"รสสัมผัสแบบนี้... ตะวัน นายกำลังดูถูกวัตถุดิบหรือกำลังดูถูกฝีมือตัวเองกันแน่?"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นท่ามกลางความเงียบในครัวไม้ไผ่ริมหาด กลิ่นหอมของเนยละลายและเครื่องเทศจางลงทันทีเมื่อ 'ธันวา' เชฟมิชลินสตาร์จากเมืองหลวงวางช้อนชิมลงบนขอบจานกระเบื้องเคลือบ เสียงกระทบกันของช้อนกับจานดังกังวานบาดหูในความรู้สึกของตะวัน
ตะวันชะงักมือที่กำลังหั่นสมุนไพรสดจากสวนหลังบ้าน เขาไม่หันไปมองทันที แต่เลือกจะวางมีดลงอย่างใจเย็น ก่อนจะหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเพื่อนเก่าที่สวมชุดลินินสีขาวสะอาดตา ตัดกับบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยไอเค็มของทะเลและกลิ่นดินชื้นๆ ของสวนผัก
"ถ้าแกมาเพื่อจะสอนฉันเรื่องมาตรฐานร้านอาหารระดับห้าดาวละก็ ฉันว่าแกเสียเวลาเดินทางมาไกลเกินไปนะ ธันวา" ตะวันตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแววตาสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเห็นชายผู้เคยเป็นทั้งคู่แข่งและเพื่อนสนิทกำลังกวาดสายตามองครัวที่เขาใช้แรงกายสร้างขึ้นมากับมือด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก
"ฉันไม่ได้มาเพื่อสอน แต่มาเพื่อเตือน" ธันวาเดินสำรวจรอบครัว ก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่ตะกร้าหอมหัวใหญ่ที่เพิ่งเก็บจากแปลง "นายทิ้งชุดเชฟราคาแพง ทิ้งห้องครัวติดแอร์ แล้วมาขลุกอยู่กับกลิ่นคาวปลา กลิ่นดินโคลน... นายเรียกสิ่งนี้ว่าการพักผ่อนจริงหรือเปล่า หรือแค่หนีความจริงที่ว่านายเริ่มสู้แรงกดดันของโลกใบนั้นไม่ได้แล้ว?"
"หึ..." ตะวันแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบจ้องตอบสายตาที่เย่อหยิ่งของเพื่อน "ที่นี่ไม่มีใครกดดันฉัน นอกจากเสียงคลื่นกับลมที่พัดผ่านใบผัก ถ้าแกมาเพื่อจะขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ ฉันว่าน้ำทะเลหน้าร้านน่าจะเย็นพอให้แกได้สงบสติอารมณ์นะ"
ความตึงเครียดในอากาศดูจะหนาแน่นขึ้นจนแทบมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จนกระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆ ของ 'นายหัวสิงห์' ดังขึ้นที่หน้าประตูไม้เรือเก่าที่ถูกดัดแปลงเป็นทางเข้าครัว ชายร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อกั๊กผ้าดิบ ผิวเข้มกร้านแดดจากการใช้ชีวิตกลางทะเลตลอดปีเดินเข้ามาพร้อมถังน้ำแข็งในมือ
นายหัวสิงห์กวาดสายตามองเชฟจากเมืองหลวงด้วยสายตาเฉยชา ก่อนจะวางถังน้ำแข็งลงบนโต๊ะไม้จนเสียงปึกดังสนั่น เขาไม่ได้ทักทายแขก แต่กลับหันไปทางตะวัน "ปลาเก๋าจากเรือน้าเลิศเพิ่งเข้าฝั่งมา สดจนตาใสแจ๋ว นายจะเอาไปทำอะไรสำหรับมื้อเย็น?"
