"ถ้าเครื่องยนต์ตัวนี้ไม่ฟื้นขึ้นมาภายในเที่ยงนี้ วัตถุดิบเกรดพรีเมียมจากอ่าวสิเกาชุดนี้ทั้งหมด... ได้กลายเป็นหมันกลางทะเลแน่นอนครับคุณตะวัน"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือด้วยความเครียดของนายหัวสิงห์ดังแข่งกับเสียงคลื่นซัดสาดเข้าใส่ตัวเรือประมงขนาดกลาง ท้องฟ้าเบื้องบนวันนี้ไม่ได้เป็นใจนัก เมฆฝนสีเทาทึบตั้งเค้าทะมึนอยู่ทางเส้นขอบฟ้า กลิ่นอายของเกลือและไอน้ำอบอวลจนรู้สึกเหนียวตัวไปหมด ตะวันในชุดผ้ากันเปื้อนสีเซอร์ที่เปื้อนคราบน้ำมันเครื่อง ยืนกอดอกมองเครื่องยนต์ดีเซลบล็อกใหญ่ที่ส่งเสียง 'แครก... แครก' ประหลาด ก่อนจะเงียบหายไปพร้อมกับควันสีเทาจางๆ ที่ลอยกรุ่นขึ้นมาจากห้องเครื่อง
มันไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ ครับ ปลากะพงขาวตัวโต ปูม้าเนื้อแน่น และกุ้งลายเสือสดๆ ที่เพิ่งขึ้นจากอวนเมื่อรุ่งสางถูกบรรจุอย่างประณีตในลังโฟมควบคุมอุณหภูมิ พร้อมสำหรับส่งตรงให้ร้านอาหารพันธมิตรในตัวเมืองฝั่งอันดามัน หากแต่สะพานปลาและออเดอร์มื้อค่ำของลูกค้ากระเป๋าหนักรอไม่ได้ ความล่าช้าคือความล้มเหลวในโลกของเชฟที่ตะวันเคยจากมา และตอนนี้ ความล้มเหลวนั้นกำลังว่ายวนอยู่ตรงหน้าเขาในรูปแบบของเหล็กตันๆ ที่ไม่ยอมทำงาน
ตะวันถอนหายใจยาว แววตาคมกริบที่เคยใช้ประเมินความสุกของเนื้อวากิวระดับมิชลินสตาร์ ตอนนี้กำลังกวาดมองชิ้นส่วนกลไกเปื้อนคราบจาระบี เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาในทันที นิ้วเรียวยาวหยิบประแจปากตายขึ้นมาหมุนน็อตตัวหลวมอย่างคล่องแคล่ว แม้ปลายนิ้วจะสั่นเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยล้าจากการไม่ได้นอนเต็มตื่นมาสองคืนติดต่อกัน
"เครื่องสูบน้ำมันเชื้อเพลิงน่าจะมีปัญหาครับนายหัว" ตะวันเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ "ไอน้ำทะเลคงเล็ดลอดเข้าไปตอนคลื่นซัดแรงเมื่อคืนนี้ ทำให้ระบบจุดระเบิดรวน... เราต้องรื้อหัวฉีดออกมากาลีกันใหม่ทั้งหมด"
นายหัวสิงห์ขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยรอยย่นยามใช้ความคิด ร่างสูงใหญ่ในเสื้อกล้ามสีเข้มก้าวลงมาในห้องเครื่องที่คับแคบ ไหล่กว้างของเขาสัมผัสกับแผ่นหลังของตะวันโดยไม่ตั้งใจ ความร้อนจากตัวชายหนุ่มอีกคนผสานกับไอระอุของเครื่องยนต์ทำให้บรรยากาศรอบตัวแทบหายใจไม่ออก นายหัวสิงห์ยื่นมือหนาหยาบกร้านเข้ามาช่วยประคองประแจ ช่วยผ่อนแรงให้ตะวันในจังหวะที่ต้องขันน็อตตัวใหญ่ที่ติดแน่นสนิท
"คุณไหวแน่นะตะวัน มือคุณเริ่มพองแล้ว" นายหัวสิงห์เอ่ยเสียงต่ำ ชำเลืองมองฝ่ามือขาวที่ตอนนี้เปรอะเปื้อนคราบเขม่าสีดำและมีรอยถลอกเล็กๆ
"ถ้าผมไม่ไหว อาหารทะเลในลังนั่นคงร้องไห้แย่สิครับนายหัว" ตะวันตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แม้สถานการณ์จะบีบคั้นเพียงใด แต่ดวงตาคู่สวยก็ยังคงมีความมุ่งมั่นฉายชัด "เราพยายามมาตลอดสัปดาห์เพื่อผลผลิตชุดนี้ จะมาตกม้าตายเพราะเครื่องยนต์เรือพังไม่ได้หรอกครับ"
บรรยากาศในห้องเครื่องเงียบลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงคลื่นกระทบกราบเรือเป็นจังหวะ และเสียงลมหายใจของคนทั้งสองที่ดังสอดประสานกัน นายหัวสิงห์ไม่ได้ขยับตัวหนี เขายังคงยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง คอยส่งเครื่องมือให้อย่างรู้ใจ สายตาคมกาลมองสำรวจใบหน้าด้านข้างของอดีตเชฟหนุ่มที่ตั้งอกตั้งใจทำงาน ความดื้อรั้นที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีสุภาพเรียบร้อยคือสิ่งที่ทำให้นายหัวหนุ่มนึกทึ่งอยู่เสมอ ตั้งแต่วันแรกที่ตะวันก้าวเท้าขึ้นมาบนเกาะแห่งนี้ จนถึงวันนี้ที่อีกฝ่ายกลายเป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตชาวเรือไปเสียแล้ว
