กลิ่นของน้ำมันสนและแอลกอฮอล์ล้างแปรงคละคลุ้งหนาแน่นในสตูดิโอใต้ถุนอาคารเก่า เมฆายังคงยืนนิ่งอยู่หน้าเฟรมผ้าใบขนาดใหญ่ที่ถูกพลิกคว่ำเข้าหาผนัง ท่าทางของเธอดูลึกลับและห่างเหิน ราวกับกำลังปกป้องซากปรักหักพังจากสายตาของผู้บุกรุก แม้ว่าผู้บุกรุกคนนั้นจะยืนอยู่ห่างออกไปเพียงแค่เอื้อมมือ
รินรดากลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก คำพูดของเมฆา—*“ว่าสีของเธอ... ไม่ได้จืดจางอย่างที่ใครเขาคิดหรอก”*—ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่คำชมเชยที่ยอเยาะ แต่เป็นประโยคที่เฉือนลึกเข้ามาถึงใจกลางความหวาดกลัวที่เธอพยายามซ่อนเร้นมาตลอดชีวิต
จิตรกรสาวก้าวเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด เสียงพื้นไม้เก่าๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก
"คุณพูดแบบนั้นหมายความว่ายังไงคะ, เมฆา" รินรดากล่าวเสียงสั่น ประคับประคองความมั่นคงของตัวเองไว้ด้วยการกำชายเสื้อกันเปื้อนสีมอของเธอแน่น "คุณมองเห็นอะไรในภาพของฉัน... ภาพที่แม้แต่ฉันเองยังรู้สึกว่ามันว่างเปล่าและไร้ชีวิตชีวา"
เมฆาถอนหายใจยาวนาน ไหล่ลาดกว้างนั้นดูราวกับแบกรับน้ำหนักของกาลเวลาอันยาวนานไว้ทั้ง 100 ปี เธอยังไม่หันกลับมามอง แต่ปลายนิ้วเรียวยาวที่เปื้อนคราบสีฝุ่นเริ่มสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อสัมผัสกับขอบไม้ของเฟรมผ้าใบที่คว่ำอยู่
"ความว่างเปล่าที่คุณเห็น... ริน... มันคือพื้นที่ที่ถูกละเว้นด้วยความกลัว" เมฆาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มนุ่มกังวานนั้นเจือไปด้วยความเจ็บปวดลึกซึ้ง "คุณกลัวที่จะใส่สีแดงแห่งความปรารถนา กลัวที่จะแต้มสีน้ำเงินเข้มแห่งความลึกซึ้ง เพราะคุณถูกสอนมาว่า ภาพวาดที่ดีต้องเรียบร้อย ไม่ส่งเสียงดัง และไม่ออกนอกกรอบ... แต่คุณรู้ไหม? ภาพที่ไร้เสียงกรีดร้อง ก็คือภาพที่ตายไปแล้วตั้งแต่ยังไม่ทันได้ตวัดพู่กัน"
รินรดาชะงัก หัวใจเต้นระรัวราวกับถูกตีด้วยค้อนหนักๆ ทุกคำพูดของเมฆาตรงเข้าจู่ก้นบึ้งของปมในวัยเด็ก—ภาพวาดพู่กันจีนและสีน้ำมันในห้องนั่งเล่นของครอบครัวที่ต้องเนี้ยบกริบอย่างไร้ที่ติ รอยเปื้อนคือความผิดบาป และจินตนาการที่หลุดโลกคือความล้มเหลว
"แล้วคุณล่ะ..." รินรดาเค้นเสียงถาม ความอยากรู้อยากเห็นเอาชนะความหวาดกลัว "แล้วทำไม... ทำไมสตูดิโอของคุณถึงไม่มีภาพบุคคลเลยสักภาพ? ทำไมทุกผนังถึงมีแต่ร่องรอยของทิวทัศน์ที่บิดเบี้ยว ทะเลหมอกที่ไร้ตัวตน และความมืดมนที่กัดกินหัวใจ? ทำไมศิลปินที่มองทะลุปรุโปร่งอย่างคุณ ถึงปฏิเสธที่จะวาด 'มนุษย์'?"
