"ถ้าคิดจะรอด ก็อย่าโผล่หัวออกไปดูไอ้เรือลำนั้นเด็ดขาด ตะวัน!"
เสียงคำรามต่ำในลำคอของนายหัวสิงห์ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของตะวัน แม้ชายร่างสูงใหญ่จะลับหายไปในความมืดนานเกือบชั่วโมงแล้วก็ตาม ตะวันกำด้ามมีดทำครัวในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาไม่ได้เป็นคนขี้ขลาด แต่บรรยากาศที่กดดันจนแทบหยุดหายใจในคืนนี้ มันไม่ใช่เรื่องปกติของวิถีชาวเกาะที่เขารู้จัก
แสงไฟจากเรือลำใหญ่กลางทะเลดวงนั้นดับวูบลงไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความดำมืดสนิทที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
ตะวันวางมีดลงบนเขียงไม้ที่เขาบรรจงดูแลรักษาอย่างดี กลิ่นหอมจางๆ ของโหระพาที่เขาปลูกเองในกระถางริมหน้าต่างช่วยปลอบประโลมประสาทสัมผัสที่ตึงเปรี๊ยะให้ผ่อนคลายลงชั่วขณะ เขาเดินไปที่บานหน้าต่างไม้เก่าๆ แล้วแง้มออกเพียงน้อยนิด กลิ่นไอเค็มของทะเลปะทะเข้ากับใบหน้า แต่วันนี้มันไม่ได้ให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างที่เคย มันกลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายของอันตรายที่เขามองไม่เห็น
"นายหัว... คุณไปทำอะไรกันแน่" ตะวันพึมพำกับตัวเอง
เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีครามเปลี่ยนเป็นสีแสดจัดจ้าน ตัดกับผืนน้ำที่เรียบสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคืน ความสงสัยในใจของตะวันถูกกลบด้วยภาพความสำเร็จที่อยู่เบื้องหน้า เมื่อเขาเดินก้าวออกไปยังแปลงผักหลังบ้าน
สีเขียวขจีของคะน้าฮ่องกง ผักสลัดคอสที่ใบอวบหนา และพริกขี้หนูสวนที่กำลังให้ผลสีแดงจัดตัดกับสีเขียวเข้ม มันคือรูปธรรมของความเหนื่อยยากตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ตะวันทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นดินที่เขาพรวนเองกับมือ ลูบไล้แผ่นใบที่สมบูรณ์แบบด้วยความรัก ราวกับเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอกที่เขาบรรจงสร้างขึ้น
"สำเร็จแล้ว..." เขายิ้มออกมาได้เต็มปากเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
ทว่า ความรู้สึกภาคภูมิใจนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนดังขึ้นที่หน้าบ้าน ตะวันลุกขึ้นยืนทันที สัญชาตญาณเชฟที่ต้องรับมือกับความวุ่นวายในครัวระดับห้าดาวสั่งให้เขาสงบจิตใจไว้ เตรียมเผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
ชายฉกรรจ์ในชุดเสื้อกั๊กสีเข้ม หน้าตาถมึงทึงสามคนยืนตระหง่านอยู่ที่รั้วไม้ พวกเขาไม่ใช่ชาวประมงในหมู่บ้านนี้อย่างแน่นอน หนึ่งในนั้นกวาดสายตามองไปรอบๆ ไร่ผักอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะแค่นยิ้มออกมา
"ที่นี่เองสินะ... ที่เขาลือกันว่าผักรสชาติดีจนภัตตาคารในเมืองต้องแย่งกันซื้อ" ชายคนกลางกล่าว น้ำเสียงของมันเย็นเยียบและเต็มไปด้วยความโอหัง "พวกเราไม่ได้มาเพื่อซื้อผักหรอกนะ แต่มาดูว่าไอ้คนที่บังอาจขวางทาง 'นายหัวคนใหม่' มีหน้าตาเป็นยังไง"
ตะวันนิ่งสงบ เขาเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนอย่างใจเย็น ก่อนจะเดินไปหยุดที่รั้วไม้ กั้นขวางระหว่างเขากับคนแปลกหน้าเหล่านั้น "ไร่ของผมเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ถ้าไม่มีธุระอะไร รบกวนช่วยออกจากที่ดินของผมด้วยครับ"
"หึ! ปากดีเหมือนกันนี่" ชายคนนั้นก้าวเข้ามาใกล้จนเกือบประชิดรั้ว "บอกให้นายหัวสิงห์ของแกเตรียมตัวไว้ให้ดี คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่แกจะได้เห็นความสงบสุขแบบนี้"