"แน่นมาก..." ตะวันพึมพำเมื่อพยายามออกแรงขันน็อตตัวสุดท้ายแต่ไม่เป็นผล ร่างกายที่โหมงานหนักเริ่มประท้วง ความอ่อนล้าทำให้แขนเรียวเริ่มไร้เรี่ยวแรง
"ถอยไป" นายหัวสิงห์เอ่ยสั้นๆ ก่อนจะขยับเข้ามาแทนที่ ร่างสูงใหญ่เบียดชิดจนตะวันต้องถอยหลังไปพิงกับผนังเรือ กลิ่นกายเฉพาะตัวของผู้ชายทะเลผสมกับกลิ่นไอแดดและเกลือสมุทรโชยเข้าจมูกจนตะวันต้องหลบสายตา มือหนาของนายหัวสิงห์วางทับลงบนมือของตะวันอีกที ผิวสัมผัสที่หยาบกระด้างแต่เต็มไปด้วยพละกำลังทำให้หัวใจของอดีตเชฟกระตุกวูบอย่างประหลาด
*ตึง!*
เสียงน็อตตัวใหญ่หลุดออกจากการยึดเกาะด้วยแรงบิดมหาศาล นายหัวสิงห์ผ่อนลมหายใจออกยาวเหยียด ก่อนจะหันมาสบตาในระยะประชิด ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงคืบเดียว จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ในพื้นที่แคบๆ นี้
"เรียบร้อย... ทีเหลือตาคุณแล้วเชฟ" นายหัวสิงห์กระซิบเสียงพร่า แววตาที่ปกติมักจะนิ่งสงบดั่งท้องทะเลลึก ตอนนี้กลับไหววับด้วยระลอกคลื่นอารมณ์บางอย่างที่อ่านไม่ออก
ตะวันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาพยักหน้ารับเบาๆ แล้วรีบก้มหน้าก้มตาจัดการกับหัวฉีดน้ำมันภายในเวลาไม่กี่นาทีต่อมา ด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวและการประสานงานที่ไร้รอยต่อระหว่างคนทั้งสอง ในที่สุด เสียงคำรามทุ้มต่ำของเครื่องยนต์ดีเซลก็กลับมาแผดเสียงกังวานอีกครั้ง ควันสีขาวสะอาดพวยพุ่งออกจากท่อไอเสีย เป็นสัญญาณว่าหัวใจของเรือลำนี้กลับมาเต้นใหม่อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
นาฬิกาบนข้อมือระบุเวลาเกือบเที่ยงตรงพอดี ท้องฟ้าที่เคยอึมครึมเริ่มมีช่องว่างให้แสงแดดส่องลอดลงมาผืนน้ำระยิบระยับ
"ยอดเยี่ยมครับ" ตะวันเป่าปากด้วยความโล่งอก ยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อที่ผากจนคราบเขม่าเลอะเปรอะเปื้อนแก้ม นายหัวสิงห์มองภาพนั้นแล้วเผลอยิ้มออกมาบางเบา เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง
"ไป... เราต้องรีบออกเรือแล้ว ก่อนที่ลมมรสุมรอบบ่ายจะมาเยือน" นายหัวสิงห์เอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคงดังเดิม แต่แววตาที่มองตามร่างบางที่เดินขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือนั้นกลับมีความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นลึกซึ้งกว่าเก่า
เรือประมงแหวกผ่าเกลียวคลื่นมุ่งหน้าสู่ฝั่ง ทว่าในขณะที่ทุกอย่างกำลังจะคลี่คลายไปได้ด้วยดี เสียงวิทยุสื่อสารรุ่นเก่าบนเรือก็ส่งเสียงซ่าแตกพร่าขึ้นมา ขัดจังหวะความเงียบสงบของท้องทะเล
*"ฉลามขาวเรียก... ฉลามขาวเรียก... นายหัวสิงห์ ได้ยินแล้วตอบด้วย ท่าเรือฝั่งนู้น... ถูกสั่งปิดกะทันหันเนื่องจากมีเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่เกยตื้นขวางร่องน้ำ คุณไม่สามารถเทียบท่าได้!"*
ข้อความสั้นๆ ทางวิทยุทำให้นายหัวสิงห์ชะงักฝีเท้า ตะวันหันขวากับมามองหน้าคู่หูทันที ความตึงเครียดระลอกใหม่พุ่งสูงขึ้นทันทีในพริบตาเดียว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันไออุ่นไปกับลมทะเลพัดรักนะครับ แล้วพบกันในบทถัดไปครับ
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 42
ปัญหาเครื่องยนต์
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!