"คุณจะยืนจ้องผมแบบนี้ไปอีกนานไหมครับ หรือว่าในมือของคุณมีจอบที่อยากจะช่วยผมขุดดินกันแน่?"
ตะวันวางพลั่วลงบนพื้นดินร่วนซุย ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกพิงต้นมะพร้าวอยู่ไม่ห่าง สายตาของนายหัวสิงห์ที่มองมายังเขายังคงนิ่งสนิทเหมือนผิวน้ำทะเลก่อนพายุใหญ่จะเข้า แต่แววตาคู่นั้นกลับสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเขาเอ่ยทัก
สิงห์ไม่ได้ตอบทันที เขาขยับตัวก้าวเดินเข้ามาหาช้าๆ รองเท้าบูทเปื้อนโคลนเหยียบย่ำไปบนเศษใบไม้แห้งจนเกิดเสียงกรอบแกรบ ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าตะวัน ร่างสูงใหญ่บดบังแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านแนวไม้จนเกิดเงาทาบทับร่างโปร่งของอดีตเชฟหนุ่ม
"ผมแค่สงสัย" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น "ว่าคนเมืองที่เคยจับแต่มีดเชฟราคาแพง ทำไมถึงได้ดูทะนุถนอมต้นไม้เหี่ยวๆ พวกนี้ยิ่งกว่าชีวิตตัวเอง"
ตะวันยิ้มบางๆ เขาไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์เหมือนที่เคยทำในช่วงวันแรกที่มาถึงเกาะ มือเรียวที่เปื้อนดินขยับถุงมือให้กระชับ "ของบางอย่างมันก็มีค่าเกินกว่าที่คนนอกจะมองเห็นนะครับคุณสิงห์ โดยเฉพาะเมื่อมันเป็นสมบัติที่ไม่ได้ถูกวัดมูลค่าด้วยตัวเงิน"
สิงห์เลิกคิ้วมองสิ่งที่ตะวันกำลังพยายามขุดขึ้นมา มันไม่ใช่ผักสวนครัวธรรมดาที่เขาคุ้นตา แต่เป็นพุ่มไม้เตี้ยใบหยักสีเขียวเข้มที่ดูเหมือนจะตายซากไปนานแล้ว แต่น่าแปลกที่รากของมันกลับหยั่งลึกและดูสมบูรณ์ผิดปกติ
"สมุนไพรพวกนี้..." สิงห์ก้มลงมองใกล้ๆ จนปลายจมูกโด่งแทบจะชนกับเส้นผมของตะวัน "คุณปู่ผมเคยปลูกไว้เมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนที่ท่านยังแข็งแรง ผมจำได้ว่าท่านหวงมันนักหนา บอกว่าเป็นของล้ำค่าจากป่าลึกที่หาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้วในแผ่นดินนี้"
ตะวันหยุดมือ สายตาจ้องมองพุ่มไม้ในมือด้วยความหลงใหล "นี่มัน 'ว่านน้ำค้างเกาะ' ครับ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความตื่นเต้น "ผมเคยอ่านเจอในบันทึกเก่าๆ ของห้องสมุดอาหารหายาก มันเป็นสมุนไพรที่ใช้เพิ่มรสสัมผัสในอาหารทะเลได้วิเศษที่สุด แต่มันสูญพันธุ์ไปจากการรับรู้ของคนทั่วไปนานมากแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่ามันจะยังรอดชีวิตอยู่ตรงนี้... ในสวนหลังบ้านที่ดูเหมือนรกร้างของคุณ"
สิงห์เงียบไป เขาจ้องมองใบหน้าด้านข้างของตะวัน ที่ตอนนี้เปื้อนไปด้วยคราบดินแต่กลับดูมีชีวิตชีวาอย่างประหลาด เขาไม่เคยเห็นใครที่มอง 'พืช' ด้วยสายตาแบบเดียวกับที่เขามอง 'ท้องทะเล' มาก่อน
"คุณตั้งใจจะทำอะไรกับมัน" สิงห์ถาม เสียงของเขาอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว
"ผมจะทำให้มันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง" ตะวันตอบหนักแน่น "ไม่ใช่แค่เพื่อทำอาหาร แต่มันคือการรักษาภูมิปัญญาที่ใครบางคนอุตส่าห์ฝากไว้กับดินผืนนี้"
ทั้งสองคนตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงคลื่นกระทบฝั่งแว่วมาตามลม ตะวันเริ่มลงมือขุดดินรอบๆ พุ่มไม้นั้นอย่างเบามือที่สุด สิงห์เปลี่ยนจากท่าทางยืนกอดอกมาเป็นนั่งยองๆ ลงข้างๆ เขา โดยไม่สนว่ากางเกงยีนส์ตัวเก่งจะเลอะโคลนแค่ไหน มือหนาหยาบกร้านเอื้อมไปช่วยประคองต้นไม้ไว้เมื่อเห็นว่าตะวันเริ่มใช้แรงมากเกินไปจนอาจทำให้รากเสียหาย
"ระวัง" สิงห์เตือน "ถ้าอยากให้มันรอด คุณต้องรดน้ำด้วยน้ำค้างยามเช้าที่เก็บจากใบตองเท่านั้น นี่คือเคล็ดลับที่ปู่ผมเคยบอกไว้"
ตะวันหันไปมองสิงห์ด้วยความประหลาดใจ "คุณรู้ด้วยหรือครับ?"
