นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 9

คำสารภาพในจานสี

ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
“คุณขโมยมันมาจากหลุมศพของเธอ... หรือว่าเธอกลับมาทวงมันคืนด้วยตัวเองกันแน่?” เสียงของเมฆาสั่นพร่า ทว่าดุดันราวกับใบมีดที่กรีดลงบนความเงียบงันในสตูดิโอ รินรดาชะงักค้าง มือที่ถือพู่กันสั่นระริกจนหยดสีน้ำมันสีครามเข้มร่วงหล่นลงบนพื้นไม้เป็นวงกว้างคล้ายหยดเลือด เธอไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตากับร่างในชุดโค้ทสีดำที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงธรณีประตู “เมฆา...” รินรดาครางชื่อนั้นออกมา แผ่วเบาราวกับกลัวว่าหากเสียงดังกว่านี้ ความจริงที่อยู่ตรงหน้าจะแตกสลายหายไปเหมือนภาพฝัน ร่างนั้นไม่ได้ขยับเขยื้อน หมวกปีกกว้างที่ปิดบังใบหน้าค่อยๆ ถูกถอดออกอย่างเชื่องช้า เส้นผมสีดำสนิทที่ยาวสลวยลู่ลงตามแรงโน้มถ่วง เผยให้เห็นดวงตาคู่ที่เมฆาจำได้แม่นยำยิ่งกว่าลายเซ็นของตัวเอง ดวงตาที่เคยเป็นประกายดั่งแสงดาวในคืนเดือนดับ ทว่าวันนี้มันกลับหม่นแสงลงราวกับสีเทาที่ถูกผสมจนขุ่นมัว “ห้าปีแล้วนะ เมฆา” น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนทำให้หัวใจของเมฆากระตุกวูบ เมฆาก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แผ่นหลังปะทะเข้ากับขาหยั่งวาดภาพจนเกิดเสียงดังโครม รินรดารีบวางจานสีลงแล้วถลาเข้ามาประคองไหล่ของอีกฝ่าย ความใกล้ชิดในเสี้ยววินาทีนั้นทำให้กลิ่นอายของสีน้ำมัน กลิ่นฝนที่ตกค้างบนเสื้อโค้ท และกลิ่นความทรงจำที่หายไปนานหวนกลับมาปะทะนาสิกอย่างรุนแรง ความสับสนตีรวนจนรินรดาแทบหยุดหายใจ “เธอ... เธอตายไปแล้ว ในวันที่พายุโหมกระหน่ำที่หน้าผานั่น ฉันเป็นคนฝังกระดานนี้ลงไปกับมือเอง!” เมฆาตวาด ความเงียบขรึมที่เคยสวมใส่เป็นเกราะป้องกันพังทลายลงสิ้น เหลือเพียงหญิงสาวที่แตกสลายและเต็มไปด้วยคำถาม หญิงปริศนาผู้มีใบหน้าเหมือนคนรักที่ล่วงลับเพียงแค่ยิ้ม—เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้แต้มด้วยความสุข แต่มันคือความเจ็บปวดที่ถูกกลั่นกรองจนกลายเป็นความว่างเปล่า เธอยื่นกระดานสเก็ตช์เก่าคร่ำคร่าในมือส่งให้เมฆา “ความตายเป็นเพียงทฤษฎีสีที่ใครบางคนขีดเขียนขึ้นเพื่อหลอกลวงตัวเองต่างหาก เมฆา... เธอไม่เคยทิ้งฉันไว้ที่นั่น เธอแค่ทิ้งส่วนหนึ่งของหัวใจไว้ในเงามืด” รินรดาเฝ้ามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ความอิจฉาในอดีตของเมฆา ความเศร้าโศกที่กัดกินใจมาเนิ่นนาน กำลังประจันหน้ากับความจริงที่หลุดออกมาจากตรรกะปกติ เธอยื่นมือออกไปสัมผัสแขนของเมฆา เพื่อดึงสติตัวเองให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน “เมฆา... ตั้งสติหน่อย นี่ไม่ใช่ผีสาง นี่อาจจะเป็น...” รินรดาเว้นจังหวะ “หรือนี่คือภาพวาดที่มีชีวิต? หรือความทรงจำที่เธอฝังไว้มันกำลังเน่าเฟะจนกลายเป็นปีศาจ?” เมฆาไม่ฟัง เธอเอื้อมมือไปรับกระดานสเก็ตช์ ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับเนื้อไม้ที่เย็นเฉียบ กระดาษแผ่นบนสุดก็ปลิวหลุดออกมา ลมกรรโชกจากหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้พัดกระดาษใบนั้นลอยคว้างไปตกแทบเท้าของรินรดา มันคือภาพสเก็ตช์ลายเส้นถ่านหยาบๆ เป็นภาพรินรดากำลังยืนวาดภาพอยู่หน้าสตูดิโอนี้... แต่ในภาพนั้น มีใบหน้าของเมฆากำลังก้มลงจูบที่ต้นคอของรินรดาอย่างแนบชิด ทว่าลายเส้นนั้นมันวาดขึ้นเมื่อห้าปีก่อน ทั้งที่ในตอนนั้น รินรดายังไม่ได้รู้จักเมฆาด้วยซ้ำ! รินรดาหน้าซีดเผือด เธอหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา มือสั่นเทา “เมฆา... ภาพนี้... ใครเป็นคนวาด?” เมฆาไม่ได้ตอบ สายตาของเธอยังคงจับจ้องไปที่ร่างในชุดโค้ทดำที่บัดนี้ค่อยๆ หันหลังเดินกลับออกไปทางประตู สู่ความมืดมิดของค่ำคืนที่ไร้แสงดาว “ตามฉันมาสิ ถ้าเธออยากรู้ว่าสีที่จืดจางในใจของเธอ แท้จริงแล้วมันคือเลือดหรือหยาดน้ำตา” “อย่าไปนะ!” รินรดาร้องตะโกน รั้งข้อมือเมฆาไว้แน่น “ถ้าเธอเดินออกไปตอนนี้ เธอจะไม่มีวันกลับมาเป็นคนเดิมอีก” เมฆาหันกลับมามองรินรดา สายตาของเธออ่อนลงเพียงชั่วครู่ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวที่น่าสะพรึงกลัว เธอแกะมือรินรดาออกอย่างแผ่วเบาแล้วหยิบพู่กันสีแดงชาดขึ้นมา จุ่มลงในถาดสีที่รินรดาเคยผสมไว้เมื่อเย็นวันนั้น แล้วป้ายลงบนข้อมือของรินรดาเป็นรอยเส้นยาว “รินรดา... ในจานสีนี้ไม่ได้มีแค่สีที่เธอเลือก แต่มันมีสีที่ฉันแอบผสมทิ้งไว้ตั้งแต่วันที่เราเจอกันครั้งแรก” เมฆาก้าวออกไปในความมืด รินรดายืนนิ่งอยู่กลางสตูดิโอ กลิ่นสีในห้องเปลี่ยนไปจากความสดชื่นกลายเป็นกลิ่นคาวสนิมที่อบอวลและข้นคลัก เมื่อเธอเหลือบมองไปที่ผนังห้องวาดภาพที่เคยเป็นสีขาวสะอาดตา สิ่งที่เธอเห็นทำให้หัวใจของเธอหยุดเต้นไปชั่วขณะ รอยสีแดงบนผนังค่อยๆ ไหลรวมตัวกันเป็นรูปร่างของข้อความที่ถูกเขียนด้วยลายมือของเธอเอง... ข้อความที่อ่านซ้ำกี่ครั้งก็ทำให้อากาศในปอดหายไปจนหมดสิ้น *‘ยินดีต้อนรับสู่ตอนจบของนิทรรศการที่ไม่มีวันมีผู้ชมคนอื่น... นอกจากเราสองคน’* ทันใดนั้น เสียงกลอนประตูด้านหลังก็ดัง ‘คลิก’ ลั่นขึ้นมา พร้อมกับไฟในสตูดิโอที่ดับพรึบลงโดยไม่มีเหตุผลเหลือเพียงความมืดมิดที่กลืนกินทุกอย่าง แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกว่าคือสัมผัสเย็นเฉียบของใครบางคน ที่กำลังโอบกอดรินรดามาจากด้านหลัง... พร้อมกับเสียงกระซิบที่คุ้นเคยที่สุดในชีวิต ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านรอยพู่กันสีหม่นไปกับดอกเดซี่ริมทางนะครับ แล้วพบกันในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%