“ผู้ใหญ่ครับ... ที่นี่ไม่ใช่ที่ของรัฐ และมันก็ไม่ใช่สมบัติของใครที่จะมาขีดเส้นสั่งรื้อถอนได้ตามอำเภอใจแบบนี้”
น้ำเสียงของตะวันราบเรียบ ทว่าสั่นสะเทือนด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกกดทับไว้ใต้ความเยือกเย็นดั่งก้นบึ้งของมหาสมุทร เขาขยับตัวก้าวไปยืนขวางระหว่างผู้ใหญ่บ้านกับโรงเรือนผักออร์แกนิกที่เขาทุ่มเทหยาดเหงื่อมานานแรมปี ดวงตาคมกริบของอดีตเชฟผู้รักความสมบูรณ์แบบจ้องมองซองเอกสารตราประทับสีแดงฉานในมืออีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจยาว แสงจากไฟฉายดวงเดียวบนท่าเรือสะท้อนให้เห็นรอยย่นบนใบหน้าที่ดูหนักอึ้ง “ตะวัน... ผมก็คนกินเงินเดือน ผมเป็นแค่ตัวแทนกฎหมายที่ส่งมาจากข้างบน เอกสารพวกนี้ไม่ได้มาเพราะผมอยากได้ แต่มันมาเพราะมีคนเซ็นอนุมัติโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษริมฝั่ง นี่คือผืนดินของปู่คุณที่เคยถูกยกให้เป็นพื้นที่ทับซ้อนกับเขตป่าสงวนมาตั้งแต่สามสิบปีก่อน พอมันกลายเป็นที่หมายตาของนักลงทุน เรื่องราวมันก็เลยจบลงแบบนี้แหละ”
“พื้นที่ทับซ้อน?” ตะวันแค่นหัวเราะในลำคอ “ทำไมมันเพิ่งจะมาทับซ้อนเอาวันที่ผมเริ่มปลูกผักส่งออกได้สำเร็จล่ะครับ? ทำไมมันไม่ทับซ้อนตอนที่ปู่ผมเสียสละพื้นที่ส่วนหนึ่งทำเป็นท่าเรือสาธารณะให้ชาวประมงใช้กันอยู่ทุกวันนี้”
“ใจเย็นก่อนไอ้หนุ่ม”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยอำนาจดังขึ้นจากด้านหลัง นายหัวสิงห์ก้าวเข้ามาหยุดข้างกายตะวัน ร่างสูงใหญ่ของชายชาวเลดูเหมือนกำแพงภูเขาที่พร้อมจะปกป้องคนข้างหลัง มือหยาบกร้านจากการจับเชือกเรือกุมเข้าที่หัวไหล่ของตะวันเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณให้เขาสงบอารมณ์
นายหัวสิงห์หันไปมองผู้ใหญ่บ้านด้วยสายตาที่เย็นชาเสียจนอีกฝ่ายต้องเบือนหน้าหนี “เอกสารพวกนี้ ใครเป็นคนลงนามครับผู้ใหญ่”
“นายทุนใหญ่ที่เพิ่งมาลงหลักปักฐานในตัวจังหวัด... เขากว้านซื้อที่ดินรอบเกาะหมดแล้ว เหลือแค่ผืนดินของตระกูลตะวันนี่แหละที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการทำท่าเทียบเรือส่วนตัว” ผู้ใหญ่บ้านตอบเสียงอ่อย “ผมช่วยพวกคุณไม่ได้หรอกนะ ถ้าไม่ยอมย้ายออกภายในพรุ่งนี้ พรุ่งนี้สายๆ รถแบ็กโฮจะลงเรือมาที่นี่ทันที”
บรรยากาศบนท่าเรือเงียบกริบ มีเพียงเสียงคลื่นกระทบกราบเรือที่ฟังดูราวกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวด้วยความกังวล ตะวันกำหมัดแน่น เขาไม่เคยเสียใจที่ทิ้งชีวิตในครัวระดับมิชลินสตาร์มาอยู่ที่นี่ แต่สิ่งที่เขาสูญเสียไปคือความเชื่อมั่นในระบบระเบียบที่เขาพยายามยึดถือ
“ผมจะไม่ย้ายไปไหนทั้งนั้น” ตะวันพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ เสียงของเขาเด็ดขาดและเปี่ยมไปด้วยพลัง “ผืนดินผืนนี้คือลมหายใจของปู่ และมันคืออนาคตของพวกเราทุกคนบนเกาะนี้ ถ้าพวกเขาอยากได้ ก็ต้องผ่านผมไปก่อน”
“ตะวัน...” นายหัวสิงห์กระซิบ เรียกชื่อคนข้างกายด้วยความกังวล “นายรู้ใช่ไหมว่าการสู้กับคนพวกนี้มันเหมือนการเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง”
