“ถ้าเชฟยังกำแครอทแน่นขนาดนั้น แทนที่จะเป็นของขาย มันคงกลายเป็นน้ำผักปั่นคามือแทนนะครับ”
เสียงทุ้มต่ำของนายหัวสิงห์ดังขึ้นจากด้านหลัง กลิ่นไอเค็มจากทะเลที่ติดตัวเขามาเหมือนเงาตามตัวทำให้ตะวันชะงักมือที่กำลังจัดเรียงตะกร้าผักสลัดลงบนแผงไม้เก่าๆ เขาไม่ได้หันไปมอง แต่ความร้อนที่แผ่ซ่านขึ้นบนใบหน้าทำให้อดีตเชฟผู้เคยยืนสงบนิ่งในครัวระดับมิชลินสตาร์ถึงกับไปไม่เป็น
“ผมแค่... อยากให้ทุกอย่างมันออกมาสมบูรณ์แบบที่สุดครับ ตลาดนัดริมเลที่นี่ต่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตหรูในเมืองที่ผมเคยคุ้นเคย ผมกลัวว่าผักออร์แกนิกของผมมันจะดู... แปลกแยก” ตะวันตอบเสียงเรียบ พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
“แปลกแยกหรือโดดเด่น คุณแยกออกไหมครับ?”
นายหัวสิงห์เดินอ้อมมาข้างหน้า มือหนาสากกร้านจากการจับเชือกเรือประมงมาค่อนชีวิตเอื้อมมาจัดก้านผักชีฝรั่งที่วางเอียงอยู่ให้ตั้งตรงอย่างเบามือ สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวทะเลจ้องมองใบหน้าของตะวันราวกับจะค้นหาคำตอบบางอย่าง “ที่นี่ไม่มีใครสนหรอกว่าผักของคุณจะผ่านการดีไซน์มาจากฝรั่งเศสหรือเปล่า สิ่งที่เขาต้องการคือความสด และความตั้งใจที่คนปลูกใส่ลงไป... เหมือนที่คุณใส่ลงในมื้ออาหารที่ผมทานเมื่อคืน”
คำพูดของนายหัวสิงห์ทำเอาอากาศรอบตัวดูจะเบาบางลง ตะวันจำเหตุการณ์ในครัวเมื่อคืนได้ดี ความใกล้ชิดที่เกินเส้นแบ่งในตอนนั้นยังคงทิ้งร่องรอยความหวั่นไหวไว้ไม่จางหาย “เมื่อคืน...” ตะวันพึมพำ ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง “คนเริ่มเยอะแล้วครับ ผมว่าเราเริ่มขายกันเลยดีกว่า”
ตลาดนัดริมเลคราคร่ำไปด้วยผู้คน ผสมปนเปกันระหว่างชาวประมงที่เพิ่งกู้เรือเข้าฝั่ง แม่ค้าขายปลาเค็ม และเหล่านักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตพื้นถิ่น กลิ่นคาวปลาสดปนกับกลิ่นไอเกลือและกลิ่นหอมของของทอดจากร้านข้างเคียงสร้างบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
ตะวันเปิดร้านด้วยความตื่นเต้น ผักสลัดคอสกรอบสด มะเขือเทศเชอร์รี่ที่เพิ่งเด็ดจากต้น และสมุนไพรฝรั่งที่เขาอุตส่าห์ดัดแปลงวิธีปลูกให้เข้ากับดินเค็มถูกวางเรียงรายอย่างประณีต ความเป็นเชฟที่ติดตัวมาทำให้เขาจัดวางสินค้าได้สะดุดตา ราวกับงานศิลปะท่ามกลางตลาดสด
“ผักอะไรน่ะพ่อหนุ่ม? หน้าตาแปลกดี แต่ดูสะอาดตานะ” ป้าแจ่ม แม่ค้าขายปลาหมึกย่างเจ้าประจำเดินเข้ามาทักพลางใช้มือเหี่ยวๆ หยิบมะเขือเทศลูกจิ๋วขึ้นมาดู
“นี่คือมะเขือเทศเชอร์รี่ครับป้า ลองชิมดูไหมครับ หวานกรอบกว่าที่ป้าเคยทานแน่นอน” ตะวันยิ้มรับด้วยความสุภาพ
ทว่าก่อนที่ป้าแจ่มจะได้ลิ้มรส ลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่ดูแต่งตัวภูมิฐานและคุ้นตาในความรู้สึกของตะวันก็ก้าวเข้ามาหยุดที่หน้าร้าน ท่ามกลางความวุ่นวายของตลาด เสียงทักทายที่ดังขึ้นนั้นกลับดูแหลมคมจนคนทั้งตลาดต้องหันไปมอง
“ไม่คิดว่าจะได้เจอเชฟระดับท็อปของประเทศที่นี่... ในสภาพชุดมอมแมมขายผักริมทะเลแบบนี้นะครับ ตะวัน”
ตะวันหน้าซีดเผือด เขาเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน ชายวัยกลางคนในชุดลินินสีขาวสะอาดตาที่เป็นถึงเจ้าของภัตตาคารหรูที่ตะวันเคยทำงานให้ก่อนจะหนีมาที่นี่
“คุณวิทวัส...” ตะวันเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่ว
“ผมตามหาตัวคุณมานานนะ” วิทวัสก้าวเข้ามาใกล้ แววตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “วงการอาหารฝรั่งเศสกำลังระส่ำระสายหลังจากคุณลาออกไปโดยไม่บอกกล่าว คุณคิดจริงๆ เหรอว่าการหนีมาเป็นชาวสวนปลูกผักในที่กันดารแบบนี้จะทำให้คุณลืมสิ่งที่เคยทำไว้ได้?”
