"เชือก... เชือกขาดแล้ว!"
เสียงตะโกนแหบพร่าของไต๋เรือรุ่นใหญ่ดังแข่งกับเสียงคำรามของคลื่นลมที่โหมกระหน่ำเข้าใส่กราบเรืออย่างบ้าคลั่ง ในวินาทีนั้น น้ำทะเลสีครามเข้มที่เคยดูสงบงามยามต้องแสงอาทิตย์ กลับแปรเปลี่ยนเป็นมัจจุราชสีดำสนิทที่พร้อมจะกลืนกินทุกชีวิตลงสู่ก้นบึ้ง
นี่คือเหตุการณ์ที่ผมพยายามหนีมาตลอดชีวิต และดูเหมือนว่าลมทะเลที่พัดมาในวันนี้ จะพาอดีตที่ผมไม่มีวันลืมให้กลับมาหาผมถึงที่นี่แล้วครับ
ผม—ตะวัน อดีตเชฟผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความสมบูรณ์แบบของห้องครัวระดับมิชลินสตาร์ ยืนนิ่งอยู่บนดาดฟ้าเรือประมงที่กำลังโคลงเคลงอย่างน่าหวาดเสียว กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งเครียด สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องเตือนภัย แต่วินาทีที่ผมหันไปสบตากับนายหัวสิงห์ เจ้าของเรือผู้ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด แต่วันนี้กลับมีหยาดเหงื่อผสมปนเปกับน้ำทะเลไหลอาบใบหน้าคมเข้ม... ความลังเลทั้งหมดก็มลายหายไปสิ้น
เครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ส่งเสียงไอโขลกควันดำทะมฬออกมาก่อนจะดับสนิทลงท่ามกลางความเวิ้งว้างของท้องทะเลลึก เรือประมงลำโตไร้ซึ่งแรงขับเคลื่อน มันลอยเคว้งคว้างอยู่กลางกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่พร้อมจะซัดเข้าหากลุ่มโขดหินใต้น้ำแหลมคมห่างออกไปไม่ถึงร้อยเมตร
"ตะวัน! ถอยไป!" นายหัวสิงห์ตะคอกเสียงดังลั่น แววตาที่มักจะฉายแววอบอุ่นและมั่นคงยามมองผม บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "ใบพัดเรือพันกับอวนเก่าด้านท้าย ท้องเรือเริ่มรับน้ำ... คุณรีบคว้าเสื้อชูชีพแล้วไปรอที่เรือบดเดี๋ยวนี้!"
ผมไม่ได้ขยับเขยื้อนตามคำสั่งนั้นครับ
ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับเข้ามาในหัว เสียงกรีดร้องของไฟไหม้ห้องครัวและการสูญเสียที่ผมไม่สามารถปกป้องใครไว้ได้เลยในวันนั้น มันกำลังย้อนกลับมาหลอกหลอน แต่วันนี้... ผมจะไม่ยอมยืนมองความสูญเสียเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาอีกเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด
"ถ้าผมหนี คุณจะรอดคนเดียวหรือไง นายหัวสิงห์!" ผมตะโกนแข่งกับเสียงลมพายุ รวบรวมแรงทั้งหมดพุ่งเข้าไปคว้าประแจเลื่อนขนาดใหญ่บนลังเครื่องมือ "บอกผมมาสิว่าต้องทำยังไง ใบพัดมันพันอยู่ใช่ไหม งั้นผมลงไปตัดมันเอง!"
