“ปล่อยมือจากฉัน เดี๋ยวนี้”
น้ำเสียงของรินรดาสั่นพร่า ทว่าแฝงด้วยความเด็ดขาดที่เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าไปเอามาจากไหน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอ กลิ่นจางๆ ของน้ำมันสนและหยาดฝนที่ติดอยู่บนกายของเมฆาโอบล้อมเธอไว้ในพื้นที่แคบๆ ท่ามกลางความมืดมิดที่ดูเหมือนจะไร้จุดสิ้นสุด สัมผัสเย็นเฉียบจากฝ่ามือที่แตะลงบนไหล่ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาประคองกรอบหน้าของเธออย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังสัมผัสงานประติมากรรมอันเปราะบางที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
“นิทรรศการนี้... รินเป็นคนเริ่มมันเองไม่ใช่หรือคะ?” เมฆากระซิบชิดใบหู เสียงของเธอก้องสะท้อนอยู่ในความเงียบที่หนักอึ้ง “รินเขียนมันลงบนผนังด้วยสีที่ไหลซึมออกมาจากความทรงจำ... รินเป็นคนเชิญฉันเข้ามาในพื้นที่ของรินเองนะ”
ไฟฉายในโทรศัพท์ของรินรดากดเปิดสว่างวาบขึ้น แสงสีขาวนวลกวาดไปทั่วสตูดิโอ ภาพวาดนับสิบที่เคยแขวนอยู่บนผนังบัดนี้ดูแปลกตาออกไป รอยสีแดงที่เคยเป็นข้อความปริศนากลับกลายเป็นเพียงรอยหยดสีที่คล้ายกับหยดเลือด แต่มันไม่ได้ดูน่ากลัว หากแต่มันกลับดูเหมือนจังหวะการเต้นของหัวใจที่กำลังบ้าคลั่ง เมฆายืนอยู่เบื้องหลังเธอจริงๆ ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีเพียงความลึกลับ แต่ทอประกายแห่งความโหยหาที่ทำเอาเข่าของรินรดาแทบทรุด
“ฉันไม่ได้เขียน...” รินรดาพยายามปฏิเสธ ทว่าเสียงของเธอกลับเบาหวิว “ฉันแค่... ฉันแค่คิดถึงมัน”
“ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่รินคิดกับสิ่งที่รินสร้างขึ้น... มันไม่มีอยู่จริงหรอกค่ะ” เมฆาเดินอ้อมมาอยู่ตรงหน้าเธอ มือหนาเอื้อมไปหยิบพู่กันด้ามยาวจากโต๊ะที่วางอยู่ใกล้ๆ ส่งให้รินรดา “เรามาวาดภาพสุดท้ายกันเถอะค่ะ วาดในสิ่งที่ไม่มีใครมองเห็น... วาดสิ่งที่เราเก็บไว้ในรอยพู่กันสีหม่นมาตลอดหลายปี”
รินรดารับพู่กันมา ความรู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านปลายนิ้ว เธอมองไปที่ผืนผ้าใบขนาดมหึมาที่วางตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง ผืนผ้าใบที่ว่างเปล่าจนน่าใจหาย ราวกับกำลังรอคอยการตัดสินใจที่ไม่อาจถอยหลังกลับ
“วาดอะไรดีคะ?” รินรดาถามเบาๆ สบตาคนตรงหน้า
“วาดความกลัวของเราสิคะ” เมฆาตอบพลันขยับเข้ามาใกล้จนปลายพู่กันของทั้งสองสัมผัสกัน “วาดความกลัวที่จะถูกลืม และความกลัวที่จะถูกจดจำไปตลอดกาล... วาดรอยร้าวในใจของรินลงบนผืนผ้าใบของฉัน และฉันจะวาดความมืดมิดของฉันลงบนสีสันของริน เราจะผสมผสานมันเข้าด้วยกัน... จนกว่าโลกจะจำเราไม่ได้อีกต่อไป”
ปลายพู่กันของทั้งสองแตะลงบนผืนผ้าใบพร้อมกัน จังหวะที่สีครามเข้มของเมฆาผสมเข้ากับสีเหลืองจางๆ ของรินรดา เกิดเป็นสีเขียวหม่นที่ดูราวกับเถาวัลย์ที่กำลังรัดพันหัวใจ ทั้งคู่ต่างวาดด้วยสัญชาตญาณ ราวกับถูกสะกดให้เคลื่อนไหวไปตามจังหวะของดนตรีที่ไม่มีใครได้ยิน รินรดารู้สึกเหมือนสีสันที่เธอพยายามปิดบังมาตลอดชีวิตกำลังถูกขุดคุ้นออกมาด้วยพู่กันของอีกฝ่าย ไม่ใช่ด้วยการบังคับ แต่ด้วยการปลดปล่อย
