“ถ้าการกลับมาของรินหมายถึงการทำลายสิ่งที่ฉันพยายามลืม... เธอก็ไม่ควรเหยียบเข้ามาในห้องนี้ตั้งแต่แรก”
เสียงของเมฆาเรียบเฉย ทว่ากลับบาดลึกราวกับคมมีดที่กรีดลงบนผืนผ้าใบที่ยังวาดไม่เสร็จ รินรดานิ่งงัน พู่กันในมือสั่นสะท้านจนหยดสีน้ำมันสีครามเข้มร่วงเผาะลงบนพื้นไม้กระดาน เธอมองแผ่นหลังกว้างของคนที่ยืนหันหลังให้ ท่ามกลางกลิ่นอายของสีน้ำมันและมวลอากาศที่หนักอึ้งราวกับกำลังจะมีพายุพัดผ่านในพื้นที่แคบๆ นี้
“รินไม่ได้ตั้งใจ...” เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับความเงียบ “รินแค่คิดว่า... ถ้าเราวาดมันให้จบ สีที่หม่นหมองในใจของเราทั้งคู่จะจางหายไปบ้าง”
เมฆาหมุนตัวกลับมา ดวงตาที่เคยดูลึกลับและอ่อนโยนคู่นั้น บัดนี้กลับฉายแวววูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกลมกรรโชกแรงพัดผ่าน เธอไม่ได้โกรธ แต่ความเสียใจที่ฉายชัดในแววตานั้นกลับน่ากลัวยิ่งกว่า
“รินรดา บางครั้งสีที่จืดจางก็มีความหมายในตัวของมันนะ” เมฆาก้าวเข้ามาหาช้าๆ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดน้อยลงจนรินรดาได้กลิ่นน้ำมันสนจางๆ จากปลายนิ้วของอีกฝ่าย “เธอกำลังพยายามแต้มสีทับความเจ็บปวด... แต่มันไม่เคยลบเลือนได้หรอก”
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูห้องสตูดิโอที่ดังก้องขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะก็ทำลายกำแพงแห่งความตึงเครียดลง ทั้งสองคนชะงักไป เมฆาขมวดคิ้วเล็กน้อย ความรู้สึกบางอย่างที่รินรดาอ่านไม่ออกพาดผ่านใบหน้าของเธอ มันไม่ใช่ความตกใจ แต่มันคือ ‘ความเหนื่อยล้า’ ที่ผ่านการสะสมมาเนิ่นนาน
“ฉันไม่ได้นัดใครไว้...” เมฆาพึมพำ
รินรดาขยับกายหลบไปด้านข้างเมื่อบานประตูถูกผลักเข้ามาอย่างถือวิสาสะ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่อบอวลปนมากับอากาศหนาวเย็นภายนอกทำให้รินรดาต้องกลั้นหายใจ หญิงสาวร่างสูงโปร่งในชุดเดรสสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาในห้อง ก้าวเดินของเธอมั่นคงและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ แววตาของเธอสอดส่ายไปทั่วห้องก่อนจะมาหยุดที่ใบหน้าของเมฆา
“ไม่ได้นัด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ว่างให้กัน... จริงไหมคะ เมฆา”
น้ำเสียงนั้นนุ่มนวล ทว่ากลับแฝงความนัยที่ทำให้รินรดารู้สึกเย็นเยียบไปถึงสันหลัง เมฆานิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา รินรดาสังเกตเห็นว่ามือของเมฆากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
“คุณกลับมาทำไม... มินตรา” เมฆาถามด้วยเสียงที่แหบพร่า
หญิงสาวที่ชื่อมินตราไม่ได้ตอบในทันที เธอเดินผ่านรินรดาไปราวกับเธอเป็นเพียงรูปปั้นประดับห้อง เธอหยุดยืนหน้าผืนผ้าใบที่ยังวาดไม่เสร็จของรินรดา ลากปลายนิ้วเรียวไปตามขอบเฟรมไม้ “ภาพวาดสวยดีนะคะ... แต่ดูเหมือนคนวาดจะยังลังเลอยู่มาก สีตรงนี้... มันดูไม่ค่อยมั่นใจเลยเนอะ”
รินรดารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ ความอึดอัดพุ่งทะยานจนเธออยากจะหนีไปให้พ้นจากบรรยากาศที่คล้ายกับสนามรบขนาดย่อมนี้
“อย่าแตะต้องงานของริน” เมฆาเอ่ยขึ้น เสียงนั้นเย็นเยียบกว่าที่เคยเป็น “เธอไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายชีวิตฉันอีกแล้วตั้งแต่วันนั้น”
มินตราหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เธอหันมาสบตารินรดาด้วยสายตาที่วิเคราะห์เจาะลึกราวกับจะสแกนความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ “วันที่คุณเลือกจะทิ้งทุกอย่างไปเพราะความกลัวน่ะเหรอคะ? หรือวันที่คุณทิ้งความฝันตัวเองไว้เบื้องหลัง เพื่อมาหลบซ่อนอยู่ในรูเล็กๆ แห่งนี้กับเด็กคนนี้?”
