"ถ้าคุณยังจับตะหลิวด้วยท่าทางเกร็งแบบนั้น ปูผัดผงกะหรี่จานนี้คงกลายเป็นของเสียแทนที่จะเป็นมื้อค่ำนะครับ"
เสียงทุ้มต่ำของตะวันดังขึ้นท่ามกลางเสียงฉ่าของน้ำมันในกระทะเหล็กใบใหญ่ เขายืนซ้อนหลังนายหัวสิงห์อยู่เพียงคืบ กลิ่นหอมฟุ้งของเครื่องเทศไทยแท้คลุกเคล้าไปกับกลิ่นไอเค็มจางๆ ที่ลอยมาจากท้องทะเลเบื้องหน้า นายหัวสิงห์ชะงักมือที่กำลังตวัดตะหลิว ความร้อนจากเตาถ่านไม่ได้ทำให้ใบหน้าคมเข้มของเขาซับสีเลือดเท่ากับระยะห่างที่ใกล้เกินพอดีในขณะนี้
"ผมแค่ถนัดใช้แรงกระชากอวน ไม่ได้ถนัดมาประคบประหงมเนื้อปูม้าให้มันเละคากระทะแบบคุณหรอก ตะวัน" นายหัวสิงห์ตอบโต้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแววตาที่จ้องมองเนื้อปูสีขาวนวลนั้นกลับไหวระริก เขาขยับตัวถอยหลังเล็กน้อยจนแผ่นหลังปะทะเข้ากับอกของอดีตเชฟหนุ่มโดยไม่ได้ตั้งใจ ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมระเบียงไม้ริมเล มีเพียงเสียงคลื่นกระทบโขดหินเบาๆ เป็นจังหวะดนตรีประกอบ
ตะวันไม่ได้ถอยออก เขาเพียงแต่เอื้อมมือไปกุมมือนายหัวสิงห์ที่ถือตะหลิวไว้เบาๆ บังคับจังหวะให้ขยับพลิกปูอย่างแผ่วเบา "ใจเย็นๆ ครับ ความรักกับการทำอาหารน่ะ ถ้าเร่งรีบจนเกินไป สุดท้ายเราก็จะเหลือเพียงเศษซากที่กินไม่ได้... คุณเข้าใจที่ผมสื่อใช่ไหมครับ?"
นายหัวสิงห์นิ่งค้างไปครู่ใหญ่ คำพูดสองแง่สองง่ามของตะวันมักจะทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ในหัวใจที่ตายด้านของเขาเสมอ เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับคนตัวเล็กกว่า แววตาคมกริบราวกับพญาอินทรีมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่สะท้อนเงาของแสงดาวบนฟ้า
"คุณกำลังจะบอกว่า... ผมกำลังเร่งรีบกับอะไรบางอย่างที่ยังไม่พร้อมจะสุกงอมหรือไง?" นายหัวสิงห์ถามพลางหรี่ตามอง
ตะวันคลี่ยิ้มบาง เป็นรอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศที่ควรจะอึดอัดกลับดูอบอุ่นอย่างประหลาด เขาวางจานปูผัดผงกะหรี่ลงบนโต๊ะไม้ที่จัดเตรียมไว้ใต้แสงดาว ก่อนจะหยิบขวดไวน์ขาวที่แช่เย็นจนหยดน้ำเกาะพราวขึ้นมา
"ผมแค่กำลังจะบอกว่า มื้อค่ำวันนี้... ผมตั้งใจทำเพื่อคุณโดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่ในฐานะเพื่อนบ้าน แต่ในฐานะคนคนหนึ่งที่อยากเห็นคุณวางภาระหนักๆ ของท้องทะเลลงบ้างสักชั่วโมงสองชั่วโมง"
พวกเขาขยับมานั่งที่โต๊ะตัวยาว เสียงแก้วไวน์กระทบกันแผ่วเบา รสสัมผัสของอาหารทะเลสดใหม่ที่จับมาได้จากเรือของนายหัวสิงห์เมื่อช่วงบ่าย ปรุงแต่งด้วยฝีมือของเชฟผู้ที่ทิ้งโลกหรูหรามาหาความเรียบง่าย มันอร่อยจนแทบจะกลืนกินทุกคำพูดที่ค้างคาใจ
"ตะวัน..." นายหัวสิงห์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบหลังจากดื่มไวน์ไปได้ครึ่งแก้ว "ทำไมต้องเป็นที่นี่? ทำไมต้องเป็นผม? ชีวิตในเมืองของคุณมันน่าจะรุ่งโรจน์กว่าการมานั่งปอกเปลือกกุ้งกับชายแก่อย่างผมในบ้านไม้เก่าๆ แบบนี้"
