ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 20

ความสงบที่เริ่มสั่นคลอน

ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
“ถ้าคุณมาที่นี่เพื่อจะรื้อฟื้นเรื่อง ‘ส่วนผสมลับ’ ที่ว่านั่น ผมเกรงว่าคุณจะมาเสียเที่ยวครับ เพราะในครัวของผมตอนนี้... มีเพียงวัตถุดิบที่ซื่อสัตย์ต่อธรรมชาติเท่านั้น” ตะวันวางมีดเชฟในมือลงบนเขียงไม้กระท้อนเสียงดัง ‘กึก’ แม้ใบหน้าจะยังคงความนิ่งสงบตามนิสัยของอดีตเชฟผู้ผ่านงานครัวระดับมิชลินมาโชกโชน แต่แววตาของเขาที่สะท้อนผ่านเงาสแตนเลสขัดเงาบนโต๊ะเตรียมอาหารนั้นกลับวูบไหวราวกับผิวน้ำที่ถูกพายุตั้งเค้า ชายแปลกหน้าที่ยืนพิงขอบประตูร้าน ‘ลมหายใจใต้เงาคลื่น’ ไม่ได้สะทกสะท้าน เขายังคงยิ้มมุมปาก เผยให้เห็นรอยยับย่นที่หางตาซึ่งบ่งบอกถึงประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชนไม่แพ้กัน เสื้อเชิ้ตลินินสีครีมของเขายับย่นเล็กน้อยคล้ายเพิ่งลงมาจากเรือลำไหนสักลำที่จอดเทียบท่าอยู่ไม่ไกล “ซื่อสัตย์ต่อธรรมชาติหรือครับ?” ชายผู้นั้นแค่นหัวเราะในลำคอ “น่าขำนะตะวัน ในเมื่อมรดกที่ทิ้งไว้ให้คุณน่ะ มันไม่ได้มีความเป็นธรรมชาติเลยสักนิด มีแต่กลิ่นคาวของผลประโยชน์ที่คุณกำลังหนีมันอยู่ยังไงล่ะ” ตะวันกำด้ามมีดแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน ความสงบที่เขาเพียรสร้างมาตลอดหลายเดือนในเกาะแห่งนี้กำลังถูกสั่นคลอนด้วยชื่อของ ‘ตระกูล’ ที่เขาพยายามลบออกจากความทรงจำ เขาปรายตามองไปยังประตูร้าน เห็น ‘นายหัวสิงห์’ ยืนนิ่งอยู่ตรงมุมมืดของระเบียงไม้ มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับเชือกเรือกุมอยู่ที่เอว สายตาคมกริบของนายหัวสิงห์ไม่ได้มองที่ตะวัน แต่จดจ้องไปยังผู้มาเยือนราวกับเสือที่กำลังรอจังหวะตะปบเหยื่อ “กลับไปเถอะครับ” ตะวันพูดเสียงเรียบ แต่กระแสเสียงกลับสั่นพร่าเล็กน้อย “ผมเลือกแล้วว่าจะอยู่ที่นี่ และการจัดการมรดกของพ่อ... ผมมีทนายดูแลอยู่แล้ว” “ทนายจัดการเรื่องกฎหมายได้ แต่มันจัดการเรื่อง ‘หนี้’ ที่คุณก่อไว้ในอดีตไม่ได้หรอกนะ” ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นไอทะเลผสมกับกลิ่นยาสูบจางๆ ทำให้ตะวันรู้สึกเวียนหัว “พรุ่งนี้เช้า... ถ้าคุณไม่อยากให้ชื่อเสียงที่สั่งสมมาของเชฟตะวันต้องมัวหมองเพราะเรื่องอื้อฉาวที่ผมถืออยู่ในมือนี้ จงไปหาผมที่เรือ ‘สินสมุทร’ ก่อนที่คลื่นลมจะแรงไปกว่านี้” เขาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะหันหลังเดินหายไปในความมืดของค่ำคืน เสียงฝีเท้าหนักแน่นบนพื้นไม้กระดานค่อยๆ ห่างออกไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจ ตะวันทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ ตัวเขารู้สึกเย็นเยียบแม้ว่าอากาศในคืนนี้จะอบอ้าวเพียงใดก็ตาม “มันเป็นใคร” เสียงทุ้มต่ำและกังวานของนายหัวสิงห์ดังขึ้นจากด้านหลัง เขาเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นกายของชายชาวเลที่คุ้นเคยช่วยให้ตะวันใจเย็นลงบ้าง แต่นายหัวสิงห์ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขาวางมือหนาลงบนไหล่ของตะวัน บีบเบาๆ เพื่อส่งผ่านความมั่นคงที่ตะวันกำลังโหยหา “เขาคือเงาในอดีตที่ผมอยากลืมครับนายหัว...” ตะวันแหงนหน้ามองชายผู้เป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวในยามนี้ “ผมคิดว่าผมหนีพ้นแล้ว