“กรีดมันทิ้งเลยสิคะ ถ้ารินคิดว่าการทรยศความรู้สึกตัวเอง มันง่ายกว่าการยอมรับความจริง!”
เสียงตวาดกร้าวของเมฆาดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องใต้หลังคาแคบๆ กลิ่นน้ำมันสนฉุนกึกคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นชื้นของไอฝนที่ซึมผ่านรอยแยกของขอบหน้าต่างไม้ ปลายเกรียงผสมสีในมือของรินรดาสั่นระริก คมเหล็กเย็นเฉียบของมันจ่อค้างอยู่เหนือผืนผ้าใบขนาดใหญ่—ภาพวาดสีน้ำมันที่ยังไม่แห้งสนิท ภาพของหญิงสาวสองคนที่เงาร่างทับซ้อนกันท่ามกลางความมืดมิด ทว่าดวงตาทั้งสองคู่นั้นกลับส่องประกายด้วยสีขาวไททาเนียมที่สว่างไสวราวกับจะแผดเผาทุกสิ่ง
รินรดาสูดหายใจเข้าลึกจนเจ็บแปลบที่แผงอก ดวงตากลมโตที่เคยอ่อนหวานเอ่อคลอไปด้วยม่านน้ำตา หยดน้ำใสหยดแหมะลงบนหลังมือที่เปรอะเปื้อนสีพรัสเซียนบลู “พี่เมฆจะให้รินทำยังไง... ในเมื่อพรุ่งนี้แม่จะพากรรมการจากหอศิลป์มาดูงานของริน ถ้าเขาเห็นภาพนี้ ถ้าเขารู้ว่ารินวาดใคร... วาดด้วยความรู้สึกแบบไหน...”
เสียงของเธอขาดห้วง เป็นรอยสะอื้นที่ถูกกลืนลงคออย่างยากลำบาก
“รินจะถูกลบชื่อออกจากตระกูล รินจะกลายเป็นคนไร้ค่าในสายตาของทุกคน... พี่เมฆเข้าใจไหมคะ!”
เมฆาไม่ตอบด้วยถ้อยคำ ร่างเพรียวสูงในเสื้อเชิ้ตสีดำตัวโคร่งที่เปื้อนคราบสีน้ำตาลไหม้ก้าวประชิดตัวรินรดาเพียงสองก้าว ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ รินรดรดลงบนพวงแก้มซีดเผือด ปลายนิ้วเรียวยาวที่ด้านหนาจากการจับพู่กันมานับสิบปีเอื้อมไปคว้าข้อมือของรินรดาไว้แน่น ไม่ได้รุนแรงจนเจ็บปวด แต่หนักแน่นจนไม่อาจขืนหนี
เธอไม่ได้แย่งเกรียงไป แต่กลับออกแรงบีบกระชับ บังคับให้ปลายนิ้วของรินรดากำด้ามไม้ไว้มั่น แล้วนำพาคมเหล็กนั้นกรีดลงบนผืนผ้าใบช้าๆ
*แคว่ก...*
เสียงเส้นใยลินินฉีกขาดบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของคนทั้งสอง รอยแยกสีดำทะมึนปรากฏขึ้น ผ่ากลางระหว่างหัวใจของร่างสองร่างในภาพวาด เม็ดสีที่ยังเหนียวข้นทะลักออกมาราวกับหยาดเลือด
“พี่เมฆ!” รินรดาหวีดร้อง พยายามจะชักมือกลับ แต่เมฆากลับตรึงเธอไว้ ดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวคู่นั้นไหวระริกด้วยเปลวไฟแห่งความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ใต้ความเย็นชามาเนิ่นนาน
“ถ้าความกลัวของรินมันมีค่ามากกว่าจิตวิญญาณ ก็ทำลายมันด้วยมือของรินเอง อย่าให้คนอื่นมาสั่งให้ทำ” เมฆากระซิบชิดริมหู น้ำเสียงแหบพร่าสั่นสะท้านเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รินรดาได้รู้จักเธอมา “แต่จำไว้นะรินรดา... ผืนผ้าใบที่ฉีกขาด ซ่อมแซมใหม่ได้ แต่ถ้าหัวใจของรินยอมจำนนจนชินชา สีสันในชีวิตรินจะไม่มีวันกลับมาอีกตลอดกาล”