ความเงียบเข้าปกคลุมร้านผักเล็กๆ ทันที ผู้คนรอบข้างเริ่มมุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ตะวันกำมือแน่นจนสั่น แต่ก่อนที่เขาจะได้โต้ตอบ มือหนาของใครบางคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาก็เอื้อมมาจับไหล่เขาไว้มั่น แรงบีบนั้นหนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ทำให้วิทวัสต้องชะงัก
นายหัวสิงห์ก้าวขึ้นมาขวางหน้าตะวันไว้เหมือนโล่กำบัง สายตาของเขาเย็นเยียบจนอีกฝ่ายต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
“ที่นี่ตลาดนัดริมเลครับ ไม่ใช่เวทีละครที่ใครจะมาแสดงอำนาจได้ตามใจชอบ” นายหัวสิงห์กล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิทแต่แฝงด้วยแรงกดดันที่น่าเกรงขาม “ถ้าคุณมาซื้อของ ก็เชิญเลือก แต่ถ้ามาเพื่อหาเรื่องคนในร้านผม... ผมคงต้องเชิญคุณออกไปจากเขตของผมเดี๋ยวนี้ครับ”
วิทวัสแค่นหัวเราะ “นายคงเป็นไอ้เจ้าของเรือที่พวกชาวบ้านลือกันสินะ? อย่าเอาตัวมาเสี่ยงกับเรื่องในครัวของผมเลย นายหัว”
“ผมไม่สนว่าในครัวของคุณจะมีปัญหาอะไร” นายหัวสิงห์ขยับเข้ามาใกล้จนวิทวัสสัมผัสได้ถึงความอันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวชายชาวประมงคนนี้ “แต่ถ้าคุณยังไม่ไป ผมจะถือว่าคุณกำลังรบกวนการทำมาหากินของชาวบ้าน และที่นี่... กฎของเราคือความสงบ”
วิทวัสกัดฟันกรอด เขามองตะวันสลับกับนายหัวสิงห์ก่อนจะแสยะยิ้ม “หึ... เอาเถอะ ในเมื่ออยากจะขลุกอยู่กับโคลนตมก็นอนจมไปที่นี่ให้พอ ตะวัน... แต่จำไว้ว่าสิ่งที่นายทำไว้กับร้าน มันยังไม่จบแค่คำขอโทษนะ”
ร่างนั้นเดินจากไปทิ้งไว้เพียงความเงียบที่น่าอึดอัด ตะวันยืนตัวสั่นอยู่หลังแผ่นหลังกว้างของนายหัวสิงห์ ความรู้สึกหวาดกลัวที่เขาคิดว่าลืมไปแล้วจากการหนีมาที่นี่กลับพุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
“ตะวัน...” นายหัวสิงห์หันมามองเขา สายตาที่เคยแข็งกร้าวเปลี่ยนเป็นความห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด “คุณโอเคไหม?”
ตะวันยังไม่ทันได้ตอบ เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบจากฝั่งหาดก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงตะโกนของลูกน้องในเรือของนายหัวสิงห์ที่วิ่งหน้าตาตื่นมา
“นายหัวครับ! เกิดเรื่องแล้วครับ! ที่ท่าเรือ... เรือสำราญลำที่จ้างเหมาเราไปออกทะเลน่ะครับ จู่ๆ พวกเขาก็แจ้งยกเลิกกะทันหัน แล้วตอนนี้พวกเขากำลังเรียกค่าเสียหายจากเรามหาศาล เขาบอกว่ามี 'หลักฐาน' ว่าเราลักลอบขนของผิดกฎหมาย... ตอนนี้ตำรวจท่าเรือกำลังจะเข้ามายึดเรือเราแล้วครับ!”
ตะวันเบิกตากว้าง เขามองหน้านายหัวสิงห์ที่ตอนนี้เปลี่ยนจากความนิ่งสงบเป็นความตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่วิทวัสที่เพิ่งเดินลับตาไปนั้นหยุดยืนอยู่ที่มุมตึกและยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้ตะวันรู้ทันทีว่า... เรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับผมในกลิ่นไอของท้องทะเลนะครับ จะขอรีบไปเร่งมือเขียนตอนต่อไปให้ทุกท่านได้อ่านกันโดยเร็วที่สุดครับ!
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 16
ตลาดนัดริมเล
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!