่กำลังจะกลับมาหาเราทุกคน” สิงห์ก้าวขึ้นมาบังหน้าตะวันไว้ทันที มือของเขาบีบไหล่ตะวันแน่น แต่แล้วดวงตาของนายหัวหนุ่มกลับเบิกกว้างเมื่อชายปริศนาเปิดหมวกออกจนเผยให้เห็นรอยปานสีแดงที่คอ... รอยปานที่เป็นเครื่องหมายเฉพาะของคนในตระกูลที่สิงห์เคยตามหามาตลอดสิบปี! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทนี้นะครับ ลมทะเลพัดรักจะรอพบกับทุกท่านในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%