คราบน้ำตาที่แห้งกรังบนพวงแก้มไม่ได้ทำให้หัวใจที่กำลังแตกสลายของตะวันรู้สึกเบาบางลงเลยแม้แต่น้อย ปลายมีดสเตนเลสสตีลในมือสั่นเทาเล็กน้อยขณะที่เขากำลังหั่นเนื้อปลาอินทรีสดใหม่ที่เพิ่งปลดจากอวนของนายหัวสิงห์เมื่อยามฟ้าสราง กลิ่นอายไอเค็มของท้องทะเลที่เคยเยียวยาจิตวิญญาณของเขามาตลอดหลายเดือน กลับกลายเป็นเพียงความว่างเปล่าที่บาดลึกในอก เมนู "ปลาอินทรีนึ่งซีอิ๊วสูตรโบราณ" ที่ตั้งใจจะทำให้เป็นมื้อเที่ยงสำหรับลูกเรือและคนบนเกาะ กำลังดำเนินไปอย่างไร้จิตวิญญาณ
"ตะวัน... ปลาชิ้นนี้หนาไปหน่อยไหมวะ หั่นแบบนี้เนื้อข้างในมันจะสุกไม่พร้อมกันนะ"
เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยดังขึ้นที่ประตูห้องครัว นายหัวสิงห์ยืนกอดอกพิงวงกบไม้สัก สายตาคมกริบกวาดมองความผิดปกติบนเขียงไม้ แม้ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนนี้จะไม่ใช่คนพูดเก่ง แต่สัญชาตญาณของชาวเรือและการใช้ชีวิตร่วมกันมาระยะหนึ่ง ทำให้เขารับรู้ได้ทันทีว่าความนิ่งเงียบของเชฟหนุ่มในวันนี้มีความผิดเพี้ยนไปจากทุกวัน
ตะวันหยุดมือลง ปล่อยให้มีดคมกริบค้างอยู่บนเนื้อปลา เขาไม่แม้แต่จะหันไปสบตา ดวงตาคู่สวยที่มักจะสุกใสเวลาพูดถึงเรื่องวัตถุดิบ กลับหม่นหมองและแดงก่ำจากการร้องไห้อย่างเงียบงันตลอดค่อนคืน ปมปัญหาจากโลกเบื้องหลังที่ตามมาหลอกหลอน รวมถึงข่าวสารเกี่ยวกับห้องอาหารแฟลกชิปในเมืองกรุงที่เขารัก กำลังถูกพรากไปโดยคนที่ไว้ใจที่สุด ทำให้แรงบันดาลใจในการรังสรรค์อาหารพังทลายลงโดยสิ้นเชิง
"ครับ... เดี๋ยวผมจัดการใหม่" เสียงตอบรับแหบพร่าและสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
นายหัวสิงห์ขมวดคิ้วมุ่น ก้าวเท้าฉับๆ เข้ามาประชิดตัวร่างโปร่งที่กำลังยืนไหล่ห่อ มือหยาบกร้านจากการจับเชือกเรือคว้าข้อมือบางไว้เบาๆ แต่เด็ดขาดบังคับให้วางมีดลง ตะวันสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้ขัดขืน ปล่อยให้นายหัวหนุ่มดึงตัวเขาหันมาเผชิญหน้า
"เป็นอะไร" นายหัวสิงห์ถามสั้นๆ น้ำเสียงจริงจังไร้การหยอกเย้า ดวงตาคู่นั้นไม่ได้ดุร้าย แต่มันเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความดิบเถื่อนตามวิถีชาวเล "ตั้งแต่เช้าเอ็งเงียบ เม่อลอย ทำอาหารแบบคนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว อาหารนะตะวัน... มันฟ้องก้นหม้อหมดแล้วว่าคนทำกำลังคิดอะไรอยู่"
"ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ นายหัวไปดูงานที่ท่าเรือเถอะครับ เดี๋ยวอาหารมื้อนี้ผมทำเสร็จไม่ทันชาวบ้านเขาจะพากันหิว" ตะวันฝืนยิ้ม รอยยิ้มที่ฝฝืนจนน่าเกลียด มุมปากกระตุกขึ้นอย่างฝืนธรรมชาติ ดวงตาหลบเลี่ยงไม่กล้ามองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น เพราะเขากลัวว่าเขื่อนน้ำตาที่พยายามกั้นไว้จะพังทลายลงมาอีกรอบต่อหน้าร่างสูง
นายหัวสิงห์ไม่ยอมขยับไปไหน เขายื่นมือหนาขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากหน้าผากมนของอีกฝ่ายอย่างเบามือ สัมผัสอุ่นจัดนั้นทำให้หัวใจที่ด้านชาของตะวันกระตุกวาบ
"อาหารทะเลน่ะ มันซื่อสัตย์นะตะวัน..." นายหัวสิงห์เอ่ยเสียงทุ้ม กวาดสายตาดูลูกมือและเครื่องปรุงบนโต๊ะ "วัตถุดิบสดๆ จากทะเลอันดามัน ถ้าคนทำใส่ความรัก ความใส่ใจ และความสุขลงไป รสชาติมันจะหวานล้ำ ชูรสชาติของธรรมชาติออกมาเต็มที่ แต่ถ้าคนทำใจพัง น้ำตานองหน้า... ต่อให้เอซีอิ๊วชั้นดี น้ำปลาแท้ หรือรากผักชีที่หอมแค่ไหนใส่ลงไป มันก็กลายเป็นแค่เศษอาหารที่ไร้รสชาติ ไร้จิตวิญญาณ"