ตะวันวางส้อมในมือลง สายตาเหม่อมองออกไปยังเส้นขอบฟ้าที่มืดสนิท "เพราะที่เมืองใหญ่... ทุกอย่างมีค่าตอบแทนเสมอครับ ความสุขมีราคา ความสัมพันธ์มีเงื่อนไข แต่ที่นี่... ความใส่ใจที่ผมได้รับจากคุณ มันเป็นเรื่องของ 'ลมหายใจ' ที่ไม่ได้ถูกตีราคา มันบริสุทธิ์จนผมอยากจะรักษาไว้ให้นานที่สุด"
นายหัวสิงห์วางแก้วไวน์ลง เขาสัมผัสได้ถึงความจริงใจที่รุนแรงกว่าพายุในทะเลไหนๆ ที่เขาเคยเจอมา มือหยาบกร้านเอื้อมไปกุมมือที่วางอยู่บนโต๊ะของตะวัน ผิวสัมผัสที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงส่งความรู้สึกบางอย่างแล่นพล่านไปทั่วร่าง
"ถ้าคุณคิดแบบนั้น... คุณคงต้องเตรียมใจไว้นะ เพราะผมไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมให้ใครก้าวเข้ามาแล้วเดินจากไปง่ายๆ โดยเฉพาะกับคนที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตอันเงียบเหงาของผมให้มีสีสันขึ้นมาแบบนี้"
ตะวันบีบมือตอบ เบาและหนักแน่น "ผมไม่เคยคิดจะไปไหนอยู่แล้วครับนายหัว"
บรรยากาศกำลังโรแมนติกจนแทบจะหยุดหายใจ เสียงแมลงกลางคืนสอดประสานกับเสียงคลื่น ทว่าทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนที่เร่งรีบวิ่งขึ้นบันไดไม้หน้าบ้านก็ดังแทรกเข้ามาอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง ประตูกระจกที่ปิดไว้ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนบานพับกระแทกผนังดังปัง
ตะวันและนายหัวสิงห์ผุดลุกขึ้นพร้อมกันด้วยสัญชาตญาณของการป้องกันตัว แต่สิ่งที่เห็นหน้าประตูกลับทำให้หัวใจของทั้งสองคนแทบหยุดเต้น
ชายวัยกลางคนในชุดเสื้อกั๊กกันฝนที่เปียกชุ่มไปด้วยละอองฝนและเหงื่อหอบหายใจรัว เขามองหน้านายหัวสิงห์ด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด ก่อนจะตะโกนออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือ "นายหัวครับ! เรือนั่น... เรือลำที่ออกไปตรวจการณ์เมื่อหัวค่ำ สัญญาณหายไปกลางทะเลแล้วครับ! และที่สำคัญ... ดูเหมือนจะมีเรือปริศนาอีกลำขวางเส้นทางอยู่ พวกมันไม่ใช่ประมงทั่วไปนะครับ!"
นายหัวสิงห์หน้าเปลี่ยนสีทันที เขากระชากเสื้อแจ็กเก็ตตัวหนาที่แขวนไว้ข้างประตูมาสวมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันมามองตะวันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
"ตะวัน... อยู่ที่นี่ ล็อกประตูให้แน่น อย่าเปิดให้ใครจนกว่าผมจะกลับมา" เขาพูดทิ้งท้ายไว้เพียงแค่นั้น ก่อนจะก้าวผ่านความมืดออกไปทิ้งให้ตะวันยืนนิ่งค้างอยู่ในความเงียบงัน แต่สิ่งที่ทำให้เลือดในกายของตะวันเย็นเฉียบลงไปถึงกระดูก คือแสงไฟจากเรือลำใหญ่ที่สว่างวาบขึ้นกลางทะเล ไกลออกไป... มันเป็นแสงไฟที่ไม่ควรจะมีอยู่ตรงจุดนั้นในคืนที่เงียบสงัดเช่นนี้
ลมทะเลพัดรักหวังว่าทุกท่านจะติดตามเอาใจช่วยตะวันและนายหัวสิงห์ในตอนต่อไปนะครับครับ
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 22
มื้อค่ำใต้แสงดาว
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!