ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 46

ความวุ่นวายที่ไม่อยากรับ

ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
เสียงกระแทกของแก้วกาแฟเซรามิกหนาหนักกระทบลงบนพื้นโต๊ะไม้สักเก่าครูดเสียงดังสนั่น จนผิวน้ำสีเข้มกระฉอกเปื้อนขอบโต๊ะ เป็นจังหวะเดียวกับที่ร่างโปร่งในเสื้อเชิ้ตลินินสีขาวของตะวันชะงักมือจากการหั่นพริกขี้หนูสวนสีสดในครัว กลิ่นหอมของกะปิเคยแท้และสมุนไพรพื้นบ้านที่เพิ่งโขลงเสร็จเมื่อครู่ ถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศอึมครึมที่แผ่ซ่านเข้ามาทางประตูร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ริมอ่าว "ผมบอกแล้วไงว่าเราคุยกันดีๆ ได้... ทำไมคุณต้องหนีหน้าผมขนาดนี้ ตะวัน" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เจือแววหงุดหงิดที่คุ้นเคยดังขึ้น ทะลุผ่านม่านมู่ลี่ไม้ไผ่เข้ามา ตะวันหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความระอุที่ตีรวนขึ้นมาในอก อดีตที่เขาพยายามฝังกลบไว้ใต้ผืนทรายสีขาวและเกลียว1คลื่นของเกาะแห่งนี้ กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอย่างง่ายดายด้วยรองเท้าหนังขัดมันราคาแพงที่เหยียบย่ำเข้ามาในอาณาเขตอันสงบสุขของเขา ตะวันวางมีดด้ามโปรดลงบนเขียงไม้อย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าเสียงกระทบจะไปปลุกอารมณ์บางอย่างที่พยายามกดไว้ไม่ให้ปะทุ เขาเดินออกจากเคาน์เตอร์ครัวด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยไร้รอยยิ้ม ดวงตาคู่คมกวาดมองแขกผู้ไม่ได้รับเชิญที่ยืนอยู่กลางร้าน ภากร... อดีตหุ้นส่วนร้านอาหารหรูระดับมิชลินสตาร์ในกรุงเทพฯ ผู้ชายที่เคยยิ้มแย้มและบอกว่า "ความฝันของเราต้องไปด้วยกัน" ในวันที่พวกเขาร่วมกันสร้างอาณาจักรอาหารฝรั่งเศส แต่ก็เป็นคนเดียวกันกับที่เลือกเซ็นชื่ออนุมัติผลประโยชน์เบื้องหลังลับหลังเขา จนทำให้ทุกอย่างพังทลายในชั่วข้ามคืน "ที่นี่ไม่มีเชฟตะวันที่คุณตามหาหรอกครับ มีแต่ 'ตะวัน' ชาวสวนตัวดำๆ ที่ทำได้แค่แกงปูใบชะพลูและยำปลาหมึกสด" ตะวันเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว แต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชาที่ทำให้อุณหภูมิรอบตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด ภากรหัวเราะในลำคอ สีหน้าแสดงความไม่เชื่อถืออย่างเปิดเผย สายตากวาดมองไปรอบร้านที่ตกแต่งด้วยแหชาวประมเก่าและเปลือกหอย ก่อนจะหยุดอยู่ที่ใบหน้าของอดีตกุ๊กมือหนึ่งที่ตอนนี้ผิวคล้ำแดดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ทว่ากลับดูมีเสน่ห์และสุขภาพดีกว่าตอนที่อยู่ท่ามกลางแสงไฟนีออนในเมืองหลวง "เลิกเล่นขายของแบบนี้เถอะตะวัน นายเกิดมาเพื่อห้องอาหารไฟน์ได닝 ไม่ใช่มานั่งดมกลิ่นคาวปลาและปลูกผักสวนครัวหลังบ้านแบบนี้... กลับกรุงเทพฯ กับฉัน โปรเจกต์ใหม่กำลังรอเราอยู่ นายจะได้ทุกอย่างที่เคยเสียไปคืนมาทั้งหมด" ภากรยื่นข้อเสนอพร้อมกับก้าวเข้ามาประชิดตัว ชายหนุ่มพยายามเอื้อมมือมาแตะที่ไหล่บาง แต่ก่อนที่ปลายนิ้วนั้นจะสัมผัสโดนเนื้อผ้า กลับมีมือหยาบกร้านของใครบางคนคว้าข้อมือของภากรไว้เสียก่อน แรงบีบนั้นหนักหน่วงและเด็ดขาดจนภากรต้องนิหน้าด้วยความเจ็บปวด นายหัวสิงห์ยืนตระหง่านอยู่ข้างกายตะวันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเล เลสีน้ำเงินเข้มและกางเกงผ้าฝ้ายดิบ ใบหน้าคมเข้มไร้รอยยิ้ม ดวงตาดำสนิทคู่นั้นจ้องมองผู้มาเยือนราวกับเสือดาวที่กำลังประเมินเหยื่อ กลิ่นไอเค็มของทะเลและกลิ่นบุหรี่อ่อนๆ ลอยมาจากตัวของนายหัวสิงห์ ยิ่งขับเน้นบรรยากาศความกดดันให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก "ที่นี่เกาะกว้าง แต่ทางออกแคบ ถ้าฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวผมให้เด็กเรือช่วยนำทางไปที่ท่าเรือให้เอาไหมครับ" นายหัวสิงห์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงนิ่งสนิทแต่ทรงพลังจนทำให้อากาศรอบตัวแทบหยุดนิ่ง ภากรสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมด้วยความยากลำบาก เขาถอยหลังไปสองก้าว