รอยขีดข่วนบนเปลือกไม้ของโต๊ะทำงานตัวเก่าในครัว เกิดขึ้นจากปลายมีดปอกผลไม้ที่ตะวันใช้ฝนลับคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ดวงตะวันยังไม่พ้นขอบน้ำ จนกระทั่งแสงสีทองสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ระแนงเข้ามาทาบทับ กลิ่นหอมของน้ำสต็อกปลาเคี่ยวเค็มๆ ปะปนกับกลิ่นไอน้ำทะเลที่ลอยละล่องเข้ามาทางช่องลม แต่สิ่งที่อบอวลยิ่งกว่าคือก, ความเงียบงันที่ผิดปกติ
นายหัวสิงห์ไม่ได้มาปรากฏตัวที่ระเบียงบ้านสวนตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้ว
ร่างสูงใหญ่ของเจ้าของเรือประมงลำใหญ่ มักจะนั่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้ตัวเดิม พร้อมกับกาแฟดำเข้มข้นในยามเช้า และสายตาที่คอยกวาดมองแปลงผักสลัดออร์แกนิกของตะวัน แต่วันนี้... ที่ตรงนั้นว่างเปล่า มีเพียงรอยเท้าเก่าๆ และคราบเกลือทะเลที่แห้งกรังอยู่บนพื้นไม้
“ถ้าจะหลบหน้ากัน ก็น่าจะมีเหตุผลที่ดีกว่าการทำเป็นมองไม่เห็นเรือของฉันที่จอดเทียบท่าอยู่นู่นสินะครับ นายหัวสิงห์” ตะวันพึมพำกับตัวเองเบาๆ ขณะที่มือเรียวสวยที่เคยจับแต่มีดเชฟราคาแพงในปารีส ตอนนี้กลับกำลังกำก้านผักกาดหอมแน่นจนใบบอบช้ำ
เหตุการณ์เมื่อสามคืนก่อนยังคงชัดเจนในความทรงจำ คืนนั้น... จดหมายซองสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่าที่ถูกส่งมาจากฝั่งพระนคร ถูกวางทิ้งไว้ที่ศาลาริมหาด มันเป็นจดหมายจากอดีตคนรักเก่าของตะวัน เชฟหนุ่มชื่อดังผู้เป็นเจ้าของร้านอาหารระดับมิชลินที่ตะวันเคยร่วมงานด้วย และเป็นคนเดียวกันกับที่เคยสร้างรอยแผลเป็นในใจให้เขาต้องหนีมาซ่อนตัว ณ ปลายด้ามขวานแห่งนี้
สิงห์บังเอิญเดินผ่านมาเห็น และบังเอิญได้เห็นสายตาที่ไหววูบของตะวันขณะถือซองจดหมายนั้น
นับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา นายหัวผู้แข็งกร้าวต่อคลื่นลมทะเล กลับเลือกที่จะถอยหลังก้าวหนึ่ง... ไม่สิ, อาจจะหลายก้าวด้วยซ้ำ ความเกรงใจที่ถูกสร้างขึ้นจากความไม่รู้ว่าตนเองมีสถานะอะไรในใจของอดีตเชฟหนุ่ม ทำให้สิงห์เลือกที่จะหายตัวไปจากรัศมีสายตาของตะวันอย่างเงียบเชียบ
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูเบาๆ ที่กรอบไม้ ทำให้ตะวันสะดุ้งเล็กน้อย ชายหนุ่มรีบวางก้านผักในมือลงแล้วเดินไปเปิดประตูด้วยความหวังลึกๆ ว่าอาจจะเป็นร่างสูงใหญ่ของใครบางคน
ทว่า... กลับไม่ใช่
“สวัสดีครับคุณตะวัน พอดีผมเอาปลาอินทรีสดๆ ที่เพิ่งกู้จากอวนเมื่อเช้ามาฝากครับ นายหัวฝากให้เอามาส่ง” ลุงหมาย ลูกเรืออาวุโสของสิงห์ยืนยันรอยยิ้มเจื่อนๆ บนใบหน้าย่นยับตามวัย พร้อมกับชูถังน้ำแข็งโฟมที่บรรจุเนื้อปลาสีชมพูสด
ตะวันขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาคู่คมจ้องมองไปที่ลุงหมายด้วยความสงสัยระคนหงุดหงิด “นายหัวฝากมาเหรอครับ แล้วทำไมเขาไม่เอามาให้เองล่ะครับลุงหมาย เรือของเขาก็จอดอยู่ตรงอ่าวไม่ใช่หรือไง”
