ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 43

ซ่อมเรือด้วยใจ

ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นฉุนของน้ำยาเคลือบไม้คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นเค็มปร่าของไอทะเล ประแจแหวนเบอร์สิบสี่ในมือของตะวันร่วงกระทบพื้นไม้กระดานเรือ "เจ้าสมุทร" เสียงดังเคร้ง สะท้อนความหงุดหงิดที่อัด อั้นมาตั้งแต่เช้า อดีตเชฟมือหนึ่งผู้เคยควบคุมทุกอณูความสมบูรณ์แบบในครัวกระทะทองเหลือง ยามนี้กลับต้องมานั่งเหงื่อกาฬแตกพลั่กอยู่ใต้ท้องเรืออับทึบ มือไม้เต็มไปด้วยคราบจาระบีสีดำปี๋แถมยังมีรอยถลอกปอกเปิกจากการขันน็อตเรือประมงที่ขึ้นสนิมกรังมานานปี "ถ้าจับจังหวะข้อต่อเกลียวไม่ถูก แรงควายร้อยแรงก็ขันไม่อציดหรอกครับคุณชายห้องแอร์" เสียงทุ้มต่ำติดจะแหบแห้งเอ่ยขึ้นจากความมืดบริเวณหัวเรือ นายหัวสิงห์ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ร่างสูงใหญ่ในเสื้อกล้ามสีเข้มเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่ไหวระริกตามจังหวะการเคลื่อนไหว มือหยาบกร้านหยิบกระดาษทรายเบอร์หยาบขึ้นมาขัดไม้เนื้อแข็งตรงกราบเรืออย่างใจเย็น เสียง 'แกรก... แกรก...' ประสานกับเสียงคลื่นซัดสาดตัวเรือเบาๆ ตะวันถอนหายใจยาวเหยียด ปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตาด้วยหลังมือจนเปื้อนรอยดำเป็นปื้น เขาเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มรุ่นพี่ที่วันนี้ดูจะเงียบขรึมกว่าปกติ "ผมไม่ได้เรียนวิชาช่างกลมาตั้งแต่เกิดนี่ครับ นายหัวก็รู้... เรือลำนี้มันเก่าจะตายอยู่แล้ว ทำไมไม่เปลี่ยนเหล็กแผ่นใหม่ไปเลยล่ะครับ ฝืนซ่อมไปก็เท่านั้น" สิงห์หยุดมือที่กำลังขัดไม้ ดวงตาคมกริบภายใต้เงาหมวกแก๊ปสีซีดมองตรงมายังตะวัน นิ่งนานเสียจนอดีตเชฟต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาไปเสียเอง ความเงียบโรยตัวคั่นกลางระหว่างคนทั้งสอง มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงคลื่นที่คอยย้ำเตือนถึงความเวิ้งว้างของท้องทะเล "เรือทุกกลีบไม้ ทุกลำเรือประมง มีวิญญาณของมันนะครับตะวัน" สิงห์วางกระดาษทรายลง เดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งยองๆ เคียงข้างร่างเพรียว ระยะห่างระหว่างกันใกล้จนได้กลิ่นสาบแดดและกลิ่นเกลือธรรมชาติจากตัวชายหนุ่ม "เรือลำนี้พาพ่อผมรอดตายจากพายุไต้ฝุ่นเมื่อสิบปีก่อน พาผมออกหาปลาเลี้ยงน้องสาวจนจบปริญญา มันไม่ใช่แค่เหล็กหรือไม้ผุๆ แต่มันคือเพื่อนร่วมเป็นร่วมตาย... เหมือนกับที่คุณหนีความวุ่นวายจากเมืองกรุงมาซ่อมหัวใจตัวเองที่เกาะนี้แหละครับ" คำพูดเรียบง่ายแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ ทำให้ตะวันชะงักค้าง มือที่กำลังถือประแจคลายออก ปล่อยให้อุปกรณ์ตกกระทบพื้นอีกครั้ง เขาหันไปมองหน้าสิงห์เต็มตา แววตาที่มักจะซ่อนความดื้อรั้นเอาไว้เสมอในยามนี้กลับไหวระริกด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน "คุณคิดว่าผมมาที่นี่... เพื่อหนีปัญหาอย่างเดียวเหรอครับ?" ตะวันถามเสียงแผ่วเบา น้ำเสียงเจือความตัดพ้อเล็กน้อย "ผมไม่ได้คิด... แต่ผมเห็น" สิงห์เอื้อมมือหนาออกไปอย่างไม่ลังเล นิ้วหยาบกร้านปัดคราบจาระบีที่เปื้อนแก้มเนียนของตะวันออกอย่างเบามือ สัมผัสที่อบอุ่นและนุ่มนวลอย่างไม่น่าเชื่อทำให้อุณหภูมิบนใบหน้าของอดีตเชฟพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว "คนที่เก่งกาจระดับคุณ ยอมทิ้งเตาไฟระดับมิชลินมานั่งปลูกผักบุ้งริมทะเล ถ้าไม่ใช่เพราะหัวใจมันแตกสลายจนเย็บไม่ติด... แล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะครับ" หัวใจของตะวันเต้นกระหน่ำยิ่งกว่าตอนเร่งออเดอร์อาหารห้าร้อยที่พร้อมกันในคืนวันศุกร์เสียอีก ความใกล้ชิดนี้ทำให้เขาแทบหยุดหายใจ กลิ่นกายของผู้ชายชาวเลคนนี้มีอานุภาพทำลายล้างความเกราะกำบังทั้งหมดที่เขาเพียรสร้างมาตลอดหลายเดือน "แล้วถ้าผมบอกว่า..." ตะวันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ริมฝีปากแห้งผากขยับพูดช้าๆ "ตอนนี้... ผมไม่ได้อยากซ่อมแค่หัวใจตัวเองแล้วล่ะครับ" สิงห์นิ่งงัน ดวงตาคมเข้มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากหยักจะยกยิ้มขึ้นบางๆ เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นเสียยิ่งกว่าแสงแดดยามเที่ยงวันเหนืออ่าวไทย "ถ้าอย่างนั้น..." สิงห์ขยับเข้ามาใกล้จนไหล่กว้างแนบชิดกับร่างบาง มือใหญ่เลื่อนลงมาทาบทับมือเรียวที่เปื้อนคราบจาระบีของตะวัน บังคับให้จับด้ามประแจร่วมกันอีกครั้ง "เรามาเริ่มต้นซ่อมมันไปพร้อมกันครับ... ทั้งเรือลำนี้ และความรู้สึกของเรา" สัมผัสอุ่นซ่านแผ่ซ่านจากฝ่ามือหนาสู่มือบาง บรรยากาศรอบกายราวกับถูกหยุดเวลาไว้ในความเงียบงันที่มีเพียงเสียงหัวใจเต้นระรัวเป็นจังหวะเดียวกัน ตะวันไม่ปฏิเสธ ปล่อยให้มือของนายหัวหนุ่มนำพาแรงขันน็อตตัวสุดท้ายให้แน่นสนิท ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การซ่อมแซมเรือประมงเก่าๆ หากแต่เป็นการประสานรอยร้าวในใจของคนสองคนให้แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังลึกซึ้งและอบอวลไปด้วยไออุ่นแห่งความรัก เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมเสียงตะโกนเอะอะโهاกฮากจากบนท่าเทียบเรือก็ดังแทรกขึ้นทำลายความเงียบ "นายหัวสิงห์! นายหัวอยู่ข้างล่างหรือเปล่าจ๊ะ! แย่แล้ว... มีเรือประมงจากฝั่งโน้นวิ่งธงแดงเข้ามาเขตเรา บอกว่าเจอ 'ของแปลก' ลอยติดอวนขึ้นมาที่หาดท้ายเกาะ!" เสียงของตาเพลิน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตะโกนลั่นพร้อมเสียงเคาะไม้กระดานเรือปึงปัง สิงห์ขมวดคิ้วมุ่นทันที เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าคมเข้มแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดในพริบตา ตะวันรีบผุดลุกขึ้นตาม ลืมความเหน็ดเหนื่อยและคราบจาระบีไปจนหมดสิ้น เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลของชายหนุ่ม "เกิดอะไรขึ้นครับนายหัว?" สิงห์หันมามองหน้าตะวันด้วยแววตาที่คาดเดาไม่ได้ ประโยคถัดมาที่หลุดจากปากของชายหนุ่มทำให้เลือดในกายของอดีตเชฟเย็นเฉียบลงทันที "ธงแดงคือสัญญาณเตือนภัยสูงสุด... และ 'ของแปลก' ที่ตาเพลินว่า น่าจะเป็นกล่องพัสดุกันน้ำสลักตราสัญลักษณ์ที่หายสาบสูญไปพร้อมกับเรือประมงของพ่อผมเมื่อยี่สิบปีก่อนครับ" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันไออุ่นไปกับลมทะเลพัดรักนะครับ แล้วพบกันในบทถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%