จัดเสื้อผ้าให้เข้ารูปพร้อมกับส่งสายตาไม่พอใจมายังเจ้าถิ่น "นี่มันเรื่องส่วนตัวระหว่างผมกับตะวัน คุณเป็นใคร ถึงเข้ามายุ่ง?" "ผมเป็นคนดูแลผืนดินและผืนน้ำแถบนี้... และไอ้สิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าคุณตอนนี้ คือคนของผม" นายหัวสิงห์เน้นย้ำคำว่า 'คนของผม' ทีละคำ ชัดเจน ลึกซึ้ง และประกาศอาณาเขตอย่างไม่มีทีท่าเกรงกลัวอำนาจเงินตราจากเมืองกรุง ตะวันหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของนายหัวสิงห์ หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความโกรธและหงุดหงิดเมื่อครู่ กลับค่อยๆ สงบลงด้วยไออุ่นและความมั่นคงที่แผ่ออกมาจากชายร่างสูงคนนี้ ความรู้สึกพึ่งพาอาศัยที่ก่อตัวขึ้นทีละน้อยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา บัดนี้มันชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ "กลับไปเถอะครับ ภากร" ตะวันสูดหายใจเข้าลึกแล้วเอ่ยซ้ำด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวขึ้น "เรื่องของเรามันจบลงตั้งแต่หน้าที่ใบลาออกถูกเซ็นแล้ว ไม่มีอะไรต้องเคลียร์ และไม่มีอะไรที่ผมอยากได้คืนจากคุณอีก ยกเว้น... ความสงบสุข" ภากรขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามปูดนูน เขากวาดสายตามองคนทั้งสองสลับกันไปมาด้วยความแค้นเคืองที่ซ่อนไม่มิด ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ ออกมา "หึ... เก่งนักนะตะวัน คิดว่าหนีมาซุกหัวอยู่ที่นี่แล้วอดีตมันจะตามไม่ทันงั้นสิ? ระวังไว้เถอะ ความลับไม่มีในโลก... และเรื่องเน่าๆ ที่นายพยายามปิดบังไว้ มันอาจจะพ่นพิษใส่หน้าเข้าสักวัน!" พูดจบ ภากรก็สะบัดตัวเดินกระแทกเท้าออกจากร้านไป ทิ้งไว้เพียงเสียงปิดประตูที่ดังสะเทือนและกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ลอยวนอยู่ในบรรยากาศที่เจือกลิ่นอายทะเล ความเงียบงันกลับมาปกคลุมร้านอีกครั้ง ตะวันถอนหายใจยาวเหยียด ไหล่ที่เคยเกร็งเครียดค่อยๆ 3ลู่ลง เขายกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดตุบที่แล่นริ้วขึ้นมาจากการเผชิญหน้ากับอดีตอันน่ารังเกียจ "ไหวไหม?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน ผิดกับมาดดุดันเมื่อครู่ นายหัวสิงห์ยื่นแก้วน้ำอุ่นให้ตะวัน พร้อมกับใช้มืออีกข้างโอบไหล่บางไว้หลวมๆ เพื่อถ่ายทอดความอบอุ่น ตะวันเงยหน้าขึ้นสบตา ลมหายใจอุ่นๆ ปะทะกันในระยะใกล้ ดวงตาคู่คมของนายหัวสิงห์เต็มไปด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งขรึม ตะวันคลี่ยิ้มจางๆ ออกมาได้เป็นครั้งแรกในรอบวัน ความหวาดกลัวต่อคำขู่ของภากรเมื่อครู่เริ่มเลือนหายไปเมื่อมีอ้อมแขนนี้คอยประคับประคอง "ผมไม่เป็นไรครับ... แค่เหนื่อยนิดหน่อย" ตะวันตอบเสียงแผ่ว พลางซบศีรษะลงกับลาดไหล่กว้างของอีกฝ่ายอย่างเผลอตัว นายหัวสิงห์กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น พร้อมกับจูบเบาๆ ลงบนกลุ่มผมชื้นเหงื่อของอีกฝ่าย ทว่า ความสงบสุขนั้นอยู่ได้ไม่ถึงนาที เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือราคาแพงที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ของตะวันแผדเสียงแหลมขึ้นมา หน้าจอแสดงเบอร์แปลกที่ไม่คุ้นเคย แต่ขึ้นรหัสพื้นที่จากกรุงเทพมหานคร ตะวันผละออกจากอ้อมกอด ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกดรับสาย เสียงปลายสายที่ลอดออกมาทำให้ลมหายใจของตะวันสะดุดกึกทันที *“สวัสดีครับเชฟตะวัน... ผมจากกองบรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจ... พอดีเราได้เอกสารลับชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับเบื้องหลังการล้มละลายของร้านคุณเมื่อสองปีก่อน... และชื่อของคุณกำลังถูกพาดพิงว่าเป็นคนบงการเรื่องทั้งหมด... คุณจะสะดวกชี้แจงไหมครับ?”* มือถือในมือของตะวันเกือบหลุดร่วงลงพื้น โลกทั้งใบคล้ายจะหมุนคว่ำด้วยความตกใจและความจริงที่ถูกบิดเบือนอย่างโหดร้าย ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันไออุ่นไปกับลมทะเลพัดรักนะครับ แล้วพบกันในบทถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%