ลุงหมายหัวเราะแห้งๆ ยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ “เอ่อ... นายหัวแกบอกว่าช่วงนี้งานซ่อมเครื่องเรือมันยุ่งๆ น่ะครับคุณตะวัน อีกอย่าง... แกเกรงใจกลัวว่าจะมารบกวนเวลาส่วนตัวของคุณตะวันเข้า ช่วงนี้เห็นคุณตะวันมี... เอ่อ... เรื่องที่ต้องจัดการเกี่ยวกับทางฝั่งโน้นนี่ครับ”
คำว่า *“ทางฝั่งโน้น”* และ *“เกรงใจ”* เหมือนคมมีดเล็กๆ ที่กรีดลงบนอกของตะวัน
“เรื่องทางฝั่งโน้นอะไรกันครับ ลุงหมายก็รู้ว่าผมทิ้งมันไว้ข้างหลังหมดแล้ว” ตะวันเผลอใช้เสียงที่ดังกว่าปกติเล็กน้อย จนลุงหมายต้องรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน
“โอย... ผมก็แค่คนหาปลาแก่ๆ คนหนึ่งครับคุณตะวัน แต่ผมแค่มองตานายหัวก็รู้แล้ว แกเป็นคนพูดไม่เก่ง แต่เวลาแกแคร์ใคร แกแคร์จนเจ็บนะครับคุณ นายหัวแกคงคิดว่าตัวเองเป็นแค่ชาวประมงบ้านนอก กลัวจะไปเทียบไม่ได้กับคนในโลกใบเก่าของคุณตะวัน... เอาเป็นว่า ผมเอาปลามาวางไว้ตรงนี้นะครับ ฝากทำเมนูอร่อยๆ ให้แกกินหน่อยเถอะครับ แกนั่งซ่อมแหอยู่คนเดียวที่ท้ายเรือมาสองวัน ไม่ยอมกินข้าวปลาให้เป็นเรื่องเป็นราวเลย”
พูดจบ ลุงหมายก็วางถังโฟมลงบนเฉลียงหน้าบ้าน แล้วรีบเดินจ้ำอ้าวจากไปทันที ปล่อยให้ตะวันยืนนิ่งค้างอยู่กับความเงียบงันที่กลับมาโอบล้อมอีกครั้ง
สายลมทะเลพัดโชยกลิ่นไอเค็มจัดเข้ามาปะทะใบหน้า ตะวันก้มมองเนื้อปลาอินทรีในถังโฟม เนื้อปลาสีชมพูเรื่อที่สดจนแทบจะสะท้อนเงาของท้องฟ้า มันคือวัตถุดิบชั้นเลิศที่นักปรุงอาหารทุกคนปรารถนา แต่วันนี้ มันกลับมาพร้อมกับภาระทางความรู้สึกที่หนักอึ้ง
ชายหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียด ร่างเพรียวหมุนตัวกลับเข้าครัว หยิบผ้ากันเปื้อนสีเซอร์มาผูกเอว ดวงตาคู่คมฉายแววเด็ดเดี่ยว ในเมื่อสิงห์เลือกที่จะถอยหนีเพราะความเกรงใจและเข้าใจผิด งั้นเขานี่แหละจะเป็นคนลากอีกฝ่ายกลับมาเผชิญหน้ากันด้วยปลายจวักและกลิ่นอายของเครื่องแกงใต้
เมนูในหัวถูกร่างขึ้นอย่างรวดเร็ว—*แกงส้มปลาอินทรีใส่ยอดมะพร้าวอ่อน* และ *ปลาอินทรีทอดขมิ้น* อาหารพื้นบ้านที่ไม่มีความซับซ้อนแบบอาหารฝรั่งเศสที่เขาเคยทำ แต่มันคืออาหารที่สะท้อนถึงความจัดจ้าน หนักแน่น และจริงใจ เหมือนกับหัวใจของคนแถוניนี้
เสียงตำพริกแกงดัง “โขลก... โขลก...” ก้องกังวานอยู่ในครัวไม้ ทุกจังหวะของการตำคือการระบายความอัดอั้นตันใจ พริกแห้ง ขมิ้นชันสด หัวหอมแดง และเกลือเม็ด ถูกบดขยี้เข้าด้วยกันจนกลายเป็นเนื้อเนียนสีเหลืองทองส้ม กลิ่นหอมฉุนของสมุนไพรไทยลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ ตัดกับกลิ่นไอทะเลอย่างลงตัว
ตะวันใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงในการเคี่ยวเครื่องแกงให้เดือดพล่าน ก่อนจะใส่ชิ้นปลาอินทรีสดๆ ลงไป ปล่อยให้ความหวานจากเนื้อปลาผสานเข้ากับรสชาติเปรี้ยวเค็มเผ็ดของน้ำแกง จนได้กลิ่นหอมที่ชวนให้ท้องร้อง
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ชายหนุ่มบรรจงตักแกงส้มร้อนๆ ใส่ปิ่นโตเคลือบสีคลาสสิก หยิบปลาทอดขมิ้นสีเหลืองทองอร่ามใส่จานประกบ แล้วตัดสินใจเดินมุ่งหน้าออกจากบ้านสวน ฝ่าแสงแดดยามบ่ายที่เริ่มคล้อยต่ำ มุ่งตรงไปยังสะพานปลาและเรือประมงลำใหญ่ที่จอดนิ่งสนิทอยู่ปลายท่า