รินรดารู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่ขอบตา เธอไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่สิ่งที่มินตราพูดมันสะกิดปมที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้สีสันที่จืดจางบนภาพวาด
“รินรดาไม่ใช่เด็ก” เมฆาก้าวเข้าไปคั่นกลางระหว่างมินตรากับรินรดา “และเธอไม่ใช่ตัวแทนของใครทั้งนั้น... ออกไปเถอะค่ะมินตรา ก่อนที่ฉันจะลืมไปว่าเราเคยรู้จักกัน”
มินตรามองดูเมฆาด้วยสายตาที่เจือความสงสารอย่างเปิดเผย “ความรักไม่ได้ทำให้คนเราเป็นอิสระหรอกนะเมฆา... มันแค่ล่ามโซ่เราไว้กับอดีตที่แย่กว่าเดิม” เธอเหลือบมองรินรดาอีกครั้ง “คุณคงไม่รู้สินะคะ... ว่าสีที่คุณใช้วาดน่ะ ส่วนหนึ่งมันมาจากความตายที่เธอยังวางไม่ลง”
บรรยากาศในห้องตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เมฆานิ่งแข็งไปคล้ายรูปปั้นที่ถูกสาป รินรดามองดูใบหน้าของคนรักด้วยความสับสน ความลับที่ถูกซ่อนไว้ใต้รอยพู่กันสีหม่นกำลังปริแตกออกทีละนิด
เมฆาหันมามองรินรดา แววตาคู่นั้นแตกสลายเสียจนรินรดาไม่อาจทนมองได้ “ริน... ฟังฉันนะ ทุกอย่างที่เธอเห็นในห้องนี้ มันไม่ใช่แค่ภาพวาด แต่มันคือคำสารภาพ”
ทว่าก่อนที่เมฆาจะพูดอะไรไปมากกว่านั้น มินตราก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าถือแล้ววางลงบนโต๊ะข้างๆ รินรดา ก่อนจะหันหลังเดินไปที่ประตู
“ฉันไม่ได้มาเพื่อทะเลาะนะคะเมฆา” มินตราหยุดเดินที่หน้าประตูโดยไม่หันกลับมามอง “แต่ถ้าอยากรู้ความจริงเรื่องที่ว่าทำไมมือของคุณถึงสั่นทุกครั้งที่ต้องวาดภาพ... ก็อ่านสิ่งที่อยู่ในซองนั่นให้ดีเสียก่อน ก่อนที่จะลากเด็กคนนี้ลงเหวไปพร้อมกับคุณ”
ประตูปิดลงตามหลังหญิงสาวร่างสูง ทิ้งให้ความเงียบที่หนักอึ้งกว่าเดิมปกคลุมไปทั่วห้อง รินรดามองดูซองกระดาษสีขาวสะอาดตาที่วางอยู่ข้างๆ เธอ ใจหนึ่งอยากจะคว้ามันมาเปิดดู แต่อีกใจกลับสั่นกลัวสิ่งที่อาจจะได้พบข้างในนั้น
เมฆายืนนิ่งราวกับวิญญาณหลุดลอย รินรดาค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะซองกระดาษนั้นด้วยความลังเล ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกระดาษ เธอก็รู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่าน
“ริน... อย่าอ่านมันเลยนะ” เมฆากระซิบด้วยเสียงที่สั่นเครือ รินรดาเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า “ถ้าเธออ่านแล้ว... เราอาจจะไม่สามารถวาดภาพด้วยกันได้อีกต่อไป”
รินรดาเม้มปากแน่น ก่อนจะตัดสินใจหยิบซองนั้นขึ้นมาแล้วฉีกออกช้าๆ สายตาของเธอไล่ตามตัวอักษรบนกระดาษเพียงไม่กี่บรรทัด ทันใดนั้น พู่กันในมือของเธอก็ร่วงลงพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น
เอกสารในมือคือทะเบียนการรักษาที่ระบุชื่อของบุคคลคนหนึ่ง... บุคคลที่ทำให้เมฆาเปลี่ยนไปตลอดกาล และรูปถ่ายที่แนบมาด้วยนั้น คือหลักฐานที่เปลี่ยนโลกที่รินรดาเคยรู้จักไปโดยสิ้นเชิง
“นี่มัน... หมายความว่ายังไงคะ เมฆา?” รินรดาถามเสียงสั่น “ภาพวาดนี้... คนในภาพนี้... คือ...”
ดอกเดซี่ริมทางหวังว่าคุณจะยังไม่วางมือจากรอยพู่กันสีหม่นนี้ไปไหนนะคะ เพราะบทต่อไป พายุจะพัดพาทุกอย่างให้โหมกระหน่ำยิ่งกว่าเดิมค่ะ
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 11
พายุที่พัดผ่านความเงียบ
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!