“ถ้าพวกคุณคิดจะใช้สารเคมีในที่ดินของผม ก็เตรียมตัวขนกระสอบปุ๋ยพวกนั้นออกไปจากเกาะนี้ให้เร็วที่สุดครับ”
เสียงของผมไม่ได้สั่นเหมือนเมื่อครู่แล้ว แม้มันจะแผ่วเบา แต่ความเด็ดขาดที่เพิ่งค้นพบในใจกลับทำให้ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นชะงักไปเล็กน้อย พวกเขาคือตัวแทนจากบริษัททุนใหญ่ที่พยายามจะเข้ามา ‘สนับสนุน’ เกษตรอินทรีย์ของผมด้วยยาฆ่าแมลงสูตรเข้มข้น แลกกับการที่ผมต้องยอมขายผลผลิตทั้งหมดให้พวกเขาผ่านคนกลางที่เอารัดเอาเปรียบชาวประมงในเกาะนี้มานาน
นายหัวสิงห์ที่ยืนอยู่ด้านหลังผมก้าวออกมาหนึ่งจังหวะ กลิ่นอายของเกลือทะเลและไอแดดที่แผ่ออกมาจากตัวเขาราวกับกำแพงที่ไม่มีใครกล้าฝ่าเข้ามา เขาไม่ได้พูดอะไรสักคำ เพียงแค่มองกลุ่มคนพวกนั้นด้วยสายตาราบเรียบ แต่อานุภาพของความนิ่งนั้นน่ากลัวกว่าคำด่าทอใดๆ
“ตะวัน... ไม่จำเป็นต้องคุยกับหมาที่หิวโซหรอกครับ” นายหัวสิงห์พูดขึ้น เสียงทุ้มต่ำของเขากังวานอยู่ในอก “กลับไปบอกเจ้านายพวกคุณนะ ว่าที่นี่ ‘ลมทะเล’ พัดพาสิ่งสกปรกออกไปเสมอ ถ้ายังไม่เลิกตอแย ก็อย่าหาว่าชาวเกาะอย่างผมไม่ต้อนรับด้วยวิธีของพวกเรา”
เมื่อเห็นว่าข่มขู่ไม่ได้ผล กลุ่มคนเหล่านั้นก็ถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างหัวเสียก่อนจะเดินกระทืบเท้าจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นเหม็นไหม้ของไอเสียเรือและแปลงผักที่ใบกำลังถูกรบกวนด้วยแมลงศัตรูพืชตัวฉกาจ
ผมวางกรรไกรลง มือที่เคยสั่นเทาตอนนี้กลับชื้นไปด้วยเหงื่อ ผมทรุดตัวลงนั่งยองๆ หน้าแปลงผักกาดหอมที่ถูกกัดกินจนเป็นรูพรุน ความรู้สึกผิดพุ่งเข้าใส่ใจ มันคือความล้มเหลวในฐานะเชฟที่อยากสร้างสรรค์วัตถุดิบด้วยมือตัวเอง
“มันสายเกินไปหรือเปล่าครับสิงห์... ผักพวกนี้คงไม่รอดแล้ว” ผมพึมพำ ดวงตามองดูร่องรอยของศัตรูพืชที่กัดกินผลผลิตของผมอย่างน่าเวทนา
นายหัวสิงห์ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เขาไม่ได้ปลอบด้วยคำหวาน แต่ยื่นมือหนาหยาบกร้านจากการจับเชือกเรือมาแตะที่ไหล่ผมเบาๆ “ในทะเล ถ้าปลาไม่กินเหยื่อ เราก็แค่เปลี่ยนเหยื่อ ไม่ใช่การทำลายล้างทั้งมหาสมุทร คุณเก่งเรื่องปรุงอาหาร ทำไมไม่ลองปรุง ‘สูตร’ สำหรับพวกมันดูบ้างล่ะครับ?”
คำพูดนั้นจุดประกายอะไรบางอย่างในหัวผม ผมหันไปสบตาเขา แววตาของชายผู้ผ่านโลกมามากทำให้ผมได้สติ การหนีไม่ใช่ทางออก แต่การเผชิญหน้าด้วย ‘ภูมิปัญญา’ ต่างหากคือสิ่งที่ผมถนัดที่สุด
ผมลุกขึ้นยืน ปัดเศษดินออกจากกางเกง “จริงด้วยครับ ผมมีวัตถุดิบอยู่ในครัวแล้ว ทั้งพริกขี้หนูสวน สะเดา และน้ำส้มควันไม้ที่ชาวบ้านเคยให้มา ผมจะปรุง ‘ยาไล่แมลง’ ที่ทำให้พวกมันอยู่ไม่ได้ แต่ผักของผมยังปลอดภัย”
ตลอดทั้งบ่าย ผมจมอยู่กับการทำหน้าที่ ‘เชฟ’ อีกครั้ง เพียงแต่มื้อนี้ไม่ได้เสิร์ฟบนจานกระเบื้องเคลือบ แต่เป็นการสกัดสารจากธรรมชาติในหม้อดินเผา กลิ่นฉุนของพริกผสมกับความหอมละมุนของน้ำมันสะเดากระจายไปทั่วระเบียงบ้าน นายหัวสิงห์นั่งเหลาไม้ไผ่ทำค้างผักอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้รบกวน แต่คอยส่งสายตาให้กำลังใจเป็นระยะ
เมื่อส่วนผสมพร้อม ผมบรรจงฉีดพ่นละอองสารสกัดลงบนใบผักอย่างใจเย็น แสงแดดร่มลมตกยามเย็นสะท้อนหยดน้ำเหล่านั้นให้ดูราวกับอัญมณีที่กำลังปกป้องชีวิตเล็กๆ ในดิน ความสงบกลับคืนมาอีกครั้ง พร้อมกับความรู้สึกที่ว่า ผมไม่ได้อยู่ลำพังในสงครามนี้
“เสร็จแล้วครับ” ผมยืดตัวขึ้น บิดขี้เกียจเล็กน้อย “พรุ่งนี้เช้าเราคงเห็นผล...”
ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบ เสียงโทรศัพท์ดาวเทียมของนายหัวสิงห์ก็ดังขึ้น ทำลายบรรยากาศเงียบสงบลงกะทันหัน เขาขมวดคิ้วหลังจากรับสายเพียงไม่กี่วินาที ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ตะวัน... เมื่อกี้คนงานจากเรือใหญ่แจ้งว่า พบถังเหล็กสนิมเขรอะถูกคลื่นซัดมาติดที่หาดหลังเกาะ ถังพวกนั้นมีสัญลักษณ์แปลกๆ ที่เหมือนกับกลุ่มคนเมื่อเช้าไม่มีผิดเพี้ยน”
เขาลุกขึ้นยืนทันที มือคว้ากระบอกไฟฉายเตรียมพร้อม “ผมต้องไปดูเดี๋ยวนี้ พวกมันอาจกำลังทิ้งสารเคมีอันตรายลงในแนวปะการัง ถ้าเราไม่รีบไปยับยั้ง... ผืนดินที่คุณปลูกผักกับผืนทะเลของผม อาจไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป”
เขามองมาที่ผม สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหมายแฝงบางอย่าง “และผมกลัวว่า... เรื่องนี้มันจะไม่จบแค่ที่แปลงผักของคุณ”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ลมทะเลพัดพาความสุขมาถึงทุกท่านนะครับ
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 26
สูตรสมุนไพรไล่แมลง
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!