"ผมจำได้ทุกอย่างที่ท่านเคยสอน" สิงห์เบือนหน้าหนีไปมองทะเล "ถึงแม้ตอนนั้นผมจะคิดว่ามันไร้สาระก็ตาม"
บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง ความตึงเครียดจากเหตุการณ์เมื่อวานดูเหมือนจะมลายหายไปกับสายลมทะเล แต่ในขณะที่ตะวันกำลังจะขุดดินลึกลงไปอีกเพื่อแยกเหง้าที่พันกันอยู่นั้น จอบของเขากลับกระทบเข้ากับวัตถุบางอย่างที่เป็นโลหะ เสียง 'กริ๊ก' ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบ
ทั้งสองชะงัก ตะวันรีบปัดดินออกด้วยมือเปล่า เผยให้เห็นหีบเหล็กใบเล็กที่ถูกฝังไว้อยู่ใต้พุ่มสมุนไพรนั้น
"นี่คืออะไรครับ?" ตะวันหันไปถามสิงห์ด้วยหัวใจที่เต้นรัว
สิงห์ไม่ได้ตอบ ใบหน้าคมเข้มของเขาซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด มือหนาคว้าหีบนั้นขึ้นมาด้วยอาการมือสั่น เขารีบเช็ดดินออกจนเห็นรอยสลักรูปสมอเรือที่คุ้นตา มันคือหีบที่เขาตามหามาตลอดตั้งแต่ปู่เสียชีวิต หีบที่ถูกลือกันว่าเก็บความลับบางอย่างที่ทำให้เรือประมงของตระกูลเขาสามารถหาปลาได้มากกว่าใครในน่านน้ำนี้มาตลอดหลายสิบปี
สิงห์ค่อยๆ แง้มฝาหีบออกเพียงเล็กน้อย แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้เขารีบปิดมันลงทันทีด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
"ห้ามเปิดมัน" สิงห์สั่งเสียงเย็นเยียบ แววตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่กลับกลายเป็นความหวาดระแวงอย่างรุนแรง
"ทำไมล่ะครับ? มันมีอะไรอยู่ในนั้น..." ตะวันถามด้วยความอยากรู้
สิงห์ไม่ตอบ แต่เขารีบคว้าแขนตะวันแล้วดึงให้ลุกขึ้นยืนกะทันหัน ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าบ้าน เป็นเสียงรองเท้าหนังที่ดังผิดจังหวะกับวิถีชีวิตชาวเกาะ สิงห์รีบโยนหีบใบนั้นเข้าไปในพุ่มไม้หนาแล้วรีบผลักตัวตะวันไปด้านหลังตนเอง
"มีคนมา" สิงห์กระซิบ "และคนพวกนี้ไม่ใช่ชาวบ้านบนเกาะ"
ชายฉกรรจ์ในชุดสีดำสามคนเดินตรงเข้ามาในสวน สายตาของพวกเขาไม่ได้มองที่ต้นไม้หรือดอกไม้ แต่มองตรงมาที่พุ่มไม้ที่เพิ่งขุดขึ้นมา และเมื่อหนึ่งในนั้นสบตากับสิงห์ มุมปากของเขาก็ยกยิ้มเหี้ยมเกรียม
"นายหัวสิงห์... เราตามหาของชิ้นนั้นมานาน ในที่สุดคุณก็เป็นคนขุดมันขึ้นมาให้เราเองกับมือ"
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่ห้านี้ และขอให้ติดตามว่าความลับในหีบนั้นคืออะไรกันแน่นะครับ ผม "ลมทะเลพัดรัก" จะตั้งใจเขียนตอนต่อไปให้ถึงใจที่สุดครับ
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 5
ความลับใต้เงาไม้
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!