คำถามนั้นราวกับลูกธนูที่พุ่งตรงเข้าปักกลางเป้า
เมฆานิ่งงิ่งไปนานเสียจนรินรดาคิดว่าอีกฝ่ายจะไม่ตอบเสียแล้ว บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงถนัดตา แสงไฟนีออนสีส้มสลัวบนเพดานกะพริบเบาๆ สั่นไหวตามกระแสไฟที่ไม่เสถียร
ช้าๆ... ศิลปินสาวหันกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาคู่คมที่มักจะซ่อนความเยชาและห่างเหิน บัดนี้กลับแดงก่ำ รื้นไปด้วยม่านน้ำตาที่ถูกสะกดกลั้นไว้มาเนิ่นนาน มันเป็นแววตาของคนที่แหลกสลายแต่ไม่เคยได้รับอนุญาตให้กรีดร้อง
"คุณอยากรู้จริงๆ หรือริน..." เมฆากล่าว เสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเครือ "เรื่องราวที่ทำให้ฉันสาบานกับตัวเองว่า จะไม่มีวันจุ่มปลายพู่กันลงไปเพื่อบันทึก 'รอยยิ้ม' ของใครอีกชั่วชีวิต"
เมฆาก้าวถอยหลัง ปล่อยมือออกจากเฟรมผ้าใบที่คว่ำอยู่ และทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าใกล้กองสี รินรดาลดตัวลงนั่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ใกล้กันเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัด
"เมื่อห้าปีก่อน..." เมฆาเริ่มเล่า สายตาทอดมองผ่านหน้าต่างกระจกที่เปื้อนคราบฝุ่นออกไปสู่ความมืดมิดด้านนอก "ตอนนั้นฉันเป็นแค่เด็กสาวทะเยอทะยานคนหนึ่งที่เชื่อว่า ฝีแปรงของตัวเองสามารถหยุดเวลาได้... ฉันมีคนรัก คนที่ฉันรักสุดหัวใจ เธอเป็นทุกๆ แรงบันดาลใจ เป็นสีสันเดียวในโลกสีเทาของฉัน"
รินรดานั่งฟังอย่างตั้งใจ ไม่กล้าแม้แต่จะกระพริบตา ความเงียบรอบตัวราวกับบีบอัดให้โลกทั้งใบเหลือเพียงเสียงกระซิบของเมฆา
"ฉันขอร้องให้เธอนั่งเป็นแบบให้ฉันวาดภาพเหมือนขนาดเท่าตัวจริง..." เมฆายกมือขึ้นกุมขมับ นิ้วมือขยุมเส้นผมสีดำสนิทที่รุ่ยร่ายลงมา "ฉันใช้เวลาเป็นเดือนๆ หมกมุ่นอยู่กับการเก็บรายละเอียด ทุกรอยยิ้ม ทุกประกายในดวงตา ทุกเส้นผมที่พลิ้วไหว ฉันอยากให้ภาพนั้นสมบูรณ์แบบที่สุด... สมบูรณ์แบบจนเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะเป็นได้"
รินรดาสัมผัสได้ถึงความหนIเหน็บที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเมฆา เธอเอื้อมมือออกไปอย่างลังเล ปลายผ่ามือเรียวบางวางทับลงบนหลังมือที่เย็นเฉียบของอีกฝ่าย เมฆาสะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่ได้ดึงมือหนี
"ยิ่งฉันวาด... ฉันก็ยิ่งหมกมุ่น" เมฆากล่าวต่อ เสียงสั่นพร่าใกล้ขาดหาย "ฉันเริ่มสังเกตเห็นสิ่งเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังของเธอ รอยช้ำจางๆ ที่เธอพยายามปกปิด อาการไอที่รุนแรงขึ้นทุกครั้งที่เธอนั่งนิ่งเป็นแบบให้ฉัน... แต่แทนที่จะวางพู่กันลงแล้วพาเธอไปหาหมอ... ไอ้นักศิลป์บ้าบอคนนี้ กลับคิดแต่เรื่อง 'แสงและเงา' คิดแต่ว่าความเจ็บป่วยนั้นทำให้ผิวของเธอด2น่าสนใจขึ้นในเชิงศิลปะ!"