คลื่นซัดกระทบเสาไม้ดัง “ซัด... ซ่า...” เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ตะวันก้าวขึ้นมาบนเรือประมง “ทะเลคราม” ของนายหัวสิงห์ บรรยากาศบนเรือเงียบเหงาอย่างเห็นได้ชัด อุปกรณ์หาปลาถูกจัดเก็บเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ และที่ท้ายเรือ... ร่างสูงใหญ่ในเสื้อกล้ามสีเข้มกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาถักแหตาข่ายด้วยความเงียบงัน
“ถ้าจะมานั่งเงียบเป็นเป่าสากแบบนี้ ไปนั่งในครัวบ้านฉันไม่ดีกว่าเหรอครับ นายหัวสิงห์”
เสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยขึ้นจากด้านหลัง ทำให้ร่างสูงของสิงห์ชะงักกึก ชายหนุ่มรีบเงยหน้าขึ้นทันที แววตาคมกริบที่เคยฉายแววหม่นหมอง ไหววูบลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ตรงนั้น
สิงห์รีบวางแหในมือลง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำขยับตัวด้วยความเก้ๆ กังๆ เล็กน้อย ดวงตาคมหลุบมองปิ่นโตในมือของตะวัน ก่อนจะเบือนหน้ามองไปทางอื่น “...ลมอะไรหอบคุณมาถึงนี่ล่ะครับคุณตะวัน นึกว่าช่วงนี้คุณกำลังยุ่งอยู่กับจดหมายจาก... ฝั่งโน้นเสียอีก”
น้ำเสียงที่เจือความน้อยใจและพยายามเว้นระยะห่าง ทำให้ตะวันรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่คอ ชายหนุ่มไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที แต่กลับเดินเข้าไปใกล้ร่างสูงขึ้นอีกนิด กลิ่นอายทะเลและกลิ่นเหงื่อจางๆ จากตัวสิงห์ผสมผสานกับกลิ่นแกงส้มร้อนๆ ที่ลอยมาจากปิ่นโต
ตะวันวางปิ่นโตและจานปลาทอดลงบนลังไม้เก่าๆ ที่ใช้แทนโต๊ะกินข้าวบนเรือ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าของเรือประมงตรงๆ ชนิดที่ไม่ยอมให้หลบหนีไปไหน
“คุณคิดไปเองเก่งจังเลยนะครับ นายหัว” ตะวันเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตากลับพราวระยับด้วยประกายความท้าทาย “คิดแทนฉัน คิดแทนอนาคต คิดไปไกลจนถึงขั้นจะถอยหลังกลับเข้าถ้ำของตัวเองโดยไม่ถามฉันสักคำเลยเหรอครับ”
สิงห์ขมวดคิ้วแน่น กรามขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน “ผมไม่ได้ถอย... ผมแค่ไม่อยากขวางทางใคร คนอย่างผมมันก็แค่ชาวประMung หาเช้ากินค่ำ ไม่ได้มีชีวิตหรูหราหรือความทรงจำระดับเชฟมิชลินแบบคุณตะวันนี่ครับ ให้ผมถอยออกมา... มันน่าจะดีต่อตัวคุณมากกว่า”
พูดจบ สิงห์ก็ทำท่าจะหันหลังหนีและเดินลงไปยังห้องเก๋งเรือ
แต่เร็วกว่าความคิด มือเรียวของตะวันเอื้อมไปคว้าข้อมือหนาของอีกฝ่ายไว้แน่น แรงดึงนั้นทำให้สิงห์ต้องชะงักและหันกลับมามองด้วยความตกใจ
“ใครบอกว่าคุณขวางทางผมล่ะครับ?” ตะวันเงยหน้าขึ้นสบตา น้ำเสียงที่เคยราบเรียบตอนนี้กลับสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความจริงจัง “จดหมายนั่น... มันเป็นเรื่องของอดีตที่ตายไปแล้วครับนายหัว แต่คนที่ยืนอยู่ตรงนี้ คนที่คอยส่งปลาสดๆ มาให้ คนที่ทำให้บ้านหลังนี้ไม่เงียบเหงาจนเกินไป... คือคุณต่างหากล่ะครับ”
