คมจอบเหล็กกล้ากระทบลงบนดินร่วนปนทรายเสียงดังสะท้อนก้องในสวนหลังบ้าน แรงกระแทกแต่ละครั้งไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การขุดหลุมปลูกต้นกล้า แต่เป็นระบายความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานนับแรมเดือน ตะวันหอบหายใจหนักหน่วง เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย ไหล่กว้างสะท้านไหวตามจังหวะการออกแรงที่หักโหมจนเกินพอดี เสื้อยืดสีซีดชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อแนบไปกับแผ่นอก แต่ความเหนื่อยล้าทางกายนี้ยังเทียบไม่ได้เลยกับความว่างเปล่าในอกข้างซ้าย
รอยแผลเป็นจากอดีตคนรักเก่าที่หอบหิ้วความฝันในเมืองกรุงทิ้งเขาไว้เบื้องหลัง ยังคงกรีดลึกทุกครั้งที่เผลอนึกถึง และวันนี้... วันที่ความทรงจำเหล่านั้นกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง ตะวันจึงเลือกวิธีนี้ วิธีที่บรรพบุรุษชาวเกาะสืบทอดกันมา—ใช้แรงงานหนักเพื่อลืมความเศร้า
"ถ้าขุดลึกอีกคืบ รากมะพร้าวโบราณตรงนั้นจะขาด แล้วต้นกล้าปาล์มกระพ้อของคุณจะยืนต้นตายก่อนได้เห็นดอกแรกนะครับ"
เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยเอ่ยขึ้นเรียบๆ จากเงาร่มของต้นหูกวาง นายหัวสิงห์ยืนกอดอกพิงลำต้น สายตาคมกริบมองการกระทำที่หักโหมของคนตรงหน้าอย่างพิจารณา ใบหน้าคร้านแดดไม่มีรอยยิ้มเช่นเคย แต่แววตากลับฉายความห่วงใยที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
ตะวันหยุดชะัก ปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตาด้วยหลังมือ หอบหายใจถี่กระชั้นก่อนจะหันไปสบตากับอีกฝ่ายด้วยความดื้อรั้น "ปล่อยผมเถอะครับนายหัว... พื้นที่ตรงนี้ผมเป็นคนจัดการเอง"
นายหัวสิงห์ไม่ตอบคำทันที ร่างสูงใหญ่ก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นอายทะเลและกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมาปะทะจมูก ชายหนุ่มรุ่นพี่แย่งด้ามจอบออกจากมือของตะวันอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะโยนมันลงบนพื้นหญ้าเสียงดังตุบ
"พอได้แล้วครับ" นายหัวสิงห์เอ่ยเสียงเข้ม "ความเศร้าไม่ได้ถูกฝังลงดินด้วยการใช้แรงจนเป็นลมเป็นแล้งหรอกนะตะวัน ถ้าอยากขุดนัก มานี่... ผมจะพาไปขุดร่องน้ำแปลงผักสวนครัวหลังบ้านโน่น มีประโยชน์กว่ามาทำร้ายตัวเองตรงนี้"
ตะวันกัดริมฝีปากแน่น ความน้อยเนื้อต่ำใจผสมปนเปกับความเหนื่อยล้าแล่นพล่านขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว เขาไม่ได้ต้องการคำสั่งสอน เขาต้องการแค่ความเจ็บปวดทางกายมาช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในใจก็เท่านั้น
"ทำไมล่ะครับ? หรือว่าสวนของผมมันจะรกหูรกตาคุณนัก" ตะวันเค้นเสียงถาม น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด
นายหัวสิงห์ถอนหายใจยาว ดวงตาคมคายอ่อนแสงลงยามมองใบหน้าของเชฟหนุ่มที่ตอนนี้เปื้อนทั้งดินทั้งคราบน้ำตา เจ้าของเรือประมงหนุ่มเอื้อมมือหนาไปคว้าข้อมือเรียวของตะวันไว้ แรงบีบไม่ได้รุนแรง แต่หนักแน่นพอที่จะฉุดดึงสติของอีกฝ่ายให้หลุดออกจากภวังค์แห่งความเจ็บปวด