พวกเธอวาด... และวาด... ท่ามกลางความเงียบที่ถูกถักทอด้วยลมหายใจที่ประสานกัน รินรดาหลับตาลง ภาพในหัวไม่ได้เป็นเพียงจิตรกรที่วาดรูป แต่คือตัวตนของเธอที่กำลังเปลือยเปล่าต่อหน้าเมฆา ทั้งความผิดหวัง ความคาดหวังของครอบครัว และรอยร้าวในอดีต ทุกอย่างถ่ายทอดผ่านรอยปาดสีที่ไร้ความปราณีบนผืนผ้าใบ
“รินรู้ไหมคะว่าทำไมสีของรินถึงจืดจาง...” เมฆาพึมพำขณะลากเส้นที่ดูดุดันลงไปในจุดที่รินรดาเพิ่งวาดเสร็จ “เพราะรินพยายามวาดเพื่อคนอื่นมาตลอด... แต่วันนี้ รินกำลังวาดเพื่อฉัน”
รินรดาสะดุ้ง แต่ไม่ได้ถอยหนี เธอหยิบพู่กันจุ่มสีดำสนิทแล้วปาดทับลงบนภาพของเมฆา ลบเลือนเส้นสายที่เยือกเย็นให้กลายเป็นความนุ่มนวลที่ไม่คาดคิด “ถ้าฉันวาดเพื่อคุณ... คุณก็ต้องแลกด้วยการยอมให้ฉันเห็นภาพวาดที่ซ่อนอยู่ในห้องใต้ดินนั่นด้วยนะ”
เมฆาชะงัก พู่กันในมือสั่นไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะคลี่ยิ้มจางๆ ที่ไม่มีใครเคยเห็น “ฉันรอคำนี้มานานแล้วค่ะ รินรดา”
ภาพวาดคู่ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นไม่ได้มีความงามตามมาตรฐาน แต่มันคือสัตว์ประหลาดที่งดงาม มันคือความเจ็บปวดที่กลายเป็นศิลปะ คือความรักที่บิดเบี้ยวแต่ทรงพลังจนน่าตกใจ ทั้งคู่ต่างหอบหายใจรุนแรง สีเลอะเปรอะเปื้อนไปตามใบหน้าและเรียวแขน ราวกับว่าพวกเธอไม่ได้วาดภาพ แต่กำลังชำระล้างจิตวิญญาณของกันและกัน
ทว่า ในขณะที่รินรดากำลังจะแตะพู่กันลงไปในจุดสุดท้ายของภาพ แสงไฟในสตูดิโอก็สว่างวาบขึ้นอีกครั้งโดยฉับพลัน พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นของใครบางคนที่หยุดอยู่ตรงหน้าประตูบานหลัก
รินรดารีบหันไปมอง เมฆาถอยหลังออกไปสองก้าวทันทีโดยสัญชาตญาณ แสงไฟที่สว่างจนแสบตาทำให้รินรดาต้องหยีตาลง และเมื่อเธอปรับโฟกัสได้สำเร็จ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น
บุคคลที่ยืนอยู่ตรงประตูคือหญิงสาวในชุดเดรสสีขาวสะอาดตา... เธอคนนั้นมีใบหน้าเหมือนกับรินรดาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ราวกับกำลังส่องกระจกเงาที่สะท้อนอดีตอันแสนยาวไกล และในมือของหญิงสาวคนนั้น กลับถือพู่กันด้ามเดียวกับที่รินรดาเพิ่งใช้ไปเมื่อครู่... พร้อมกับรอยยิ้มที่เย็นเยียบจนแทบแช่แข็งทุกสรรพสิ่งในห้อง
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ รินรดา... วันนี้ฉันรอให้เธอกลับมาวาดภาพให้จบตั้งนานแล้ว”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามนิทรรศการแห่งความรู้สึกของพวกเธอมาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันตอนหน้าค่ะ
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 10
นิทรรศการแห่งความรู้สึก
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!