“ผมเคยงัดกับความคาดหวังของลูกค้าที่มองว่าอาหารของผมไม่ได้เรื่องมาแล้วครับนายหัว” ตะวันหันไปมองนายหัวสิงห์ แววตาของเขาเปลี่ยนจากความโกรธเป็นความมุ่งมั่นที่น่าเกรงขาม “ครั้งนี้ผมไม่ได้ทำเพื่อชื่อเสียง แต่นี่คือบ้าน... คนทำอาหารน่ะ ถ้าปกป้องจานข้าวของตัวเองไม่ได้ แล้วจะไปสู้กับใครได้”
นายหัวสิงห์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนท่าที เขายืดตัวตรง มือที่เคยจับไหล่ตะวันเปลี่ยนมาเป็นจังหวะการตบที่หนักแน่น “ถ้ามึงคิดจะสู้ กูในฐานะคนเรือ ก็ไม่มีวันปล่อยให้มึงจมน้ำตายคนเดียวหรอก พรุ่งนี้เช้า... เราจะไปหาใครบางคนที่รู้กฎหมายดีกว่าคนพวกนี้ และหลังจากนั้น... เราจะทำให้คนทั้งเกาะเห็นว่า พื้นดินนี้ ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของที่แท้จริง”
ผู้ใหญ่บ้านมองดูชายหนุ่มสองคนด้วยสายตาที่อ่านยาก เขาเก็บเอกสารใส่กระเป๋าเสื้อแล้วเดินจากไปท่ามกลางความมืดทิ้งไว้เพียงกลิ่นไอเค็มของทะเลที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม
ตะวันยืนมองผืนดินของปู่ที่มืดมิด เขาหยิบเมล็ดพันธุ์ผักสลัดกำหนึ่งขึ้นมาวางบนฝ่ามือ กลิ่นของดินและเมล็ดพันธุ์ที่เขาบ่มเพาะมากับมือ มันคือความหวังที่กำลังถูกคุกคาม เขาจะไม่ยอมให้โครงการตึกแถวหรือท่าเรือส่วนตัวมาทับถมรากเหง้าของเขาลงไปได้
ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะเดินกลับเข้าบ้าน เสียงเครื่องยนต์เรือขนาดใหญ่ก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมา ไม่ใช่เรือประมงของนายหัวสิงห์ และไม่ใช่เรือเล็กที่ชาวบ้านใช้ทำมาหากิน แต่เป็นเรือยอชต์ลำหรูที่ค่อยๆ แล่นเข้ามาจอดเทียบท่าอย่างอุกอาจท่ามกลางความมืด
ร่างหนึ่งก้าวขึ้นมาจากเรือคนผู้นั้นสวมชุดสูทสีขาวสะอาดตา ตัดกับความมืดมิดของเกาะอย่างน่าประหลาด เขาเดินตรงเข้ามาหาตะวันและนายหัวสิงห์ด้วยท่าทางที่ดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
“ไม่ได้เจอกันนานนะ ตะวัน... ดูเหมือนว่าชีวิตในเกาะนี่จะทำให้คุณลืมวิธีอ่านสัญญาไปเสียสนิทเลยนะ”
ตะวันชะงัก ร่างกายของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงนั้น เสียงที่เขาพยายามลบออกจากความทรงจำมาตลอดหลายปี
“พี่ภีม...” ตะวันพึมพำ ชื่อที่เขาไม่อยากนึกถึงดังออกมาจากปาก พร้อมกับความจริงที่ตบหน้าเขาฉาดใหญ่ว่า ศึกครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย... แต่มันคือศึกสายเลือดที่เขาหนีมาตลอด
ความหวังที่จะปกป้องผืนดินที่เหลืออยู่ ดูเหมือนจะมลายหายไปในพริบตา เมื่ออดีตผู้มีพระคุณที่หักหลังเขาที่สุดในชีวิต กำลังก้าวเข้ามาทวงคืนทุกอย่างที่เขาครอบครองอยู่ในฐานะเจ้าของโครงการรายใหม่
ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางของตะวันและผืนดินแห่งนี้กันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 30
ปกป้องผืนดิน
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!