"อย่าได้แตะต้องของของผม"
เสียงของนายหัวสิงห์ต่ำลึกราวกับเสียงคำรามของพายุที่ถูกกักขังไว้ใต้ก้นบึ้งของมหาสมุทร เขายืนตระหง่านอยู่ข้างกายตะวัน ร่างกายกำยำบดบังแสงอาทิตย์จนเกิดเป็นเงาทอดยาวพาดผ่านกลุ่มชายแปลกหน้าสามคนที่ท่าเรือเล็กๆ หน้ากระท่อมของตะวัน กลิ่นเค็มของไอทะเลและความตึงเครียดที่ลอยอบอวลอยู่รอบตัวทำให้ตะวันแทบหยุดหายใจ
ชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้นชะงักมือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบลังผักออร์แกนิกที่ตะวันเพิ่งลงแรงปลูกมาตลอดหนึ่งเดือนเต็ม เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ สายตาเหลือบมองมีดเดินป่าเล่มโตที่เหน็บอยู่ข้างเอวของนายหัวสิงห์ ก่อนจะรีบดึงมือกลับพลางยิ้มแหยๆ
"ใจเย็นน่านายหัว... พวกเราแค่ผ่านมาหาที่จอดเรือหลบมรสุม ไม่ได้มีเจตนาจะมาฉกชิงอะไรของใคร" ชายคนเดิมเอ่ยแก้ตัว พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูเป็นมิตร แต่ดวงตาที่หลุกลิกกลับบอกความจริงที่ต่างออกไป
นายหัวสิงห์ไม่ขยับแม้แต่ปลายนิ้ว เขาเพียงแค่ก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว จนระยะห่างระหว่างเขากับชายคนนั้นเหลือเพียงลมหายใจกั้น "มรสุมยังมาไม่ถึง แต่ความบรรลัยมาถึงแล้วถ้าแกยังไม่ไสหัวไปจากเขตเกาะของฉัน... ไปให้พ้น ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจไม่ให้พวกแกใช้เรือลำนั้นออกไปจากที่นี่อีกเลย"
ตะวันมองแผ่นหลังกว้างของคนข้างๆ เขารับรู้ได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวนายหัวสิงห์ มันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยวที่ไร้เหตุผล แต่มันคือความเด็ดขาดของเจ้าถิ่นที่หวงแหนอาณาเขต ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ได้ยินเพียงเสียงคลื่นกระทบซัดเข้าหาโขดหินดั่งจังหวะหัวใจที่เต้นรัวของตะวัน
กลุ่มชายแปลกหน้าหันหลังกลับไปที่เรือประมงไม้ลำเขื่องอย่างรวดเร็ว เครื่องยนต์เรือครางกระหึ่มก่อนจะแล่นห่างออกไปทิ้งไว้เพียงรอยคลื่นที่แตกกระจาย นายหัวสิงห์ถอนหายใจยาว ก่อนจะหันมามองตะวัน แววตาดุร้ายเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าที่อ่านไม่ออก
"คุณทำเกินไปหรือเปล่าครับ" ตะวันรวบรวมความกล้าถามขึ้น พลางขยับถุงมือสวนที่เปื้อนดิน "พวกเขาแค่ดูหิวโหย ผมว่าถ้าจะแบ่งปันผักให้เขาบ้าง..."