น้ำตาหยดแรกไหลรินลงมาจากดวงตาของเมฆา หยดลงบนหลังมือของรินรดา ร้อนผ่าวราวกับน้ำกรด
"ในวันที่ภาพวาดเสร็จสมบูรณ์... เป็นวันที่เธอกระอักเลือดออกมาบนโซฟาตัวนั้น" เมฆาชี้มือไปยังมุมห้องที่มืดมิด "ดวงตาที่ฉันเพิ่งจะบรรจงแต้มประกายแวววาวลงไปบนผ้าใบ... ค่อยๆ ดับลงอย่างไร้เรี่ยวแรงในอ้อมแขนของฉัน ภาพวาดมันสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่วิญญาณของเจ้าของภาพกลับสลายหายไป... เพราะฉันขโมยชีวิตของเธอมาขังไว้บนผืนผ้าใบทีละนิด ทีละหยด ด้วยความเห็นแก่ตัวของศิลปินไร้ยางอายคนนี้!"
เสียงสะอื้นไห้ของเมฆาพังทลายลงในที่สุด ไหล่บางสั่นเทราอย่างรุนแรง เธอซบหน้าลงกับอุ้งมือ ปลดปล่อยความรู้สึกผิดที่กัดกินวิญญาณมานานหลายปีออกมาในค่ำคืนนี้
รินรดาตกตะลึงจนหัวใจหยุดเต้น ความเจ็บปวดร้าวลึกของเมฆาสะท้อนเข้ามาในอกของเธอเอง มันไม่ใช่แค่เรื่องราวความสูญเสีย แต่มันคือคำสาปที่นักวาดภาพทุกคนหวาดกลัวที่สุด—การใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือพรากชีวิตจริงไป
รินรดาขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม เธอสวมกอดร่างที่สั่นเทาของเมฆาไว้แน่น ซบใบหน้าลงกับลาดไหล่ที่เปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตา ถ่ายทอดความอบอุ่นทั้งหมดที่เธมีผ่านสัมผัสแผ่วเบา
"ไม่ใช่ความผิดของคุณนะเมฆา..." รินรดากระซิบข้างใบหู น้ำตาของเธอก็เริ่มเอ่อล้นออกมาเช่นกัน "ความรักของคุณ... มันไม่ใช่การขโมย แต่มันคือการจดจำ..."
เมฆานิ่งงันไปเมื่อถูกโอบกอดอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอนิ่งค้างไปชั่วขณะก่อนจะค่อยๆ ยกแขนขึ้นโอบกอดร่างของรินรดาตอบ แน่นแฟ้น ราวกับเธอกำลังโหนเหนี่ยวสิ่งเดียวที่จะช่วยไม่ให้เธอดิ่งจมลงไปในห้วงอดีตอันมืดมิด
ในความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความเปราะบางนั้นเอง...
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูกระจกหนาสุดสตูดิโอดังขึ้นสามครั้ง ทำลายบรรยากาศอันซาบซึ้งลงอย่างกะทันหัน ทั้งสองสะดุ้งผละออกจากกัน เมฆาหันขวับไปมองยังทางเข้าด้วยแววตาตื่นตระหนกและระแวดระวัง
ภายใต้แสงไฟถนนสลัวด้านนอก ร่างสูงโปร่งของบุคคลปริศนาในชุดโค้ทสีดำยาวคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่หลังบานกระจก ใบหน้าของแขกยามวิกาลผู้นั้นถูกซีกหมวกปีกกว้างบดบังไว้ครึ่งหนึ่ง แต่มือข้างที่ยกขึ้นเคาะประตูกลับถือกระดานสเก็ตช์ภาพเก่าๆ คุ้นตา... กระดานสเก็ตช์ภาพที่เมฆาจำได้แม่นยำว่า มันถูกฝังไว้พร้อมกับคนรักของเธอเมื่อห้าปีก่อน!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านรอยพู่กันและหยาดน้ำตาไปด้วยกันนะคะ - ดอกเดซี่ริมทาง
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 8
ความลับใต้เงาพู่กัน
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!