แต่ดูเหมือนว่ายิ่งผมพยายามจะฝังกลบมันมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งโตขึ้นเหมือนวัชพืชที่หยั่งรากลึก” “บนเกาะนี้ไม่มีวัชพืชไหนที่คนอย่างสิงห์ถอนไม่ได้” นายหัวสิงห์พูดสั้นๆ แต่แฝงไปด้วยอำนาจ เขาปล่อยมือจากไหล่ตะวันแล้วเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังทะเลมืดมิดที่ปลายขอบฟ้าเห็นแสงไฟระยิบระยับจากเรือประมงนับสิบ “ถ้าเขาขู่จะทำลายความสงบของคุณ นั่นหมายความว่าเขาได้ข้ามเส้นเข้ามาในเขตของผมแล้ว” ตะวันเงียบไปครู่หนึ่ง เขาหยิบเศษผักสดที่เก็บมาเมื่อตอนเย็นขึ้นมาพินิจพิจารณา ความสมบูรณ์แบบที่เขาเคยโหยหาในโลกเชฟฝรั่งเศสเทียบไม่ได้เลยกับความเรียบง่ายตรงหน้า แต่วันนี้... ความเรียบง่ายนั้นกลับกำลังจะถูกพรากไปเพียงเพราะมรดกที่เป็นเหมือนคำสาป “ผมต้องไปหาเขาที่เรือลำนั้นครับนายหัว” ตะวันตัดสินใจ “ถ้าไม่ไปตอนนี้ เรื่องอาจจะบานปลายจนกระทั่งร้านของผม... หรือแม้แต่ชีวิตที่นี่ต้องพังลง” “ฉันจะไปด้วย” นายหัวสิงห์หันขวับ สายตาเข้มงวดของเขาบ่งบอกว่าไม่มีการโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น “เธอเป็นคนของฉัน ตะวัน ในเขตเกาะของฉัน ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาทำให้เธอกังวลจนมือสั่นแบบนี้” ตะวันนิ่งอึ้งไป เขาไม่เคยคิดว่าความสัมพันธ์ของเขากับชายผู้เงียบขรึมคนนี้จะข้ามผ่านคำว่า ‘คนรู้จัก’ ไปได้ไกลขนาดนี้ ความอบอุ่นวาบขึ้นในอกจนขอบตาเขาร้อนผ่าว แต่นั่นไม่ใช่เวลาสำหรับความซึ้งใจ เพราะในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงประทัดที่ดังขึ้นจากริมหาดไกลออกไปก็ทำลายความเงียบลงทันที แสงสีแดงสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ ตามด้วยเสียงตะโกนโวยวายของชาวบ้านที่อยู่ใกล้ชายฝั่ง ตะวันและนายหัวสิงห์ต่างรีบวิ่งออกไปที่ระเบียง ภาพที่เห็นตรงหน้าคือเรือประมงลำหนึ่งที่กำลังลุกไหม้ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของชาวบ้านในยามวิกาล “เรือนั่น... เรือ ‘สินสมุทร’!” ตะวันอุทานด้วยความตกใจ ขณะที่นายหัวสิงห์คว้าไฟฉายกระบอกใหญ่จากเสาระเบียง แววตาของเขาวูบไหวด้วยความสังหรณ์ใจที่เลวร้ายที่สุด “ไม่ได้ถูกเผาธรรมดา... ดูนั่น!” นายหัวสิงห์ชี้ไปยังร่างคนหลายคนที่กำลังวิ่งหนีออกจากเรือไปทางป่าหลังเกาะ พร้อมกับวัตถุบางอย่างในมือที่สะท้อนแสงไฟ “นั่นมัน ‘ส่วนผสมลับ’ ที่เขาพูดถึงใช่ไหมครับ?” ตะวันถามพลางใจเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น นายหัวสิงห์ไม่ตอบ เขาคว้าแขนตะวันแล้วดึงให้ถอยห่างจากระเบียงเข้าสู่ตัวบ้านทันที เพราะในวินาทีถัดมา เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นจากเรือลำนั้น แรงอัดมหาศาลทำให้หน้าต่างร้านแตกกระจาย เศษกระจกกระเด็นว่อนไปทั่วห้อง และท่ามกลางกลุ่มควันและเปลวเพลิงที่โชติช่วง ตะวันเห็นใครบางคนยืนนิ่งอยู่บนโขดหินกลางทะเล... ร่างนั้นกำลังจ้องมองกลับมาที่บ้านของเขาด้วยสายตาที่เขารู้จักดีที่สุดในชีวิต นั่นไม่ใช่ชายแปลกหน้าที่มาหาเขาเมื่อครู่ แต่นั่นคือ ‘คน’ ที่เขาเคยคิดว่าเสียชีวิตไปเมื่อสิบปีก่อนในการทำอาหารมื้อสุดท้ายของตระกูล! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นที่สุดตอนนี้ แล้วมาติดตามกันต่อว่าอดีตที่กลับมาทวงถามจะส่งผลอย่างไรกับตะวันนะครับ!
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%