"บ้าหรือเปล่า! น้ำเย็นเฉียบแถมกระแสน้ำแรงขนาดนี้ คุณจะลงไปไม่ได้นะ!" สิงห์พยายามพุ่งตัวเข้ามาขวาง แต่ผมเร็วกว่า ผมคว้าเชือกนิรภัยมัดเอวตัวเองแน่น ปลายเชือกอีกด้านส่งให้อีกฝ่ายถือไว้มั่น
ดวงตาคมกริบของนายหัวสิงห์มองผมด้วยความตกตะลึง ปนเปไปกับความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยคำพูดใดออกมาในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้ มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับหางเสือมาทั้งชีวิต เอื้อมมาจับไหล่ผมแน่นจนรู้สึกเจ็บ
"ระวังตัวด้วย... ถ้าเป็นอะไรไป ผมไม่ให้อภัยตัวเองแน่" เสียงทุ้มต่ำนั้นเอ่ยลอดไรฟันด้วยความสั่นเทาเล็กน้อย
ผมพยักหน้ารับอย่างเด็ดเดี่ยว ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกเต็มปอด แล้วทิ้งตัวดิ่งลงสู่ผืนน้ำสีดำมืดเบื้องล่างทันที
ความหนաբาลของน้ำทะเลทะลักเข้าหูและผิวกายจนชาดิก แรงดึงดูดของกระแสน้ำพยายามฉีกกระชากผมออกจากตัวเรือ แต่ด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่และสัญชาตญาณการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่ว ผมดำดิ่งลงไปที่บริเวณใบพัดท้ายเรือ ภาพที่เห็นคือตาข่ายไนลอนเหนียวหนาพันทับกันเป็นปมยักษ์ ขัดขวางการทำงานของเครื่องยนต์จนแกนเพลาบิดเบี้ยว
มีดพกประจำตัวถูกชักออกมา ผมใช้แรงทั้งหมดที่มีในการเลื่อยและตัดเชือกเส้นแล้วเส้นเล่า อากาศในปอดเริ่มร่อยหรอ ความมืดมิดใต้ท้องเรือทำให้มองเห็นไม่ชัดเจนนัก อาการแสบตาจากความเค็มและแรงกดดันเริ่มเล่นงาน แต่ผมหยุดไม่ได้ หากช้าไปกว่านี้ เรือลำนี้และตัวตนใหม่ที่ผมเพิ่งสร้างขึ้นมา... อาจจะต้องจมดิ่งลงสู่ก้นทะเลพร้อมกับอดีตอันเจ็บปวด
*ฉับ!*
เส้นเชือกเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นลง แรงเหวี่ยงของกระแสน้ำรอบตัวเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน พร้อมๆ กับเสียงเครื่องยนต์ดีเซลด้านบนที่คำรามกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วง
ผมใช้แรงเฮือกสุดท้ายดึงตัวเองขึ้นสู่ผิวน้ำ คว้าขอบกราบเรือที่นายหัวสิงห์โน้มตัวลงมาฉุดกระชากขึ้นไปบนดาดฟ้าได้อย่างปลอดภัย
ร่างทั้งร่างของเราล้มกลิ้งไปบนพื้นไม้เปียกชุ่ม น้ำทะเลหยดติ๋งจากเส้นผมและเสื้อผ้า สิงห์ดึงผมเข้าไปกอดแนบอกแน่น อ้อมกอดนั้นสั่นเทาเล็กน้อยจนผมสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวเร็วของเขา
"คุณมันดื้อที่สุด... ตะวัน" เสียงกระซิบพร่าเลือนดังอยู่ข้างหู พร้อมกับฝ่ามืออุ่นที่ลูบหลังผมอย่างทะนุถนอม ท่ามกลางพายุที่ค่อยๆ สงบลงและความรอดพ้นจากปากมรณะ
เมื่อเรือประมงกลับมาควบคุมได้อีกครั้ง เรานำเรือเทียบท่าหลบคลื่นลมในอ่าวเล็กๆ ที่คุ้นเคย แสงไฟตะเกียงน้ำมันสาดส่องกระทบผิวน้ำในห้องครัวเรือนแพ กลิ่นหอมกรุ่นของขิงแก่และตะไคร้ลอยฟุ้งกระจายเพื่อขับไล่ความหนาวเหน็บ
ผมกำลังยืนอยู่หน้าเตาไฟ เคี่ยวซุปปลาทะเลรสจัดจ้านเพื่อฟื้นฟูร่างกายให้อีกฝ่าย โดยมีสายตาคมกริบของนายหัวสิงห์นั่งมองไม่วางตา ราวกับกลัวว่าผมจะหายวับไปกับตา
แต่ในขณะที่เรากำลังจะตักซุปอุ่นๆ ลงในชาม เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงทุบประตูก็กร้าวขึ้นที่หน้าบ้านพักริมหาดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ประตูไม้ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท ร่างท้วมของกำนันเฉลิม ผู้มีอิทธิพลประจำตำบล ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก ด้านหลังคือชายแปลกหน้าสวมสูทเนี๊ยบที่ถือเอกสารฉบับหนึ่งไว้ในมือ
"ขอโทษทีที่มารบกวนยามวิกาลนะ นายหัวสิงห์... พอดีมีเรื่องด่วนเกี่ยวกับ 'กรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนี้' ที่นายอ้างว่าครอบครองอยู่ อยากจะให้เซ็นรับทราบกันเสียหน่อย"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กันเสมอมานะครับ
- ลมทะเลพัดรัก
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 34
บทเรียนจากท้องทะเล
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!