กลิ่นน้ำมันสนและแคนวาสดิบๆ ไม่เคยให้ความรู้สึกฉุนกึกจนน่าอึดอัดเท่านี้มาก่อนค่ะ
รินรดายืนนิ่งอยู่หน้าผืนผ้าใบขนาดใหญ่กลางห้องสตูดิโอของเมฆา ปลายพู่กันขนมิงค์ในมือของเธอกำลังสั่นน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นของเครื่องปรับอากาศ แต่เป็นเพราะรอยสีน้ำมันสีเทาหม่นและคราบดำที่ถูกป้ายทับลงไปบนดอกเดซี่สีขาวที่เธอเพิ่งบรรจงวาดไว้เมื่อวาน มันถูกกลบฝังอย่างไร้ความปรานี ราวกับตัวตนของเธอในพื้นที่แห่งนี้ เป็นเพียงความผิดพลาดที่ต้องรีบลบเลือน
"คุณทำอะไรลงไปคะ... เมฆา"
เสียงของรินรดารing เบาหวิว แฝงความสั่นเครือที่เธอพยายามกลั้นไว้จนสุดกำลัง เธอยังจำความอบอุ่นในอ้อมกอดของเขาเมื่อค่ำคืนก่อนได้ดี แต่ในยามนี้ ระยะห่างระหว่างเธอกับเขากลับกว้างใหญ่เสียยิ่งกว่าเส้นขอบฟ้า
เมฆาไม่ได้หันกลับมามอง เธอยังคงยืนกอดอกอยู่หน้าหน้าต่างบานใหญ่ที่ปิดทึบด้วยม่านสีทึบแสง แสงไฟจากหลอดไฟนีออนสีส้มสลัวสาดกระทบแผ่นหลังกว้างของเขาให้ดูโดดเดี่ยวและ impenetrable เขากำลังถือแก้วกาแฟที่เย็นชืดในมือ นิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ กับผิวแก้วเป็นจังหวะที่เดาอารมณ์ไม่ได้
"มันยังไม่ใช่" เมฆาเอ่ยขึ้น เสียงทุ้มต่ำนั้นแหบพร่าและไร้ซึ่งความลังเล "ริน... คุณยังมองไม่เห็นแก่นแท้ของมัน ความสดใสที่คุณพยายามแต้มลงไป มันพังทอดความดิบเถื่อนของความจริงหมด"
คำพูดนั้นกรีดลึกลงไปในอกของรินรดาราวกับปลายมีดปลายแหลม เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ความหมายของเขากำลังบอกเป็นนัยว่า งานศิลปะของเธอ—และตัวตนของเธอ—เป็นสิ่งแปลกปลอมในโลกอันมืดหม่นที่เขาขีดเขียนขึ้นมาเองอย่างนั้นหรือ
รินรดากวาดสายตามองไปรอบสตูดิโอ ผืนผ้าใบนับสิบที่วางเรียงรายอยู่ตามมุมห้อง ล้วนเต็มไปด้วยโทนสีเทา ดำ น้ำเงินเข้ม และรอยแผลเป็นจากการปาดป้ายด้วยอารมณ์รุนแรง ไม่มีพื้นที่ไหนเลยสำหรับสีสันสดใสที่เธอยึดเหนี่ยว เธอกลายเป็นเพียงคนนอก... เป็นแขกผู้มาเยือนที่ไม่รู้วิธีหายใจในบรรยากาศที่อัดแน่นไปด้วยความเจ็บปวดและอดีตอันดำมืดของเขา
"คุณเคยมองเห็นฉันจริงๆ ไหมคะ... หรือคุณเห็นแค่ภาพสะท้อนของใครบางคนที่คุณสูญเสียไป?" รินรดาถามออกไปในที่สุด ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานระเบิดออกมาผ่านน้ำเสียงที่สั่นสะท้าน หยาดน้ำใสคลอหน่วยที่หน่วยตาคู่สวย แต่เธอไม่ยอมปล่อยให้มันไหลร่วงลงมาต่อหน้าความเย็นชาของเขา
เมฆาชะงักไปเล็กน้อย การเคาะนิ้วบนแก้วกาแฟหยุดลง เขาสูดหายใจเข้าลึกราวกับกำลังแบกรับน้ำหนักของโลกทั้งใบไว้บนบ่า ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าอันเย้ายวนคู่นั้นว่างเปล่า... และนั่นคือสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับรินรดา
"อย่าล้ำเส้นเข้ามาในเขตที่ฉันยังไม่ได้อนุญาต ริน" เมฆาพูดเสียงเรียบเย็น แต่บาดลึก "โลกของฉันมีเงื่อนไขของมัน ถ้าคุณทนกลิ่นอายความหม่นหมองนี้ไม่ไหว... ประตูทางออกก็เปิดต้อนรับคุณเสมอ"
