ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 45

จดหมายจากอดีตคนรัก

ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
กลิ่นไออายของน้ำปลาแท้เคี่ยวกับน้ำตาลมะพร้าวและหอมแดงซอย ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศในครัวไม้หลังน้อยอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม ปลายมีดสเตนเลสในมือของตะวันกำลังจ้วงลงบนเนื้อมะละกอดิบอย่างแม่นยำและรวดเร็ว ราวกับว่าเขากำลังระบายความอึดอัดที่สุมอกลงไปบนพืชผลในสวน กุ้งแห้งตัวโตสีส้มจัดนอนกองรวมกับพริกขี้หนูสวนสีแดงสดในครกดินเผา เสียงตำเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอสะท้อนก้องในความเงียบยามบ่ายที่ลมทะเลข้างนอกพัดตึงจนใบมะพร้าวลู่ลม "ถ้าตำแรงกว่านี้ ครกคงแตกเป็นสองท่อนนะครับ, คุณตะวัน" เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยดังขึ้นที่หน้าประตูครัว นายหัวสิงห์ยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทางสบายๆ แต่ดวงตาคมกริบใต้ปีกหมวกแกปกลับกวาดมองแผ่นหลังที่เกร็งตึงของอดีตเชฟหนุ่มอย่างพินิจพิจารณา มือใหญ่วางลังโฟมบรรจุหมึกไข่สดๆ ลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเสียงดังตุ้บ ตะวันชะงักมือที่ถือสาก เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับจังหวะการเต้นของหัวใจที่เต้นรัวอย่างไร้เหตุผลตั้งแต่นาทีที่เรือประมงลำใหญ่ของนายหัวแล่นเทียบท่าเมื่อครู่ "ผมแค่กลัวว่าเครื่องแกงจะไม่เข้าเนื้อครับ... นายหัวไปจัดการเรื่องตาข่ายดักปลาเสร็จแล้วหรือครับ" ตะวันเอ่ยเสียงเรียบ พยายามบังคับไม่ให้เสียงของตัวเองสั่นไหว แม้จะรู้ว่าสายตาของชายร่างสูงตรงหน้าจับจ้องทุกอณูความเคลื่อนไหวของเขาอยู่ นายหัวสิงห์ไม่ตอบทันที ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นไอเค็มของทะเลและกลิ่นแดดจางๆ จากตัวอีกฝ่ายลอยเข้ามาปะทะจมูก สายตาคมเข้มมองเลยไปยังซองจดหมายสีครีมยับยู่ยี่ที่ถูกวางทับไว้ใต้ที่ทับกระดาษหินอัคนีบนโต๊ะทำงานมุมห้อง จดหมายที่จ่าหน้าซองด้วยลายมืออันคุ้นเคย—ลายมือที่ตะวันคิดว่าฝังกลบไว้ใต้ผืนทรายแห่งอดีตไปตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงจากเรือข้ามฟากมายังเกาะแห่งนี้ "คนที่ยืนรอคุณอยู่ที่สะพานปลาเมื่อเช้า... เขาไม่ได้มาแค่เพื่อมองหน้าคุณหรอกนะครับ" นายหัวสิงห์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบสนิทแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวลดอุณหูมิลงฮวบฮาบ "ผู้ชายคนนั้น... แววตาเหมือนคนที่ไม่ยอมปล่อยมือจากสิ่งที่ตัวเองทำหล่นหาย ทั้งที่ตัวเองเป็นคนโยนมันทิ้งลงทะเลไปเอง" ตะวันวางสากลงบนขอบครก ช้าๆ เขาก้มหน้ามองรอยเปื้อนของน้ำมะนาวบนโต๊ะไม้ "เขาเป็นแค่อดีตครับ, นายหัว" "อดีตบางเรื่อง... มักจะชอบกลับมาทวงคืนพื้นที่ในปัจจุบันตอนที่เรากำลังมีความสุขที่สุดนะครับ, ตะวัน" นายหัวสิงห์ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างเขากับตะวันเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว มือหยาบกร้านจากการจับเชือกเรือเอื้อมไปแตะขอบโต๊ะไม้ใกล้กับมือของตะวัน "ผมไม่รู้หรอกนะว่าระหว่างคุณกับเขา มีสัญญาใจอะไรที่ยังตัดไม่ขาด... แต่ที่นี่ เกาะของเรา ลมทะเลของเรา ไม่ได้ต้อนรับคนที่เข้ามาทำลายความสงบของคนของผม" คำว่า 'คนของผม' หลุดออกมาจากปากของนายหัวสิงห์ด้วยน้ำหนักที่หนักแน่นและจริงจัง จนตะวันต้องเงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาคมกริบของชาวเลผู้ผ่านโลกมาโชกโชนคู่นั้นไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยว แต่มันฉายแววความหวงแหนและปกป้องอย่างชัดเจน ชายหนุ่มร่างสูงผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร กลับกำลังยืนอยู่ตรงนี้ เพื่อรอฟังคำยืนยันจากปากของอดีตเชฟที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น ก่อนที่ตะวันจะได้ทันเอ่ยคำใด เสียงเคาะประตูหน้าบ้านก็ดังขึ้นสามครั้ง—ก๊อก ก๊อก ก๊อก เป็นจังหวะเคาะที่ไม่รีบร้อน แต่หนักแน่นและดึงดูดทุกความสนใจให้พุ่งตรงไปที่บานประตูไม้เก่า นายหัวสิงห์หันขวับไปมองประตู สีหน้าเปลี่ยนเป็นความเย็นชาในเสี้ยววินาที ขณะที่ตะวันรู้สึกราวกับว่าเลือดในAกายเย็นเฉียบลงฉับพลัน ความทรงจำอันน่าอึดอัดจากห้องครัวหรูหราในกรุงปารีสผุดวาบขึ้นมาในหัว มือหนาของนายหัวสิงห์ขยับไปขวางหน้าประตูก่อนที่ตะวันจะทันได้เดินไปเปิดด้วยซ้ำ ชายหนุ่มเจ้าของเกาะส่งสัญญาณห้ามด้วยสายตาเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะตัดสินใจเดินไปหมุนลูกบิดประตูด้วยตัวเอง แอด... เสียงบานไม้เก่าเสียดสีกับวงกบ ร่างโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตลินินสีขาวสะอาดตา แม้จะยับยู่ยี่เล็กน้อยจากการเดินทางไกล ก้าวเข้ามาในบ้านพักริมทะเล ปริมณฑลรอบตัวเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ตัดกับกลิ่นอับชื้นของไอน้ำทะเลอย่างสิ้นเชิง ดวงตาเรียวรีใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองภายในบ้านด้วยความประเมิน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของตะวัน "ไม่คิดเลยนะครับตะวัน... ว่าเชฟมือหนึ่งแห่งห้องอาหารดาวมิชลิน จะลดตัวมานั่งตำส้มตำอยู่ในกระท่อมไม้ไผ่เก่าๆ แบบนี้" เสียงทุ้มและนุ่มนวลของ 'กรณ์' อดีตคนรักเก่าแก่ที่เคยร่วมสร้างฝันกันมาดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ตะวันกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเงียบแผ่ขยายตัวออกไปราวกับคลื่นใต้น้ำที่กำลังจะซัดเข้าฝั่งในไม่กี่วินาทีข้างหน้า กรณ์ก้าวล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว พร้อมกับรอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยความเย้ยหยันจางๆ ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นนายหัวสิงห์ก้าวเข้ามาขวางกั้นระหว่างเขากับตะวัน ร่างสูงใหญ่ของนายหัวแผ่รังสีคุกคามอย่างเงียบเชียบจนกรณ์ต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง "ถ้าธุระของคุณคือการมาดูถูกวิถีชีวิตของคนอื่น... เชิญกลับทางเดิมเถอะครับ" นายหัวสิงห์เอ่ยเสียงต่ำ รังสีความเป็นเจ้าถิ่นแผ่ซ่านจนน่าเกรงขาม กรณ์แค่นยิ้มบางๆ เขาไม่ได้สนใจนายหัวสิงห์เท่ากับสายตาที่มองตรงมายังตะวัน "ผมไม่ได้มาเพื่อหาเรื่องหรอกครับนายหัว... ผมแค่มาทวงของที่ควรจะเป็นของผมคืน" กรณ์หยิบซองจดหมายอีกฉบับที่หน้าตาเหมือนกับซองใต้ที่ทับกระดาษออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ชูกลางอากาศให้ตะวันเห็นชัดๆ "และจดหมายบ้าๆ นั่น... ก็คงยังไม่ได้เปิดอ่านสินะครับ ตะวัน... ว่าผมพร้อมจะแลกทุกอย่าง เพื่อพาคุณกลับไป" ตะวันยืนนิ่งอยู่หลังแผ่นหลังกว้างของนายหัวสิงห์ หัวใจเต้นกระหน่ำราวกับมีกลองศึกตีรัวในอก ขณะที่สายตาคมกริบของนายหัวสิงห์หันกลับมามองเขาช้าๆ เพื่อรอคอยการตัดสินใจครั้งสำคัญ—การตัดสินใจที่จะเปลี่ยนทิศทางลมของชีวิตเขาไปตลอดกาล ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันไออุ่นไปกับลมทะเลพัดรักนะครับ แล้วพบกันในบทถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%