คำพูดนั้นราวกับมีดกรีดลงกลางใจ ตะวันสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกแน่นที่ลำคอ เขาหันกลับไปมองหม้อซีอิ๊วที่เคี่ยวทิ้งไว้ น้ำซุปสีอำพันส่งกลิ่นหอมจางๆ แต่เมื่อเขาใช้ช้อนตักขึ้นมาซดเพื่อชิมรสชาติ... มันช่างว่างเปล่า ไร้ความกลมกล่อม ไร้ชีวิตชีวา เหมือนกับน้ำตารสเค็มปร่าที่ไหลผ่านริมฝีปากของเขาเมื่อคืนนี้ไม่มีผิด
"ผม... ผมพยายามแล้วครับนายหัว..." เสียงของตะวันขาดห้วง หยดน้ำใสๆ เอ่อคลอเบ้าตาอีกครั้งก่อนจะไหลรินลงมาเงียบๆ "ผมพยายามหนีความวุ่นวายมาที่นี่ เพื่อเริ่มต้นใหม่กับสิ่งที่รัก แต่ทำไม... ทำไมเรื่องพวกนั้นถึงยังตามมาทำลายทุกอย่างที่ผมสร้างขึ้นด้วยวะครับ..."
ประโยคสุดท้ายหลุดออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจที่เก็บกดมานาน นายหัวสิงห์ถอนหายใจยาวพรืด ดึงร่างบางเข้ามากอดแนบอกอย่างไม่ลังเล อ้อมกว้างที่เคยผ่านลมพายุกลางทะเลมานับครั้งไม่ถ้วน กลายเป็นที่พักพิงเดียวที่อบอุ่นและปลอดภัยที่สุดในนาทีนี้ ตะวันซบหน้าลงกับลาดไหล่กว้าง ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน ความกด ความทุกข์ และความพ่ายแพ้ในชีวิตถูกปลดปล่อยออกมาผ่านหยดน้ำตาที่ซึมผ่านเสื้อผ้าเนื้อหนาของชายหนุ่ม
ไม่มีคำปลอบโยนใดยาวเหยียด มีเพียงฝ่ามือใหญ่ที่ลูบหลังคาดโทษเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ พร้อมกับเสียงกระซิบที่ข้างหูในความเงียบ
"ร้องออกมาให้พอ... ร้องให้มันหมดไส้หมดพุงซะ แล้วค่อยมาคุยกันว่าเราจะจัดการกับปัญหาพวกนั้นยังไง เกาะแห่งนี้ คลื่นลมผืนนี้ ไม่เคยปฏิเสธคนอกหักหรือคนแพ้ภัยหรอกนะตะวัน เอ็งยังมีข้า... ยังมีครัวหลังนี้ รอให้เอ็งกลับมาทำอาหารที่มีรสชาติของความสุขเหมือนเดิม"
ขณะที่บรรยากาศในห้องครัวกำลังถูกโอบล้อมด้วยความเงียบงันและความเปราะบางของจิตใจ เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมเสียงตะโกนเอะอะจากลูกเรือคนสนิทที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาจากทางสะพานปลา ก็ทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงในเสี้ยววินาที
"นายหัว! นายหัวครับ! แย่แล้วครับ!" ไอ้เปี๊ยก ลูกเรือหน้าตาตื่นวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหยุดยืนหอบแฮกอยู่หน้าประตูห้องครัว ใบหน้าซีดเผือดจนเห็นได้ชัด "มี... มีเรือยอร์ชส่วนตัวลำใหญ่มาจากฝั่งภูเก็ต กำลังแล่นเข้ามาเทียบท่าที่สะพานปลาบ้านเราแล้วครับ!"
นายหัวสิงห์ผละออกจากตะวันเล็กน้อย ขมวดคิ้วเข้มด้วยความสงสัย เรือยอร์ชคนรวยไม่ค่อยมาเทียบท่าเรือประมงเล็กๆ แบบนี้บ่อยนัก
"ใครมา? บอกให้มันกลับไป ที่นี่ไม่ใช่ท่าเรือท่องเที่ยว" นายหัวสิงห์เอ่ยเสียงแข็งด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ
ไอ้เปี๊ยกกลืนน้ำลายเอื้อม ชี้มือไปทางหน้าต่างพร้อมกับกล่าวประโยคที่ทำให้เลือดในกายของตะวันเย็นเฉียบลงถึงขั้วหัวใจ
"ไม่ใช่ใครที่ไหนหครับ... คนที่เดินลงมาจากเรือนั่น คือ 'คุณธนา' เจ้าของแฟรนไชส์ร้านอาหารดังที่คุณตะวันเคยทำงานด้วย... และเขากำลังเดินตรงมาที่บ้านหลังนี้ครับ!"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันไออุ่นไปกับลมทะเลพัดรักนะครับ แล้วพบกันในบทถัดไปครับ
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 50
รสชาติของน้ำตา
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!