ยังไม่ทันที่ตะวันจะตอบโต้ หนึ่งในชายกลุ่มนั้นก็คว้าคอเสื้อของเขาผ่านรั้วไม้ แรงกระชากทำให้ตะวันเซไปข้างหน้า แต่เขาก็ใช้ความเร็วเท่าที่พอมี คว้าด้ามจอบที่วางพิงอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมากันท่าไว้ด้วยความเด็ดขาด
"ผมบอกให้คุณ 'ออกไป'!" เสียงของตะวันเข้มขึ้น แววตาของเขาไม่ได้มีความกลัวแม้แต่น้อย
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด เสียงเครื่องยนต์เรือที่ดังกระหึ่มเข้ามาใกล้ฝั่งก็ทำลายความเงียบลง นายหัวสิงห์ในชุดเปื้อนคราบน้ำมันและเหงื่อก้าวลงจากเรือด้วยท่าทีคุกคาม เขามองเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้าแล้ว ดวงตาที่เคยเฉยชาของเขากลับวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ
นายหัวสิงห์สาวเท้าตรงเข้ามาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขากระชากคอเสื้อชายที่จับตัวตะวันออกอย่างแรงจนอีกฝ่ายกระเด็นไปกองกับพื้น ก่อนจะกดเสียงต่ำที่ฟังดูน่าขนลุก
"ใครอนุญาตให้พวกแกเหยียบเข้ามาในไร่นี้"
ชายกลุ่มนั้นลุกขึ้นยืนเตรียมจะทำอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นปืนที่เหน็บอยู่ข้างเอวของนายหัวสิงห์ พวกมันก็ชะงักและถอยกรูดออกไปทันที "ฝากไว้ก่อนเถอะสิงห์! วันที่แกไม่มีค่าหัวคุ้มกะลาหัวเมื่อไหร่... เราได้เจอกันแน่"
เมื่อกลุ่มคนพวกนั้นจากไป ความเงียบก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง นายหัวสิงห์หันมามองตะวันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก เขาสำรวจร่างกายของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถอนหายใจออกมา
"ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าออกมา"
"แต่มันเป็นไร่ของผม ผมต้องปกป้องมัน" ตะวันตอบกลับเสียงสั่นเล็กน้อย ก่อนจะมองไปยังเรือลำใหญ่ที่จอดสนิทอยู่ที่ท่า "เกิดอะไรขึ้นกันแน่ นายหัว... พวกนั้นคือใคร และทำไมพวกเขาถึงพูดถึงคุณแบบนั้น"
นายหัวสิงห์มองลึกลงไปในดวงตาของตะวัน เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจดึงบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อ มันคือซองจดหมายเก่าๆ ที่มีรอยยับยู่ยี่ และเมื่อตะวันเปิดออกดู... เขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ภายในซองมีรูปถ่ายใบหนึ่งที่เห็นภาพของนายหัวสิงห์ยืนอยู่กับชายคนหนึ่งที่มีใบหน้าคล้ายกับเขาอย่างเหลือเชื่อ แต่สิ่งที่ทำให้ตะวันช็อกที่สุด คือข้อความที่เขียนด้วยลายมือหยาบๆ ด้านหลังรูปที่ว่า... *'หนี้ที่ยังไม่ได้ชำระ กำลังจะถูกทวงคืนในฐานะผู้สืบทอด'*
"ตะวัน... เหตุผลที่ผมหนีมาอยู่ที่เกาะแห่งนี้ ไม่ใช่เพราะผมอยากใช้ชีวิตเงียบๆ เพียงอย่างเดียว" นายหัวสิงห์เว้นวรรค ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังทะเลกว้าง "แต่เพราะผมเป็นคนเดียวที่รู้ว่า 'ขุมทรัพย์' ที่พวกนั้นตามหา ไม่ใช่ผัก หรือเรือ... แต่คือของที่ผมซ่อนไว้ใต้ผืนดินที่นายกำลังยืนอยู่นี้ต่างหาก"
เขาก้มลงมองพื้นดินที่ตะวันบรรจงปลูกผักอย่างทะนุถนอม ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ตะวันรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
"และตอนนี้... พวกมันก็รู้แล้วว่านายคือ 'กุญแจ' ดอกเดียวที่ผมใช้ปิดผนึกมันไว้"
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดนี้ไปกับผมนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ / ลมทะเลพัดรัก
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 23
ก้าวแรกของความสำเร็จ
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!