สิงห์นิ่งค้างไป ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยราวกับไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน
“ถ้าคุณคิดจะถอยหนีผมไปเฉยๆ แบบนี้ล่ะก็...” ตะวันสูดหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมความประหม่า ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงขึ้นอีกนิดจนแทบชิด “บอกไว้ก่อนเลยนะครับว่า... ผมไม่ยอมให้คุณหนีไปไหนง่ายๆ แน่นอน”
ลมทะเลพัดกรรโชกแรงขึ้น ระลอกคลื่นซัดกระทบกราบเรือดังโครمคราม กลบเสียงหัวใจของชายหนุ่มทั้งสองที่กำลังเต้นรัวโครมครามแข่งกับเสียงคลื่น ตะวันจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคมกริบของสิงห์ที่ตอนนี้ฉายแววความอบอุ่นระคนความตกใจ และก่อนที่นายหัวหนุ่มจะได้ทันเอ่ยคำพูดใดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มแน่น ตะวันก็เป็นฝ่ายเอื้อมมือไปปลดล็อกฝาปิ่นโตชั้นบน กลิ่นหอมฉุนของแกงส้มปลาอินทรีร้อนๆ ก็ลอยตลบอบอวลแทรกกลางความเงียบงันระหว่างเขาทั้งสองทันที
“กินข้าวครับนายหัว... แล้วหลังจากนั้น เราค่อยมาเคลียร์กันให้รู้เรื่องว่าใครกันแน่ที่ต้องขอโทษผม”
สิงห์มองหน้าตะวันนิ่ง งثสติที่เคยกระเจิดกระเจิงค่อยๆ กลับคืนมา รอยยิ้มจางๆ ที่หาดูยากค่อยๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่มร่างใหญ่ ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปรับจานปลาทอดขมิ้นจากมือตะวันอย่างเบามือ
แต่ทว่า... ในวินาทีที่นิ้วมือของทั้งคู่สัมผัสกันผ่านผิวเซรามิกจานกระเบื้อง เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนเอะอะก็ดังขึ้นมาจากปลายสะพานปลาท่าเรือ ทะลุกำแพงความเงียบเข้ามาขัดจังหวะทุกอย่างลงอย่างกะทันหัน
“นายหัวสิงห์! นายหัวครับ! แย่แล้วครับ!” เสียงของลูกเรือคนหนึ่งตะโกนลั่นด้วยความตื่นตระหนก หน้าตาซีดเผือด “มีเรือยอร์ชแปลกปลอมลำใหญ่กำลังแล่นฝ่าแนวเขตหวงห้ามเข้ามาเทียบท่าฝั่งเราแล้วครับ! แถม... แถมคนที่ยืนอยู่บนหัวเรือนั่น... ดูเหมือนจะเป็นคนจากตระกูลดังทางกรุงเทพฯ ที่ประกาศตามหาตัวคุณตะวันอยู่ครับ!”
สิงห์ชะงักกึก ตะวันหน้าถอดสีทันที ร่างบางหันขวับกลับไปมองทางปากอ่าวอย่างรวดเร็ว
และภาพที่ปรากฏผ่านม่านหมอกไอน้ำทะเล คือเงาสีดำมหึมาของเรือยอร์ชหรูหราที่กำลังลอยลำเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมกับร่างของชายในสูทสากลเนี๊ยบกริบที่ก้าวลงจากเรือ เหยียบย่างลงสู่ผืนดินปลายด้ามขวานด้วยรอยยิ้มที่ซ่อนความลับบางอย่างไว้...
--------------------------------------------------------------
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันไออุ่นไปกับลมทะเลพัดรักนะครับ แล้วพบกันในบทถัดไปครับ
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 47
สิงห์ที่เริ่มห่างเหิน
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!