เกรียงผสมสีหลุดร่วงจากมือรินรดา กระทบพื้นไม้เสียงดัง *เคร้ง* กังวานท่ามกลางความเงียบงัน
รินรดาทรุดฮวบลง ทว่าอ้อมแขนของเมฆากลับตระกองกอดเธอไว้ได้ทันก่อนที่ร่างบางจะร่วงหล่นถึงพื้น ร่างของหญิงสาวช่างเพ้อฝันสั่นเทิ้มอยู่ในอ้อมอกของจิตรกรผู้เงียบขรึม กลิ่นไอของสีน้ำมันและกลิ่นกายอันเป็นเอกลักษณ์ของเมฆาโอบล้อมรินรดาไว้ ประหนึ่งปราการด่านสุดท้ายที่คอยปกป้องเธอจากโลกภายนอกที่แสนโหดร้าย
“รินเหนื่อยเหลือเกินค่ะ...” รินรดาซบหน้าลงกับลาดไหล่ของอีกฝ่าย หยาดน้ำตาชโลมเปียกชุ่มเนื้อผ้าฝ้าย “รินพยายามเป็นลูกสาวที่สมบูรณ์แบบ วาดภาพทิวทัศน์ที่ว่างเปล่า วาดดอกไม้ที่ไร้กลิ่น เพียงเพื่อให้แม่ได้อวดใครต่อใคร... แต่พอได้จับพู่กันข้างๆ พี่เมฆ พอได้มองเห็นโลกผ่านสายตาของพี่ รินถึงรู้ว่าตัวเองตาบอดสีมาตลอดทั้งชีวิต”
ฝ่ามือหยาบกร้านของเมฆาลูบเรือนผมนุ่มสลวยอย่างอ่อนโยน ความเงียบงันกลับมาเยือนห้องใต้หลังคาอีกครั้ง มีเพียงเสียงหยดน้ำฝนที่ตกลงกระทบหลังคาสังกะสีเป็นจังหวะเชื่องช้า เมฆาหลับตาลง ภาพอดีตอันมืดดำที่เธอพยายามฝังกลบย้อนคืนมาในห้วงคำนึง—ภาพของใครบางคนที่เคยทิ้งเธอไปเพราะไม่อาจทนต่อแรงกดดันของสังคม ภาพของความตายที่พรากรอยยิ้มไปจากชีวิตเธอจนเหลือเพียงความว่างเปล่า
เธอเคยสาบานว่าจะไม่ยอมให้หัวใจตัวเองเต้นเพื่อใครอีก จะไม่ยอมเป็นพู่กันที่แต่งแต้มสีสันให้ชีวิตของใครแล้วต้องเห็นมันพังทลายลงต่อหน้า
แต่ผู้หญิงคนนี้... รินรดา ผู้เปรียบเสมือนแสงแดดอบอุ่นที่ส่องลอดผ่านม่านหมอกสีเทา ได้ก้าวเข้ามาพังทลายกำแพงนั้นจนหมดสิ้น
“พี่จะไม่ปล่อยให้รินต้องจมดิ่งลงไปคนเดียวอีกแล้ว” เมฆาเอ่ยเสียงแผ่ว พลางประคองใบหน้าหวานที่เปรอะคราบน้ำตาขึ้นมา นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเช็ดรอยเปื้อนสีฟ้าบนแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา รอยสัมผัสอันทะนุถนอมนั้นทำให้อุณหภูมิในห้องดูเหมือนจะสูงขึ้นอย่างกะทันหัน
สายตาสองคู่สบประสานกันในระยะประชิด ความหม่นหมองในแววตาแปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนาอันลึกซึ้งที่ไม่อาจปิดกั้นได้อีกต่อไป รินรดามองริมฝีปากหยักลึกของเมฆา ขณะที่เมฆาก็จ้องมองริมฝีปากอิ่มที่สั่นระริกของรินรดา ราวกับมีแรงดึงดูดที่มองไม่เห็นเหนี่ยวรั้งให้ใบหน้าของคนทั้งสองเคลื่อนเข้าหากันทีละน้อย
