ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 31

ความหวังครั้งใหม่

ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
"เอาสัญญามาวางตรงหน้าผมสิครับ... ถ้าคุณมั่นใจว่าที่ดินผืนนี้ไม่มีคุณค่ามากไปกว่าตัวเลขในบัญชีที่พวกคุณอยากจะกวาดล้าง" ตะวันวางมีดแกะสลักผักลงบนเขียงไม้เสียงดังเคร่ง ขอบตาเขาร้อนผ่าว แต่แววตาที่จ้องมองไปยังชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบกริบซึ่งยืนอยู่กลางเพิงพักริมทะเลนั้นกลับนิ่งสนิทราวกับผิวน้ำก่อนพายุใหญ่จะมาเยือน ชายคนนั้น—อดีตหัวหน้าเชฟผู้เคยสอนเขาให้รู้จักคำว่า 'ห่วงโซ่อาหาร' แต่กลับสอนให้เขารู้จักคำว่า 'หักหลัง' เป็นบทเรียนแรก—แค่นยิ้มมุมปาก เขาใช้นิ้วเคาะลงบนโฉนดที่ดินที่วางอยู่บนโต๊ะไม้สักตัวเก่า กลิ่นไอเค็มของทะเลปะทะกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงจนตะวันรู้สึกสะอิดสะเอียน "ตะวัน... นายยังยึดติดกับผักกาดหอมกับดินเค็มๆ นี่อีกเหรอ โลกข้างนอกเขามองที่ดินผืนนี้เป็น 'ทำเลทอง' สำหรับรีสอร์ตหรูนะ ไม่ใช่ที่ปลูกผักออร์แกนิกของเด็กเล่น" "สำหรับคุณมันอาจจะเป็นเงินก้อนโต" ตะวันก้าวเข้าไปใกล้ ลมหายใจเขาถี่กระชั้น "แต่สำหรับผม มันคือลมหายใจของคนในเกาะนี้ ถ้าผมยอมให้คุณเอาไป นั่นหมายความว่าผมกำลังขายชีวิตของทุกคนที่นี่ให้พวกคุณ" นายหัวสิงห์ที่ยืนพิงเสาไม้เงียบๆ มาตลอดกาลเวลานั้นขยับตัว แผ่นหลังกว้างราวกับกำแพงหินขยับปิดกั้นระหว่างตะวันกับผู้บุกรุก เขาไม่ได้พูดอะไร แต่แรงกดดันจากคนตัวใหญ่ที่ผ่านสมรภูมิทะเลมานับครั้งไม่ถ้วนนั้นรุนแรงจนชายในชุดสูทต้องชะงัก "ผมไม่ได้มาเพื่อขอความเห็นใจ ตะวัน" ชายคนนั้นลดเสียงลงต่ำ "คำสั่งศาลจะมาถึงในอีกเจ็ดวัน ถ้าถึงตอนนั้นนายยังย้ายออกไปไม่ได้... ก็อย่าหาว่าผมไม่เตือน" ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น คนกลุ่มนั้นก็เดินจากไป ทิ้งให้ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ เหลือเพียงเสียงคลื่นที่ซัดกระทบโขดหินเหมือนจะตอกย้ำถึงความเปราะบางของสถานการณ์ ตะวันทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ มือที่เคยนิ่งสนิทตอนจับมีดเชฟระดับห้าดาว กลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาพยายามก้มหน้าซ่อนความอ่อนแอ นายหัวสิงห์เดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะวางมือหยาบกร้านหนักๆ ลงบนไหล่ของเขา แรงบีบที่แฝงไปด้วยความมั่นคงทำให้ตะวันเงยหน้าขึ้นมอง "ไม่ต้องกลัวครับ" เสียงของนายหัวสิงห์แหบพร่าแต่หนักแน่น "ถ้าแผ่นดินนี้จะหายไป มันต้องข้ามศพคนบนเกาะนี้ไปก่อน" "แต่ผมไม่มีเงินก้อนนั้นแล้วนายหัว... ผมทุ่มทุกอย่างไปกับที่ดินนี้ กับเมล็ดพันธุ์ กับวิถีชีวิตที่ผมอยากให้ทุกคนมีกิน" ตะวันกัดริมฝีปาก "ผมคงรักษามันไว้ไม่ได้จริงๆ" ยังไม่ทันสิ้นคำพูด เสียงเครื่องยนต์เรือหางยาวหลายสิบลำก็ดังกระหึ่มขึ้นจากทางทิศเหนือของอ่าว ตะวันรีบลุกขึ้นเดินไปที่ท่าเทียบเรือ ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก เรือประมงนับสิบลำที่เขารู้จักมักคุ้นจอดเรียงราย ชาวบ้านทุกคน—ตั้งแต่น้าสมจิตรที่ขายปลาในตลาด ไปจนถึงลุงบุญที่ซ่อมเครื่องยนต์—ต่างทยอยก้าวขึ้นฝั่ง น้าสมจิตรเดินนำหน้าเข้ามา มือของแกถือถุงผ้าเก่าๆ ที่ดูหนาหนัก "ไอ้ตะวัน... ได้ยินเรื่องพวกเวรนั่นแล้วใช่ไหม?" ตะวันพยักหน้าเบาๆ "น้าครับ... ผมคงสู้พวกนั้นไม่ได้หรอก พวกเขามีทั้งกฎหมาย มีทั้งเงิน" ลุงบุญหัวเราะลั่น แกวางปึกเงินที่ดูจากขนาดแล้วน่าจะเป็นเงินเก็บทั้งชีวิตของชาวบ้านลงบนโต๊ะ "กฎหมายเหรอ? กฎหมายน่ะมันเขียนด้วยหมึก แต่ความผูกพันน่ะมันเขียนด้วยใจเว้ย ไอ้ลูกชาย! พวกเราไม่ได้เอาเงินมาเพื่อช่วยนายแค่คนเดียว แต่พวกเราเอามาเพื่อซื้อ 'อนาคต' ของลูกหลานเราที่แกเป็นคนสร้างขึ้นมาด้วยผักสวนครัวและรอยยิ้มพวกนี้ต่างหาก" ตะวันมองปึกเงินเหล่านั้นสลับกับใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของคนในชุมชน น้ำตาที่เขาพยายามกลั้นไว้กลับไหลรินออกมาโดยไม่ตั้งใจ มันไม่ใช่ความรู้สึกของผู้แพ้ แต่มันคือความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเขาเอง "เราจะขุดรากถอนโคนอิทธิพลพวกนั้นด้วยวิธีของเรา" นายหัวสิงห์เอ่ยขึ้น แววตาของเขาเป็นประกายราวกับยอดคลื่นสะท้อนแสงจันทร์ "เราไม่ได้มีแค่แรง แต่เรามีหลักฐาน... หลักฐานที่พวกคนเมืองไม่เคยคิดจะมองหา เพราะมันซ่อนอยู่ในเลนโคลนที่พวกแกขยะแขยง" ตะวันขมวดคิ้ว "หลักฐานอะไรครับนายหัว?" นายหัวสิงห์หยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าที่จดบันทึกกระแสน้ำและที่ดินในเขตสัมปทานออกมา มันคือบันทึกของบรรพบุรุษที่ระบุชัดเจนว่าที่ดินผืนนี้คือ 'พื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ' ที่ห้ามนำไปทำสิ่งปลูกสร้างถาวรเกินกว่ากำหนด "เราจะสู้ด้วยความจริงที่แผ่นดินนี้บอกเรามาตลอด" นายหัวสิงห์ดึงตะวันให้ลุกขึ้น "ไปครับ ไปเอาเมล็ดพันธุ์พวกนั้นออกมาให้หมด พรุ่งนี้เราจะเปลี่ยนไร่ผักเล็กๆ ของคุณให้กลายเป็น 'สมรภูมิ' ที่พวกนักธุรกิจพวกนั้นต้องเข็ดหลาบ" ตะวันสูดหายใจลึก กลิ่นไอทะเลที่เคยรู้สึกหนาวเหน็บกลับกลายเป็นความอบอุ่นที่ปลุกสัญชาตญาณเชฟนักสู้อย่างเขาให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง เขาไม่จำเป็นต้องสู้คนเดียวอีกต่อไป ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังวางแผนการต่อสู้นั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของตะวันก็ดังขึ้นบนโต๊ะไม้ หน้าจอแสดงชื่อที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่เป็นเบอร์ที่เขารู้จักดีในฐานะจุดเริ่มของฝันร้ายทั้งหมด เขากดรับสายด้วยมือที่ชื้นเหงื่อ เสียงทุ้มต่ำจากปลายสายทำให้ตะวันต้องหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง "ฉันเห็นแล้วนะว่านายกำลังทำอะไรอยู่... แต่ลืมบอกไปอย่างหนึ่ง นายหัวสิงห์น่ะ ไม่ได้มีแค่ศัตรูในเมืองหรอกนะ ตรวจดูเรือประมงของเขาให้ดีๆ แล้วจะรู้ว่าคนใกล้ตัวที่นายไว้ใจที่สุดนั่นแหละ คือคนที่จะแทงข้างหลังนายในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้" ตะวันหันไปมองนายหัวสิงห์ที่กำลังยิ้มให้เขาอย่างใจดี แล้วภาพของ 'ใครบางคน' บนเรือประมงลำใหญ่ที่เพิ่งล่องออกไปเมื่อเช้าก็ผุดขึ้นมาในหัว พร้อมกับความจริงที่ว่าคนคนนั้น... คือสายเลือดเพียงคนเดียวที่นายหัวสิงห์เหลืออยู่ ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ลมหายใจแห่งผืนดินนี้เสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%