ประโยคเดิมซ้ำๆ ที่ตอกย้ำว่าเธอมันช่างเปราะบางและไร้ค่าในสายตาเขา รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจผสมปนเปไปกับความโกรธระลอกใหญ่ เธอยอมละทิ้งความคาดหวังของครอบครัว ยอมก้าวเดินออกจากเซฟโซนอันปลอดภัย เพื่อจะมาพบว่าตัวเองเป็นเพียงส่วนเกินในภาพวาดของคนที่เธอรักอย่างนั้นหรือ
รินรดายิ้มเยาะให้กับตัวเอง รอยยิ้มที่จืดชืดเสียยิ่งกว่าสีน้ำที่เจือจางเกินไป เธอยกพู่กันในมือขึ้น วางมันลงบนถาดสีอย่างแผ่วเบา เสียงกระทบกันของไม้พู่กันและถาดเซรามิกดังสะท้อนก้องในความเงียบงัน
"ค่ะ... ฉันคงเป็นคนนอกจริงๆ ในโลกที่มืดบอดของคุณ" รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบอย่างน่ากลัว ก่อนจะก้าวถอยหลังออกมาจากหน้าผืนผ้าใบ ปล่อยให้รอยสีหม่นหมองนั้นกลืนกินผลงานของเธอไปจนหมดสิ้น
เธอกำลังจะหันหลังและก้าวเท้าเดินไปที่ประตู เพื่อออกไปจากที่แห่งนี้ให้พ้นๆ เสียที แต่ในวินาทีที่เธอก้าวผ่านโต๊ะทำงานตัวเก่าของเมฆา สายตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นสมุดสเก็ตช์ภาพเล่มหนาที่ถูกเปิดค้างไว้ หน้ากระดาษสีเหลืองเก่าแก่เผยให้เห็นรูปวาดพอร์เทรตผู้หญิงคนหนึ่ง—ผู้หญิงที่มีรอยยิ้มงดงาม ดวงตาสุกใส และ... สวมสร้อยข้อมือเส้นเดียวกันกับที่เมฆากำลังสวมอยู่บนข้อมือซ้ายของเขาในตอนนี้
ไม่ใช่รินรดา... ไม่เคยเป็นเธอเลย
หัวใจของรินรดาร่วงหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่ม เธอยื่นมือสั่นเทาออกไปหมายจะพลิกดูหน้ากระดาษแผ่นถัดไปเพื่อหาคำตอบ แต่จู่ๆ ข้อมือของเธอก็ถูกคว้าไว้ด้วยมือที่เย็นเฉียบและทรงพลัง เมฆาพุ่งเข้ามาประชิดตัวเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ลมหายใจอุ่นที่ปะทะเข้ากับต้นคอทำให้เธอสะท้านเฮือก ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยอารมณ์ที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงจนน่ากลัว
"ฉันบอกแล้วไง... ว่าอย่าเผือกเรื่องของฉัน!" เมฆาคำรามเสียงต่ำชิดริมหู ร่างสูงกดดันเธอจนแผ่นหลังบางแนบติดกับชั้นวางอุปกรณ์ศิลปะ เสียงขวดสีและพู่กันหล่นกระจายลงพื้นแตกกระจายดังสนั่น
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่รินรดาจะได้ทันตั้งตัว เมฆาก็เอื้อมมือไปคว้ากุญแจดอกเล็กจากกระเป๋าเสื้อของเขา แล้วหันไป "ล็อกกลอนประตูห้องสตูดิโอ" เสียงโลหะกระทบกันดังคลิก... พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนกำลังเดินตรงเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้อง พร้อมกับเสียงเคาะรัวๆ และเสียงตะโกนเรียกชื่อเมฆาจากคนภายนอกที่ดังทะลุกำแพงเข้ามาอย่างชัดเจน
"เมฆา! เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้! ฉันรู้ว่าเธอกับยัยจิตรกรฝึกหัดนั่นอยู่ในนั้น!"
— ดอกเดซี่ริมทางหวังว่าคุณจะยังไม่วางมือจากรอยพู่กันสีหม่นนี้ไปไหนนะคะ เพราะบทต่อไป พายุจะพัดพาทุกอย่างให้โหมกระหน่ำยิ่งกว่าเดิมค่ะ
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 12
สีสันที่เริ่มหม่นหมอง
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!