"ผมเกลียดการเห็นคุณทำร้ายตัวเองเพื่อผู้หญิงคนนั้น... คนที่เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมามองผืนทรายแห่งนี้ด้วยซ้ำ" นายหัวสิงห์เอ่ยคำพูดที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ แต่กลับมีความจริงใจบริสุทธิ์เคลือบอยู่ทุกอณู "จำไว้นะครับตะวัน ผืนดินที่นี่ใจดีเสมอ คุณให้เหงื่อมัน มันให้ผักและดอกไม้ตอบแทน แต่มันไม่เคยเรียกร้องให้คุณเอาชีวิตมาแลกกับอดีตที่ตายไปแล้ว"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจ ตะวันยืนนิ่งงัน ข้อมือที่ถูกกุมไว้ถ่าย
ทอดไออุ่นและความมั่นคงเข้ามาสู่ร่างกายที่กำลังสั่นเทา กำแพงความแข็งกระด้างที่ตะวันสร้างขึ้นพังทลายลงในพริบตา ความรู้สึกอัดอั้นที่เก็บกดมานานนับเดือนระเบิดออกมาเป็นหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอย่างเงียบงัน
นายหัวสิงห์ไม่ได้พูดปลอบโยนอะไรอีก ร่างสูงดึงตัวตะวันเข้ามาสวมกอดไว้แนบอก ไออุ่นจากร่างกายของชายหนุ่มชาวเลโอบล้อมความหนาวเหน็บในใจของอดีตเชฟหนุ่มไว้ทั้งหมด ตะวันซบหน้าลงกับลาดไหล่กว้าง ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายฟ้าอายดิน ท่ามกลางเสียงคลื่นซัดสาดเข้าฝั่งเบื้องล่างที่บรรเลงบทเพลงแห่งการเยียวยา
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ จนกระทั่งเสียงสะอื้นเงียบหายไป เหลือเพียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ นายหัวสิงห์ค่อยๆ คลายอ้อมกอดออก ใช้ปลายนิ้วหยาบกร้านปาดคราบน้ำตาบนแก้มเนียนของตะวันอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะแตกสลายคามือ
"ดีขึ้นหรือยังครับ พ่อเชฟคนเก่ง" นายหัวสิงห์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่หาฟังได้ยากยิ่ง
ตะวันพยักหน้ารับช้าๆ ใบหน้าขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความอาย "ขอบคุณครับ... และก็ขอโทษด้วยที่ทำตัวงี่เง่า"
"ไม่เป็นไรครับ คนเรามีวันที่พังกันได้ทั้งนั้น" นายหัวสิงห์คลี่ยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าคมเข้มดูอบอุ่นขึ้นถนัดตา ก่อนจะก้มลงหยิบจอบขึ้นมาพาดบ่า "ไปครับ ไปล้างหน้าล้างตา แล้วผมจะพาไปทำเมนูเด็ด แกงส้มปลาอินทรีสดๆ ที่เพิ่งกู้จากอวนเมื่อเช้า รับรองว่ารสชาติจัดจ้านจะช่วยเรียกความสดใสกลับคืนมาแน่นอน"
ตะวันมองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินนำหน้าไปทางครัวไม้ริมทะเล ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ราชาแห่งท้องทะเลผู้นี้ไม่ได้เข้ามาเพื่อรบกวนความสงบ แต่เข้ามาเพื่อเติมเต็มส่วนที่สึกหรอในชีวิตของเขาอย่างเงียบเชียบและงดงาม
ทว่า... ในขณะที่ตะวันกำลังก้าวเดินตามหลังนายหัวสิงห์ไปนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นเคยสายหนึ่งยืนอยู่ตรงรั้วไม้ไผ่ท้ายสวน ร่างผอมบางในชุดเดรสยาวพลิ้วไหวตามแรงลม ใบหน้าที่เขาเคยจดจำทุกค่ำคืนกำลังส่งยิ้มเศร้าสร้อยมาให้ พร้อมกับเสียงเรียกแผ่วเบาที่ลอยมาตามลม
"ตะวัน... พี่กลับมาหาแล้วนะ"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันไออุ่นไปกับลมทะเลพัดรักนะครับ แล้วพบกันในบทถัดไปครับ
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 49
ปลูกต้นไม้เพื่อลืมรักเก่า
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!