"นายเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับเศษไม้ที่ลอยตามน้ำหรือเปล่า ตะวัน?"
เสียงทุ้มต่ำของนายหัวสิงห์ดังก้องขึ้นเหนือเสียงคลื่นที่กระทบกราบเรือประมงลำใหญ่ เขาไม่ได้หันมามองคนข้างกาย ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวทะเลยังคงจับจ้องไปที่เส้นขอบฟ้าสีครามเข้ม มือหนาสากกร้านจากการจับเชือกอวนมาค่อนชีวิตกำลังลูบไปตามราวเหล็กที่สนิมเกาะกรัง
ตะวันวางถาดหอยตลับผัดพริกเผาส่งกลิ่นหอมฟุ้งลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เขาขยับไหล่เบาๆ ก่อนจะหยิบผ้ากันเปื้อนสีซีดขึ้นมาเช็ดมือที่ยังมีคราบดินจากการปลูกผักในแปลงเมื่อครู่
"บางทีชีวิตมันก็ไม่ได้ต้องการการเปรียบเทียบหรอกครับนายหัว" ตะวันตอบเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความหนักแน่นที่เจ้าตัวเพิ่งค้นพบ "คนในเมืองใหญ่ที่ผมจากมา มักจะวัดค่าของตัวเองด้วยตัวเลขในบัญชี หรือไม่ก็ตำแหน่งบนนามบัตร แต่ที่นี่... ความสำเร็จของผมวัดกันที่ว่า วันนี้มะเขือเทศเชอร์รี่ที่ผมปลูกมันออกผลรสหวานแค่ไหน หรือปลาหมึกสดๆ ที่นายหัวเอามาให้ จะกลายเป็นมื้อค่ำที่ทำให้คนกินยิ้มได้มากเท่าไหร่"
นายหัวสิงห์หันมามอง ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อยืดสีน้ำเงินเข้มที่ดูเหมือนจะกลืนไปกับสีของมหาสมุทร เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพ่นลมหายใจยาวราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดนั้นในใจ
"แต่ชีวิตบนเกาะมันลำบาก" นายหัวแย้งสั้นๆ "พายุเข้าที เรือออกไม่ได้ ปลาก็ไม่มีขาย ไฟฟ้าดับคราวใด ความสบายที่นายโหยหาจากเมืองหลวงก็หายไปสิ้น นายมั่นใจนักหรือว่านี่คือความสุข ไม่ใช่แค่การหนีความพ่ายแพ้มาซุกหัวนอน?"
ตะวันหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูโปร่งสบายผิดกับชายคนเดิมที่เคยแบกรับความคาดหวังของเหล่านักวิจารณ์อาหารในกรุงปารีส เขาเดินเข้าไปใกล้ราวเรือ พลางมองดูฝูงปลาที่แหวกว่ายอยู่ใต้ผิวน้ำใสแจ๋ว
"นายหัวเคยเห็นคนในเมืองร้องไห้ไหมครับ?" ตะวันถามพลางมองสบตานายหัวสิงห์ "เขาร้องไห้เพราะเสียงาน ร้องไห้เพราะโดนคนรักทิ้ง ร้องไห้เพราะแม้แต่เวลาจะหายใจยังแทบไม่มี ผมเคยเป็นหนึ่งในนั้น... คนที่คิดว่าตัวเองสมบูรณ์แบบที่สุด แต่กลับว่างเปล่าที่สุด การที่ผมเลือกมาที่นี่ ไม่ใช่เพราะผมหนีพ่ายแพ้ แต่ผมกำลังเลือก 'ชีวิต' ที่ผมสามารถสัมผัสได้จริงๆ ไม่ใช่ชีวิตที่ต้องถูกปรุงแต่งด้วยซอสราคาแพงหรือคำชมจอมปลอม"
เขายกถาดอาหารขึ้นเล็กน้อย "หอยตลับนี่... ถ้านายหัวไม่จับมาเอง ผมก็ไม่มีทางได้ทำเมนูนี้ สิ่งที่ผมเรียนรู้จากการทำอาหารบนเกาะนี้คือ เราไม่ได้เป็นเจ้าของวัตถุดิบ เราเป็นแค่ผู้รับใช้ธรรมชาติ และการได้รับใช้สิ่งที่บริสุทธิ์แบบนี้แหละครับ คือความสุขที่การเปรียบเทียบใดๆ ก็เทียบไม่ได้"
นายหัวสิงห์นิ่งอึ้งไป สายตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงระลอกคลื่นที่กระทบไม้กระดานเรือเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เหมือนเสียงหัวใจของท้องทะเลที่กำลังเต้นเร่า
"ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง..." นายหัวสิงห์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเปลี่ยนไปมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ลึกๆ "นายก็คงจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกนานสินะ"
"ตลอดไปเลยล่ะครับ" ตะวันตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด
ทว่า ทันใดนั้น เสียงวิทยุสื่อสารบนเรือที่เงียบสนิทมาตลอดวันกลับดังแทรกขึ้นมาด้วยเสียงแตกพร่า สัญญาณรบกวนที่ดังแสบแก้วหูทำให้ทั้งสองคนสะดุ้ง นายหัวสิงห์รีบคว้าเครื่องวิทยุขึ้นมาฟัง แต่สิ่งที่เขาได้ยินกลับทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"นายหัวครับ... มีคนจากฝั่งส่งข่าวมา" นายหัวสิงห์หันมามองตะวันด้วยแววตาที่สั่นไหวอย่างที่ตะวันไม่เคยเห็นมาก่อน "เขาบอกว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินทางมาที่เกาะนี้... คนที่บอกว่าตัวเองมีสิทธิ์เต็มที่ในการ 'ขอคืน' พื้นที่แปลงผักที่นายกำลังทำอยู่ตามเอกสารสิทธิ์เก่าของครอบครัวเขา"
ตะวันชะงักไป ถาดในมือเกือบจะร่วงหล่นลงพื้น
"ใครครับ?" ตะวันถามเสียงสั่น
"คนที่เป็นเจ้าของชีวิตเก่าของนาย... คนที่นายพยายามลืมมาตลอด" นายหัวสิงห์ตอบพร้อมกับวางวิทยุลงบนโต๊ะด้วยความสั่นเทา ก่อนจะชี้นิ้วไปที่เส้นขอบฟ้าที่เรือยอร์ชสีขาวลำหนึ่งกำลังแล่นฝ่าคลื่นลมเข้ามาด้วยความเร็วสูง!
เรือลำนั้น... ลำที่ตะวันจำได้ดีว่ามีสัญลักษณ์ประจำตระกูลสลักอยู่ข้างกราบเรือ และเขารู้ดีว่าคนที่อยู่บนเรือลำนั้นมาเพื่อทำลายความสงบที่เขากำลังสร้างขึ้นด้วยมือตนเอง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและรักษาสัญญาใจไปกับลมทะเลพัดรักนะครับ แล้วพบกันในบทถัดไปครับ
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 39
การเปรียบเทียบที่ไร้ความหมาย
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!