"ความเมตตาในที่ที่ไร้กฎหมาย คือการฆ่าตัวตายทางอ้อม" นายหัวสิงห์พูดตัดบท น้ำเสียงเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำทะเลในยามดึก "คุณเป็นเชฟ ทำอาหารให้คนกินได้ แต่คุณยังไม่รู้จักธรรมชาติของคนที่หิวโหยจริงๆ หรอกตะวัน... โดยเฉพาะคนที่มาพร้อมกับเรือที่ไร้ชื่อและรอยคราบน้ำมันที่ผิดปกติแบบนั้น"
ตะวันชะงักไป คำพูดของอีกฝ่ายทำให้เขาต้องทบทวนสิ่งที่เห็นเมื่อครู่ บนกราบเรือลำนั้น... เขาไม่ได้สังเกตเห็นชื่อเรือเลยแม้แต่น้อย
"มานี่" นายหัวสิงห์กวักมือเรียก แล้วเดินนำไปยังแนวโขดหินริมหาดที่เขามักจะจอดเรือ 'พยัคฆ์สมุทร' ไว้ ตะวันรีบเดินตามไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ การได้เห็นนายหัวสิงห์ในมุมที่ใกล้ชิดขึ้น ทำให้เขาตระหนักว่าชายคนนี้ไม่ได้มีแค่ความแข็งกร้าว แต่ทุกท่วงท่าเต็มไปด้วยความชำนาญในการอ่านกระแสน้ำและทิศทางลม
"ที่นี่ไม่ใช่ปารีส หรือร้านอาหารหรูหราที่คุณเคยจากมา" นายหัวสิงห์พูดขณะก้าวลงไปบนดาดฟ้าเรือที่ทำจากไม้เนื้อแข็งชั้นดี "ที่นี่คือปลายด้ามขวานที่กฎหมายเข้าถึงได้น้อยกว่าแสงแดด หากคุณยังอยากปลูกผักสงบๆ ของคุณต่อไป คุณต้องหัดมองโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามจินตนาการ"
ตะวันมองดูนายหัวสิงห์ที่เริ่มจัดแจงอุปกรณ์จับปลาด้วยท่าทางคล่องแคล่ว แสงอาทิตย์ยามเย็นย้อมผิวหนังสีเข้มของอีกฝ่ายให้กลายเป็นสีทองแดง บรรยากาศอบอุ่นจากกลิ่นไอทะเลเริ่มเข้ามาแทนที่ความตึงเครียด "แล้วทำไมคุณถึงช่วยผมไว้ล่ะครับ ถ้าคุณมองว่าทุกคนที่นี่อันตราย"
นายหัวสิงห์ชะงักมือที่กำลังมัดเงื่อนเชือก เขาหันมาสบตาตะวัน สายตานั้นคมกริบแต่กลับมีประกายบางอย่างที่สั่นคลอนความรู้สึกของตะวันอย่างประหลาด "เพราะผักที่คุณปลูก... มันเป็นสิ่งที่หาได้ยากที่สุดบนเกาะนี้"
"ผักน่ะเหรอครับ?"
"ผักที่เติบโตด้วยความใส่ใจ ในที่ที่ไม่มีใครสนใจจะใส่ใจอะไรเลย" นายหัวสิงห์ตอบพลางยื่นตะกร้าใส่ปลาเก๋าตัวเขื่องที่เพิ่งได้มาให้ตะวัน "เอาไปทำมื้อเย็นซะ ผมหิวแล้ว และผมก็ไม่อยากกินแค่ปลานึ่งซีอิ๊วสูตรเดิมๆ ที่ผมทำเอง"
ตะวันรับตะกร้ามาด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ความเข้มงวดของคนตรงหน้าดูจะลดทอนกำแพงลงเพียงเล็กน้อย แต่ในขณะที่ตะวันกำลังจะเดินกลับไปยังกระท่อม สายตาเขาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ถูกวางทิ้งไว้บนดาดฟ้าเรือ—มันคือวิทยุสื่อสารที่ยังคงเปิดทิ้งไว้ และเสียงที่แทรกผ่านสัญญาณรบกวนออกมานั้น ไม่ใช่เสียงคุยเล่นทั่วไป
*'นายหัว... พวกนั้นไม่ใช่แค่ชาวประมงธรรมดา มันขนของผิดกฎหมายมาด้วย พิกัดล่าสุดที่มันมุ่งหน้าไปคือ... ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ... ที่นั่นมีที่ซ่อนลับ'*
นายหัวสิงห์รีบคว้าวิทยุมาปิดทันที แต่สายตาที่เขามองตะวันนั้น เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ความอ่อนโยนเมื่อครู่ แต่เป็นความหนักอึ้งราวกับเขากำลังตัดสินใจว่า จะเก็บความลับนี้ไว้กับตะวันอย่างไรดี
"ตะวัน..." นายหัวสิงห์เรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่ต่ำกว่าเดิม "เย็นนี้ ห้ามออกไปนอกกระท่อมเด็ดขาด ไม่ว่าใครจะมาเรียก หรือจะได้ยินเสียงอะไรก็ตาม ล็อคประตูให้แน่นที่สุด... เข้าใจไหม?"
เขาวางมือหนาลงบนไหล่ของตะวัน บีบเบาๆ แต่หนักแน่นราวกับเป็นการเตือนครั้งสุดท้าย ตะวันสบตากับชายที่เขายังไม่รู้จักดีพอ และในวินาทีนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์เรือปริศนาอีกลำก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมาจากอีกฟากของโขดหิน... มันไม่ใช่เรือลำเดิม แต่เป็นเสียงเรือเร็วที่แล่นตัดคลื่นเข้ามาด้วยความเร็วสูงมุ่งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของตะวันและนายหัวสิงห์นะครับ ขอบคุณครับ
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 3
เพื่อนบ้านคนแรก
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!