"เอามานึ่งซีอิ๊วสูตรเฉพาะของที่นี่ครับนายหัว" ตะวันตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ความอบอุ่นในแววตาของเขาที่ส่งไปให้คนมาใหม่ ทำให้ธันวาขมวดคิ้วแน่น
ธันวาปรายตามองนายหัวสิงห์ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาประเมิน ก่อนจะเหยียดยิ้มที่มุมปาก "นี่สินะ... สิ่งที่รั้งนายไว้ที่นี่? วิถีชีวิตที่เรียบง่ายเกินไปกับคนที่ไม่รู้แม้กระทั่งความหมายของการเสิร์ฟอาหารให้มีคุณค่า"
นายหัวสิงห์ไม่ได้เดือดดาล เขาเพียงแค่หยิบมีดด้ามยาวที่ตะวันใช้เตรียมปลาขึ้นมา แล้วปอกเปลือกมะนาวลูกโตด้วยความคล่องแคล่วว่องไว ก่อนจะยื่นชิ้นมะนาวหอมฉุนให้ธันวา "คนที่รู้คุณค่าของอาหาร คือคนที่รู้ว่าปลาตัวนี้แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความเป็นความตายกลางทะเลขนาดไหน ไม่ใช่แค่จานกระเบื้องที่วางอยู่บนผ้าปูโต๊ะหรูๆ ในห้องแอร์หรอกครับ เชฟ"
ธันวานิ่งไปครู่หนึ่ง เขารับมะนาวชิ้นนั้นมาแต่ไม่ได้กิน ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงคลื่นกระทบฝั่งแว่วมาเป็นจังหวะ ตะวันเดินเข้ามาคั่นกลางระหว่างทั้งสองคน เขาไม่ได้ต้องการให้เกิดการปะทะ แต่เขาก็ไม่ยอมให้ใครมาดูถูกชีวิตใหม่ที่เขาเลือก
"ธันวา ถ้าแกไม่หิวก็ไปนั่งรอข้างนอก ถ้าหิวก็นั่งลงเฉยๆ แล้วลองชิมอาหารด้วยลิ้น ไม่ใช่ด้วยอคติ" ตะวันพูดพลางเริ่มลงมือหั่นเนื้อปลาสีขาวนวลอย่างบรรจง
เย็นวันนั้น แสงอาทิตย์สีส้มทองทาบทาลงบนผืนน้ำทะเลที่ดูสงบเงียบผิดปกติ ทั้งสามคนนั่งล้อมวงกินอาหารง่ายๆ ที่ปรุงจากวัตถุดิบในสวนและของทะเลสดจากอ่าว ธันวาหยิบช้อนตักเนื้อปลาเข้าปาก ดวงตาของเขาวูบไหวไปครู่หนึ่งเมื่อรสชาติหวานล้ำของธรรมชาติแผ่ซ่านไปทั่วปาก มันไม่ใช่รสชาติที่ปรุงแต่งด้วยซอสราคาแพง แต่มันคือรสชาติของความสดและความตั้งใจ
"นายเปลี่ยนไปมาก ตะวัน" ธันวาเอ่ยเสียงเบาหลังจากกลืนอาหารลงคอ "นายไม่ได้ทำอาหารเพื่อความสมบูรณ์แบบอีกแล้ว แต่นายทำเพื่อ... ความสุข?"
"ความสุขมันกินได้นะครับ ธันวา" ตะวันยิ้มตอบ ขณะที่นายหัวสิงห์เพียงแค่รินเหล้าสีอำพันลงในแก้วให้แขกผู้มาเยือนอย่างเงียบๆ
ทว่าในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะคลี่คลาย เสียงเครื่องยนต์เรือขนาดเล็กที่เร่งเครื่องจนดังสนั่นผิดจังหวะก็ดังแทรกขึ้นมาจากหน้าอ่าว ไฟจากเรือลำนั้นสาดส่องเข้ามายังระเบียงครัวที่พวกเขานั่งอยู่ ทำให้ทุกคนต้องหันไปมองเป็นตาเดียว นายหัวสิงห์ลุกขึ้นยืนทันที มือหนากำขวดเหล้าแน่นขึ้น แววตาของเขากลายเป็นคมดุร้ายเหมือนสัตว์ป่าที่กำลังถูกรุกล้ำอาณาเขต
ชายร่างท้วมในชุดสูทสีเข้มก้าวขึ้นมาจากเรือ เขาไม่ใช่คนท้องถิ่น และท่าทางของเขาดูรีบร้อนอย่างมีพิรุธ เมื่อเขาเห็นตะวัน เขาก็รีบปรี่เข้ามาทันที "เชฟตะวัน! ในที่สุดผมก็หาคุณเจอ... พวกนั้นรู้แล้วว่าคุณอยู่ที่ไหน และพวกเขากำลังมาที่นี่ภายในคืนนี้!"
ตะวันหน้าซีดเผือด เขาวางช้อนในมือลงทันที ความเงียบสงบที่เขาเพียรสร้างมาตลอดหลายปีดูเหมือนจะถูกพายุลูกใหญ่พัดพาไปจนหมดสิ้นในพริบตาเดียว เขาหันไปสบตานายหัวสิงห์ที่ตอนนี้มองไปทางทะเลด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามและรังสีอำมหิตที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายปี
ความลับที่ตะวันพยายามฝังกลบไว้ใต้กองผักและไอทะเล กำลังถูกขุดขึ้นมาด้วยมือของคนที่เขาเคยเรียกว่าเพื่อน... และในวินาทีที่แสงไฟจากเรือหลายลำเริ่มปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้า ตะวันก็รู้ทันทีว่าชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่เขารัก กำลังจะจบสิ้นลงในคืนนี้
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและรักษาสัญญาใจไปกับลมทะเลพัดรักนะครับ แล้วพบกันในบทถัดไปครับ
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 38
เชฟจากเมืองหลวงบุก
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!