ลมหายใจผสานเป็นหนึ่งเดียว ก่อนที่ริมฝีปากของเมฆาจะแตะแต้มลงบนกลีบปากของรินรดาอย่างนุ่มนวลและเชื่องช้า ดุจปลายพู่กันขนสัตว์ชั้นดีที่แตะสัมผัสผืนผ้าใบเป็นครั้งแรก
มันไม่ใช่จุมพิตที่เร่าร้อนดั่งไฟผลาญ แต่เป็นความหวานล้ำที่ปนเปไปด้วยรสฝาดของน้ำตาและความเจ็บปวด เมฆาค่อยๆ บรรจงถ่ายทอดทุกความรู้สึก ความกลัว ความหวัง และความรักที่เธอไม่เคยกล้าเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูด ขณะที่รินรดาเผยอริมฝีปากรับสัมผัสนั้นด้วยความเต็มใจ มือเรียวเล็กเลื่อนขึ้นไปโอบรอบคอของเมฆา รั้งให้ความอบอุ่นนั้นแนบแน่นยิ่งขึ้น
ในวินาทีนั้น โลกภายนอก คำสาปแช่งของครอบครัว นิทรรศการ หรือแม้แต่ภาพวาดที่ฉีกขาด ล้วนเลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงการมีอยู่ของกันและกันในห้องใต้หลังคาที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสี
ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความสุขมักแสนสั้นดั่งประกายไฟที่จุดขึ้นในสายลมหนาว
*คลิก...*
เสียงปลดล็อกลูกบิดประตูด้านล่างดังขึ้นเบาๆ แต่ชัดเจนพอดึงสติของทั้งคู่ให้หลุดออกจากภวังค์ เมฆาชะงักริมฝีปาก ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นด้วยความตระหนก เธอรีบผละออกและดันรินรดาไปไว้ด้านหลังตามสัญชาตญาณ
ไม่มีใครควรจะมีกุญแจห้องนี้ นอกจากตัวเธอเอง
เสียงฝีเท้าก้าวขึ้นบันไดไม้อย่างแช่มช้า หนักแน่น และคุ้นเคยอย่างประหลาด ทุกย่างก้าวทำให้ไม้กระดานส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดลึกเข้าไปในความเงียบ
ร่างของใครคนหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นตรงช่องบันไดใต้แสงสลัวของโคมไฟดวงเก่า—หญิงสาวร่างสูงระหงในชุดสูทสีเทาเรียบหรู ใบหน้างดงามที่ดูเย็นชาดั่งรูปปั้นหินอ่อน และดวงตาคู่ที่เหมือนกับภาพเหมือนลับที่เมฆาซ่อนไว้หลังผ้าม่านสีดำไม่มีผิดเพี้ยน
หญิงสาวคนนั้นหยุดยืนอยู่หน้าประตู ปรายตามองรอยเปื้อนสีบนริมฝีปากของรินรดา สลับกับใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับเห็นผีของเมฆา ก่อนจะแย้มยิ้มบางๆ ที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เมฆา... นึกไม่ถึงเลยว่า ‘คนตาย’ อย่างฉัน จะยังกลับมาทันเห็นเธอหาตัวแทนคนใหม่ได้พอดี”
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ดอกเดซี่ริมทางเสมอนะคะ แล้วพบกันในบทต่อไปค่ะ
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 39
บทที่ 39
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!